อัลกอริทึมแฟชั่นคืออะไร และทำไมมันจึงกำลังบีบช่องว่างของเรือนร่าง
อัลกอริทึมแฟชั่น คือระบบคำนวณและการเรียนรู้ของเครื่องที่ใช้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย อีคอมเมิร์ซ และแพลตฟอร์มวิดีโอ เพื่อคาดเดาว่าเนื้อหาแฟชั่นแบบไหนจะดึงดูดสายตาและสร้างยอดขาย ส่งผลให้แบรนด์และนักออกแบบคัดเลือกภาพ นักแบบ และเรือนร่างที่มีแนวโน้มทำผลงานได้ดีต่อระบบแนะนำ มากกว่าจะคำนึงถึงความหลากหลายของร่างกายหรือความเป็นมนุษย์ของผู้สวมใส่
ปัญหาไม่ได้เริ่มต้นจากยุคเทคโนโลยี AI เพียงอย่างเดียว แต่เมื่อทุกฟีดกลายเป็นสนามแข่งขันเพื่อการมองเห็น แฟชั่นยิ่งถูกจูงให้วิ่งตามเรือนร่างที่อัลกอริทึมอ่านออกง่ายและแปลงเป็นยอดคลิกได้รวดเร็ว ความหลากหลายของร่างกายจึงถูกบีบให้เหลือแบบแคบลงเพื่อให้สอดคล้องกับตรรกะของระบบที่ต้องการความชัดเจนและเร็วในการประมวลผล การเลื่อนนิ้วไม่กี่วินาทีบนหน้าจอ กลายเป็นแรงกดดันต่อการคัดเลือกนักแบบ และต่อมาตรฐานตัวแทนในแฟชั่นในระดับโครงสร้าง อุตสาหกรรมที่ควรเฉลิมฉลองความแตกต่างกลับใช้เทคโนโลยี AI ไปเสริมอคติเดิมมากกว่าท้าทายมัน

เมื่อฟีดกลายเป็นรันเวย์ อัลกอริทึมกำหนดใครได้ขึ้นเวที
อัลกอริทึมไม่ได้สร้างอคติเรื่องร่างกายขึ้นใหม่ แต่มันเปลี่ยนอคติที่มีอยู่ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการมองเห็น เมื่อแพลตฟอร์มวิดีโอหนึ่งถูกเปิดตัวไม่นาน ก็มีรายงานว่าในปี 2020 แพลตฟอร์มดังกล่าวลดการมองเห็นของเรือนร่างพลัสไซส์ นี่ไม่ใช่เพียงการกดจำนวนวิว แต่คือการส่งสัญญาณกลับไปยังแบรนด์ว่าเรือนร่างแบบใด “ทำงานได้” บนหน้าจอและควรถูกใช้ในแคมเปญหรือรันเวย์
ระบบแนะนำแบบนี้สร้างวงจรป้อนกลับเรือนร่างที่สอดคล้องกับมาตรฐานผอม เรียบ และเข้าใจง่ายจึงมีมูลค่าทางการค้าเหนือกว่าร่างกายอื่นๆ เพราะมันขยับยอดไลก์และยอดขายได้อย่างคาดเดาได้ ความหลากหลายของร่างกายจึงถูกผลักให้เป็น “ความเสี่ยง” แทนที่จะเป็นบรรทัดฐาน แคมเปญจำนวนมากเลือกภาพนักแบบที่ตรงสูตรของอัลกอริทึม แม้จะขัดแย้งกับคำโฆษณาเรื่องความครอบคลุมก็ตาม ผลคือโลกออนไลน์เต็มไปด้วยเรือนร่างแบบซ้ำๆ ในขณะที่ตัวแทนในแฟชั่นที่แตกต่างกลับถูกทำให้จางหาย

ภาพแฟชั่นจาก AI กับคำถามเรื่องความแท้และความครอบคลุม
เมื่อภาพแฟชั่นที่สร้างด้วยเทคโนโลยี AI เชิงกำเนิดเริ่มบุกแคมเปญอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมก็เผชิญคำถามหนักเกี่ยวกับความแท้และความครอบคลุม แบรนด์หนึ่งที่ร่วมงานกับบริษัทสร้างภาพเสมือนเพื่อใช้ “นางแบบ AI” ในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ อธิบายว่าต้องการเพิ่มความหลากหลายของนางแบบ แต่แคมเปญกลับถูกมองในทางตรงข้าม เพราะผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์เพียงแสดงท่าทีว่าครอบคลุมความหลากหลาย แทนที่จะจ้างคนจริงให้มีตัวแทนในแฟชั่น
ความกังวลนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก รายงานหนึ่งระบุว่า จำนวนผู้บริโภคที่มองปัญญาประดิษฐ์เชิงกำเนิดเป็น “ตัวแปรเปลี่ยนเกมในทางลบ” เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่านับตั้งแต่ปี 2023 อีกด้าน ผู้ตอบแบบสำรวจ 78% เชื่อว่าภาพจาก AI จะตอกย้ำมาตรฐานรูปร่างเดิม มากกว่าจะขยายขอบเขตของมัน โดย 47% คิดว่ามันจะปรับเรือนร่างให้เหมาะกับประสิทธิภาพตามอัลกอริทึม และมีเพียง 5% เท่านั้นที่เชื่อว่ามันจะช่วยให้แฟชั่นนำเสนอเรือนร่างได้หลากหลายขึ้น ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า หากอุตสาหกรรมยังใช้ AI เพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบ แทนที่จะลงทุนในคนจริง ความหลากหลายของร่างกายก็จะยิ่งถูกทำให้เป็นภาพลวงตา

