เมื่อสายการบินกับดีล M&A กลายเป็นครัวกลางของโลก
กลยุทธ์ใหม่ของธุรกิจอาหารเอเชียคือการใช้พันธมิตรสายการบินและการซื้อกิจการข้ามประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนฐานลูกค้าและยกระดับแบรนด์เข้าสู่ตลาดโลก โดยไม่ต้องขยายสาขาเองอย่างช้าๆ ผ่านการเปิดร้านแบบเดิมที่เสี่ยงสูงและลงทุนมาก การเคลื่อนไหวล่าสุดจากแบรนด์ข้าวหน้าไก่บนเที่ยวบินและไก่ทอดเกาหลีแสดงให้เห็นว่า ท้องฟ้าและดีล M&A กำลังกลายเป็น “ช็อตคัท” สำคัญในการขยายตลาดอาหารเอเชียไปสู่ผู้โดยสารและผู้บริโภคในหลายภูมิภาคในเวลาเดียวกัน
กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือความร่วมมือระหว่างสายการบินราคาประหยัดกับร้านอาหารเก่าแก่ ที่นำเมนูข้าวหน้าไก่ขึ้นไปเสิร์ฟบนเครื่อง และตามด้วยโปรโมชันให้ผู้โดยสารนำบอร์ดดิ้งพาสไปใช้ส่วนลดที่สาขาบนภาคพื้นดินได้ทันที โมเดลนี้ไม่ใช่แค่ “ขายอาหารบนเครื่อง” แต่คือการออกแบบวงจรส่งต่อผู้โดยสารกลับไปเป็นลูกค้าประจำร้าน อีกด้านหนึ่ง กลุ่มอาหารรายใหญ่เลือกใช้ดีลซื้อกิจการแบรนด์ไก่ทอดเกาหลีระดับโลก เพื่อครอบครองสิทธิ์บริหารในหลายประเทศ และต่อยอดผ่านแฟรนไชส์ที่ใช้เงินลงทุนน้อยแต่ขยายสาขาได้เร็ว
แอร์เอเชียกับข้าวหน้าไก่: โมเดลแลกฐานลูกค้าระหว่างท้องฟ้ากับหน้าร้าน
ความร่วมมือของสายการบินต้นทุนต่ำกับห้องอาหารชื่อดังที่เริ่มตั้งแต่ปี 2551 แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระยะยาวสามารถปั้นเมนูขึ้นเครื่องให้กลายเป็น “ช่องทางสื่อสารแบรนด์” ได้เต็มตัว จากเมนูแซนด์วิชเริ่มต้น พัฒนาต่อเนื่องจนวันนี้มีทั้งเมนูคาวหวานกว่า 100 รายการบนเที่ยวบิน และล่าสุดนำเมนูเอกลักษณ์อย่างข้าวหน้าไก่ราชวงศ์ขึ้นเสิร์ฟ เนื้อไก่ตุ๋นในน้ำเกรวี่สูตรลับ เสิร์ฟคู่ไก่เชียงสูตรดั้งเดิม กลายเป็นประสบการณ์อาหารเอเชียที่ผู้โดยสารจดจำได้ชัดเจน
ที่สำคัญคือการผูกประสบการณ์บนเครื่องกับการกลับมาใช้บริการที่หน้าร้าน ผ่านระบบ Pre-book ที่ให้ผู้โดยสารจองเมนูล่วงหน้าได้บนเที่ยวบินไทยแอร์เอเชีย (FD) และไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ (XJ) สูงสุด 24 ชั่วโมงก่อนเดินทาง พร้อมโปรโมชันให้แสดงบอร์ดดิ้งพาสเพื่อรับส่วนลด 50 บาท เมื่อสั่งเมนูข้าวหน้าไก่ราชวงศ์หรือเมนูหม้อดินที่ห้องอาหารทุกสาขา ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2569 นี่คือโมเดล “แลกฐานลูกค้า” แบบเป็นรูปธรรม: สายการบินได้เมนูที่ผู้โดยสารเชื่อใจ ร้านอาหารได้ลูกค้ากลับสาขา และผู้บริโภคได้ประสบการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่บนฟ้าไปถึงโต๊ะอาหารบนดิน คำสำคัญอย่าง ไทยแอร์เวย์ส ข้าวหน้าไก่ ถูกใช้เป็นจุดอ้างอิงในหมู่ผู้โดยสาร แม้ในความเป็นจริงเมนูนี้อยู่บนเครือข่ายของสายการบินคู่ค้า
ไมเนอร์ ฟู้ดกับบอนชอน: ใช้ดีลซื้อกิจการขยายไก่ทอดเกาหลี
ในอีกมุมหนึ่งของการขยายธุรกิจอาหารเอเชีย กลุ่มไมเนอร์ ฟู้ดเลือกทางลัดผ่านดีลซื้อกิจการแทนการปั้นแบรนด์เองทั้งหมด บริษัทร่วมกับพันธมิตรด้านทุน Serruya Private Equity ลงนามข้อตกลงเข้าซื้อกิจการ Bonchon International จากผู้ถือหุ้นเดิม ดีลนี้ทำให้ไมเนอร์ ฟู้ดและพันธมิตรแบ่งสิทธิ์บริหารแบรนด์ไก่ทอดเกาหลีรายนี้ตามภูมิภาค โดยไมเนอร์ถือสิทธิ์ทุกตลาดนอกทวีปอเมริกา ขณะที่พันธมิตรถือสิทธิ์ในทวีปอเมริกา
ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวระบุว่าไมเนอร์ ฟู้ดใช้เงินลงทุนราว 1,650 ล้านบาทเพื่อซื้อกิจการบอนชอน พร้อมรับสิทธิ์ขยายแบรนด์ไก่ทอดเกาหลีไปยังอีก 7 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เมียนมา ไต้หวัน ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย วันนี้ไมเนอร์จึงถือสิทธิ์บริหารบอนชอนรวม 8 ประเทศทั่วโลก ยกเว้นสหรัฐเพียงประเทศเดียวที่ยังอยู่ภายใต้การดูแลของพันธมิตร แบรนด์บอนชอนเองเติบโตจากร้านเดียวในเมืองปูซานสู่เครือข่ายแฟรนไชส์ราว 500 สาขาทั่วโลก โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากตลาดนอกประเทศต้นกำเนิด การซื้อกิจการครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการ “ขี่คลื่นสำเร็จรูป” ของกระแสไก่ทอดเกาหลี แทนการเริ่มจากศูนย์

โมเดล Asset-Light และการแลกฐานลูกค้าคือเกมยาวของกลุ่มอาหาร
สิ่งที่น่าสนใจคือไมเนอร์ ฟู้ดไม่ได้เพียงซื้อแบรนด์เพื่อเพิ่มจำนวนร้าน แต่เพื่อเสริมกลยุทธ์ Asset-Light อย่างชัดเจน การเติบโตผ่านระบบแฟรนไชส์และรายได้ค่าธรรมเนียมสิทธิ (Royalty fee) ทำให้บริษัทขยายธุรกิจได้โดยไม่ต้องผูกเงินลงทุนกับทรัพย์สินถาวรจำนวนมาก บอนชอนไม่ได้เป็นแค่ร้านไก่ทอดเกาหลี แต่ยังมีโรงงานผลิตซอสของตัวเอง ทำให้ห่วงโซ่รายได้ตั้งแต่ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ไปจนถึงการจำหน่ายซอสอยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน ซึ่งช่วยสร้างฐานกำไรระยะยาวได้มั่นคง
ข้อมูลจากดีลนี้เผยว่า บอนชอนภายใต้การบริหารของไมเนอร์ ฟู้ดจะมีสาขารวมกันราว 350 สาขา เมื่อรวมกับ 133 สาขาในประเทศฐานหลักและอีก 7 ประเทศที่เพิ่มเข้ามา แบรนด์ บอนชอน ไมเนอร์ฟู้ด จึงกลายเป็นตัวอย่างว่ากลุ่มอาหารเอเชียสามารถใช้ดีล M&A เพื่อขยายอิทธิพลในตลาดโลก โดยไม่จำกัดตัวเองอยู่กับการเติบโตแบบเปิดสาขาเองทีละแห่ง พร้อมกันนั้น กลุ่มสายการบินต้นทุนต่ำก็ใช้โมเดลคล้ายกันในเชิง “แลกฐานลูกค้า” ผ่านเมนูบนเครื่องและโปรโมชันหน้าร้าน แอร์เอเชีย ร่วมมือแบรนด์อาหาร บนแนวทางเดียวกับที่กลุ่มอาหารใช้ดีลซื้อกิจการ นั่นคือการอาศัยเครือข่ายที่มีอยู่แล้วของผู้อื่นแทนการลงทุนสร้างใหม่ทั้งหมด
อนาคตของการขยายธุรกิจอาหารเอเชีย: จากท้องฟ้าสู่ดีลข้ามประเทศ
เมื่อมองภาพรวม แนวโน้มชัดเจนคือแบรนด์อาหารเอเชียกำลังก้าวสู่การเป็นผู้เล่นระดับโลกด้วยสองเครื่องมือหลัก หนึ่งคือพันธมิตรสายการบินที่ทำให้เมนูกลายเป็น “สื่อเคลื่อนที่” ไปถึงผู้โดยสารหลายสิบล้านคน และสองคือดีลซื้อกิจการที่ช่วยกระโดดเข้าไปอยู่กลางเครือข่ายแฟรนไชส์ที่มีอยู่แล้ว การใช้โมเดลแลกฐานลูกค้าแบบข้าวหน้าไก่บนเครื่องกับส่วนลดหน้าร้าน ทำให้ร้านอาหารสร้างสะพานระหว่างการเดินทางและการบริโภคในชีวิตประจำวัน ขณะที่ดีลบอนชอนช่วยให้ไมเนอร์ ฟู้ดมีฐานธุรกิจไก่ทอดเกาหลีใน 8 ประเทศ และยังเดินหน้าขยายสาขาใหม่ผ่านโมเดล Asset-Light ตามแผนของผู้บริหารที่ประกาศว่า “เรายังมองเห็นโอกาสในการขยายสาขาไปยังพื้นที่ใหม่ๆ รวมถึงการเติบโตผ่านโมเดล Asset-Light”
บทสรุปคือ การขยายธุรกิจอาหารเอเชียยุคใหม่ไม่ใช่แค่การเปิดร้านเพิ่ม แต่คือการออกแบบระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันระหว่างสายการบิน แฟรนไชส์ และห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ข้าวหน้าไก่ในห้องโดยสารจนถึงไก่ทอดเกาหลีในศูนย์การค้า โมเดลอย่าง ไทยแอร์เวย์ส ข้าวหน้าไก่ ที่ผู้โดยสารพูดถึง และการเติบโตของ บอนชอน ไมเนอร์ฟู้ด กำลังบอกเราว่า ใครเข้าใจวิธีใช้เครือข่ายคนอื่นได้ดีกว่า ใครวางเกมแลกเปลี่ยนฐานลูกค้าได้แยบยลกว่า คนคนนั้นจะเป็นผู้ครองโต๊ะอาหารของผู้บริโภคทั่วโลกในระยะยาว แทนที่จะจำกัดตัวเองอยู่แค่ตลาดเดิมอีกต่อไป






