การลงทุนไทยในเวียดนามคืออะไร และทำไมจึงสำคัญต่อภูมิภาค
การลงทุนไทยในเวียดนาม คือกระแสที่กลุ่มธุรกิจจากไทยเข้าไปตั้งฐานผลิต ขยายตลาด และร่วมพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจในเวียดนามผ่านโครงการหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่พลังงาน การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงค้าปลีกและนิคมอุตสาหกรรม การเคลื่อนตัวของทุนนี้ไม่ได้เป็นเพียงการไล่ตามต้นทุนแรงงานที่แข่งขันได้ แต่สะท้อนการยอมรับบทบาทใหม่ของเวียดนามในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค และเป็นตลาดผู้บริโภคที่เติบโตเร็ว การลงทุนรูปแบบนี้จึงมีผลโดยตรงต่อโครงสร้างการค้าเวียดนาม-ไทย การรวมตัวเศรษฐกิจอาเซียน และการจัดวางยุทธศาสตร์ของธุรกิจที่ต้องตัดสินใจว่าจะมองเวียดนามเป็นคู่แข่งหรือหุ้นส่วนในระยะยาว ตัวเลขชัดเจนที่สะท้อนน้ำหนักเชิงยุทธศาสตร์ คือไทยมีโครงการลงทุนที่ยังดำเนินการอยู่ในเวียดนามราว 797–805 โครงการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 5.08 แสนล้านบาท ทุนจำนวนนี้กำลังเปลี่ยนเวียดนามจากภาพเดิมที่เป็นเพียงแหล่งผลิตต้นทุนต่ำ ให้กลายเป็น “ฐานผลิต-ตลาด-จุดหมายลงทุน” ที่ผู้เล่นอาเซียนรายใหญ่ไม่อาจมองข้าม การที่กลุ่มธุรกิจไทยเลือกเข้าไปตั้งหลักในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง จึงไม่ใช่แค่การกระจายความเสี่ยง แต่คือการยอมรับว่าศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคกำลังขยับ และใครไม่ร่วมขบวนตั้งแต่วันนี้ย่อมเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

เศรษฐกิจเวียดนามไล่ทันและจ่อแซง ข้อเท็จจริงที่ธุรกิจไทยต้องเผชิญ
น้ำหนักการลงทุนไทยในเวียดนามจะอธิบายไม่ครบ หากไม่มองควบคู่กับการทะยานขึ้นของเศรษฐกิจเวียดนามที่กำลังไล่จี้ขนาดเศรษฐกิจของไทยด้วยอัตราเร่งชัดเจน ตามข้อมูลล่าสุด ขนาดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเวียดนามอยู่ที่ราว 91% ของไทย และมีการประเมินว่าอาจแซงขึ้นเป็นอันดับที่สูงกว่าได้ภายในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า หากแนวโน้มการเติบโตยังเดินหน้าต่อเนื่อง นี่ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ แต่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของภูมิภาค คำพูดที่น่าจดจำจากแหล่งข้อมูลหนึ่งระบุว่า “ทำให้ GDP เวียดนามขยับขึ้นมาอยู่ราว 91% ของไทย รศ.ดร.อัทธ์ประเมินว่า หากแนวโน้มดังกล่าวเดินหน้าต่อเนื่อง เวียดนามมีโอกาสแซงไทยในด้านขนาดเศรษฐกิจราวปี 2571 หรืออีกประมาณ 2 ปี ขณะที่นายสนั่นมองว่าอาจเกิดขึ้นได้ภายใน 1–2 ปี” เมื่อคู่ค้าและคู่แข่งคนสำคัญกำลังจะกลายเป็นเศรษฐกิจใหญ่กว่าที่เราคุ้นเคย การยืนอยู่เฉยๆ แล้วหวังว่าสถานะเดิมจะคงอยู่ จึงเป็นความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ ธุรกิจไทยต้องตัดสินใจว่าการตอบสนองที่เหมาะสมคือการตั้งกำแพงแข่งขัน หรือเปิดประตูร่วมออกแบบห่วงโซ่อุปทานใหม่กับเศรษฐกิจที่กำลังโตแซงเรา

จากคู่แข่งสู่หุ้นส่วน เชื่อมการค้าเวียดนาม-ไทยและห่วงโซ่อุปทานอาเซียน
เมื่อเศรษฐกิจเวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางสำคัญของอาเซียน การมองความสัมพันธ์เพียงในกรอบการแข่งขันราคาและการแย่งคำสั่งซื้อส่งออกเริ่มล้าสมัย แนวคิดที่ถูกหยิบยกในวงการธุรกิจคือการเปลี่ยนจากคู่แข่งไปสู่ “Co-opetition” หรือการแข่งขันควบคู่ความร่วมมือ โดยใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศเชื่อมต่อกันให้เกิดประโยชน์ร่วม ในทางปฏิบัติ ทุนไทยที่ตั้งฐานผลิตในเวียดนามเปิดโอกาสให้เชื่อมสายการผลิตข้ามพรมแดน เช่น การผลิตชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบในไทย ส่งต่อไปแปรรูปหรือประกอบขั้นสุดท้ายในเวียดนาม ก่อนกระจายออกสู่ตลาดโลก การค้าเวียดนาม-ไทยจึงไม่ได้เป็นแค่การแลกเปลี่ยนสินค้า แต่กำลังกลายเป็นแผงควบคุมสำคัญของห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค ในเวลาเดียวกัน ภูมิทัศน์ด้านความร่วมมือของเวียดนามกับมหาอำนาจอื่น เช่น การออกแถลงการณ์ร่วมกับรัสเซียเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน โดยชูพลังงาน น้ำมันและก๊าซเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญเชิงยุทธศาสตร์” ของความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศ กำลังบอกเราว่าเวียดนามไม่ได้เล่นเกมคนเดียว แต่เลือกเชื่อมโยงพันธมิตรหลากหลายเพื่อเสริมแกร่งในด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และเทคโนโลยี การรวมตัวเศรษฐกิจอาเซียนจึงต้องปรับให้ทันกับการที่สมาชิกคนหนึ่งขยับขึ้นเป็นผู้จัดวางเครือข่ายเชื้อเพลิงและการขนส่งใหม่ ทั้งทางราง ทางทะเล และอาจเชื่อมต่อกับโครงการระเบียงขนส่งระหว่างประเทศในอนาคต

อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของเวียดนาม จุดเชื่อมใหม่ของการค้าและการรวมตัวเศรษฐกิจอาเซียน
การลงทุนไทยในเวียดนามเกิดขึ้นพร้อมกับการที่เวียดนามเร่งดันเศรษฐกิจดิจิทัลและการส่งออกออนไลน์ ซึ่งกำลังสร้างแพลตฟอร์มใหม่ให้การค้าเวียดนาม-ไทยและการรวมตัวเศรษฐกิจอาเซียนขยับเข้าสู่มิติข้ามพรมแดนรูปแบบใหม่ สำนักงานพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และเศรษฐกิจดิจิทัลเวียดนามร่วมกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้เปิดตัวข้อริเริ่ม “Beyond Vietnam – สินค้าเวียดนามทะยานสู่โลก” โดยมุ่งสนับสนุนสถานประกอบการเวียดนามให้สร้างขีดความสามารถด้านการส่งออกทางดิจิทัล เข้าถึงผู้บริโภคต่างประเทศโดยตรงผ่านอีคอมเมิร์ซแบบค้นพบ โครงการนี้สอดรับกับแผนพัฒนาอีคอมเมิร์ซแห่งชาติปี 2026–2030 ของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ในปี 2026 ข้อริเริ่มดังกล่าวตั้งเป้าฝึกอบรมธุรกิจเวียดนามประมาณ 500 แห่ง ให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่ 50 แห่งที่พร้อมส่งออก และช่วยอย่างน้อย 10 แห่งบรรลุเป้าหมาย 1,000 คำสั่งซื้อแรกผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซในตลาดต่างประเทศ ภายในปี 2028 เป้าหมายจะขยายไปฝึกอบรม 2,000 สถานประกอบการ และบ่มเพาะธุรกิจที่เชี่ยวชาญด้านคอนเทนต์ การร่วมมือกับผู้สร้างคอนเทนต์ และการสร้างแบรนด์ในตลาดท้องถิ่นให้ได้อย่างยั่งยืน สำหรับทุนไทยที่ตั้งฐานในเวียดนามหรือเชื่อมสะพานการค้าอยู่แล้ว การขยายตัวของอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนนี้คือโอกาสตรงในการออกแบบห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ตั้งแต่โรงงานไปจนถึงหน้าจอผู้บริโภคในหลายประเทศ
บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์: ลงทุนในเวียดนามเพื่อเขียนอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคใหม่
เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่าการลงทุนไทยในเวียดนามมูลค่ากว่า 5.08 แสนล้านบาทไม่ใช่การเคลื่อนย้ายทุนแบบไร้ทิศทาง แต่คือการลงเดิมพันกับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาคอาเซียนที่มีเวียดนามเป็นหนึ่งในแกนกลางหลัก เศรษฐกิจเวียดนามที่กำลังไล่ทันและอาจแซงไทยในไม่กี่ปีข้างหน้า การขยายความร่วมมือด้านพลังงานและโลจิสติกส์กับมหาอำนาจ และการเร่งผลักดันอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ล้วนบอกตรงกันว่า เวียดนามกำลังเขียนแผนที่ใหม่ของห่วงโซ่อุปทานและช่องทางการค้าในภูมิภาค คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราควรแข่งขันหรือร่วมมือกับเวียดนาม แต่คือจะร่วมมืออย่างไรให้ไม่ถูกลดบทบาทเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิตในห่วงโซ่อุปทานที่คนอื่นออกแบบ การสร้างความสัมพันธ์แบบ Co-opetition การใช้เวียดนามเป็นฐานเชื่อมตลาดโลกผ่านการค้าเวียดนาม-ไทย และการใช้โครงสร้างอีคอมเมิร์ซของเวียดนามเป็นทางส่งออกใหม่ คือทางเลือกที่เปิดอยู่ การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์วันนี้จะกำหนดว่าในอีกสิบปีข้างหน้า เราจะเป็นเจ้าของส่วนแบ่งมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานอาเซียน หรือเป็นแค่ผู้เล่นรายหนึ่งที่ปล่อยให้คนอื่นกำหนดเกมแทนเรา