นักคัดเลือกนักแบบและดีไซเนอร์ที่ดื้อกับสูตรของอัลกอริทึม
แม้อัลกอริทึมจะผลักแฟชั่นกลับไปสู่ความผอมสุดขั้ว แต่เส้นเรื่องของความหลากหลายของร่างกายยังไม่ถูกตัดขาด ผู้คัดเลือกนักแบบบางคนบอกว่า ช่วงปี 2016 ถึง 2021 คือเวลาที่เรือนร่างหลากหลายได้รับพื้นที่เพิ่มขึ้นทั้งบนรันเวย์ แคมเปญ และงานเอดิทอเรียล และความก้าวหน้านี้ขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 2020 ในช่วงนั้นการได้เห็นผู้หญิงที่มีรูปร่างคล้ายตนเองบนรันเวย์เปลี่ยนวิธีที่เธอมองร่างกายตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อเธอเคยแคสต์นางแบบเคิร์ฟอย่าง Molly Constable ให้ขึ้นรันเวย์ของดีไซเนอร์อย่าง Dilara Findikoglu
เมื่อกระแสยากลุ่ม GLP-1 และความผอมกลับมาครองอุตสาหกรรม ความครอบคลุมก็ถูกบีบให้ถอยหลัง แต่ไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่จะยอมแพ้ต่อสูตรของอัลกอริทึม แบรนด์อย่าง Karoline Vitto และ Sinéad O’Dwyer แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าความครอบคลุมที่แท้จริงบนรันเวย์ทำได้อย่างไร พวกเขาจัดสรรลุคให้หุ่นที่ไม่ใช่ไซซ์ตัวอย่างตั้งแต่ขั้นวางแบบ ไม่รอให้ระบบแนะนำเป็นคนกำหนดว่าร่างกายแบบไหนควรเดินโชว์ การคัดเลือกนักแบบจึงกลายเป็นการเมืองของการมองเห็น มากกว่าแค่การหาคนที่ “ถ่ายรูปขึ้นฟีด”

นักวิจัยวัสดุและการออกแบบกับการนิยามเรือนร่างใหม่ในยุคดิจิทัล
ท่ามกลางกระแสภาพสองมิติที่ครองฟีด นักวิจัยวัสดุและศิลปินบางคนกำลังใช้แฟชั่นเพื่อตั้งคำถามใหม่กับเรือนร่าง Esmay Wagemans ซึ่งทำงานบนจุดตัดของแฟชั่น เทคโนโลยี และร่างกาย ใช้การหล่อจากร่างกายจริง สแกนสามมิติ ซิลิโคน และวัสดุคอมโพสิตเพื่อสร้างชิ้นงานสวมใส่ได้ที่ล้อกับขอบเขตของความเป็นมนุษย์ เธอมองว่าร่างกายไม่ใช่ภาพสมบูรณ์แบบ แต่เป็นสิ่งชั่วคราวที่บรรจุความทรงจำ ความกลัว ความปรารถนา และการเมือง
แนวปฏิบัติของเธอเป็นเหมือนยาแก้ภาพสองมิติ เพราะเธอออกแบบบนรูปทรงจริงของแต่ละคน มากกว่าฟิลเตอร์บนหน้าจอ การหล่อแม่พิมพ์ต้องใช้เวลานานจนร่างกายคลายตัวสู่ท่วงท่าที่เจ้าของควบคุมไม่ได้ ซึ่งมักทำให้หลายคนรู้สึกไม่สบายใจเมื่อได้เห็นตัวเองเต็มมิติ นั่นเองคือจุดที่ภาพตัวตนบนโซเชียล และร่างกายจริงปะทะกัน การออกแบบที่ยอมรับความเปราะบางและความเปลี่ยนแปลงของร่างกายจึงเป็นการต่อต้านตรรกะของอัลกอริทึมแฟชั่นที่ต้องการรูปทรงอ่านง่ายและคาดเดาได้

บทสรุป อุตสาหกรรมจะเลือกความสะดวกของอัลกอริทึมหรือความซับซ้อนของมนุษย์
เมื่อมองย้อนกลับไป เราเห็นชัดว่าเทคโนโลยี AI และอัลกอริทึมแฟชั่นไม่ได้เป็นกลาง มันทำให้โครงสร้างอคติที่มีอยู่แข็งตัวขึ้นผ่านตัวเลขยอดคลิกและยอดขาย ความร่วมมือระหว่างแบรนด์ยีนส์กับผู้พัฒนา AI ที่ใช้ “นางแบบเสมือน” เพื่ออ้างว่าขยายความหลากหลายของร่างกาย แต่กลับโดนผู้บริโภคตั้งคำถามเรื่องความแท้ คือสัญญาณเตือนว่า การแสดงท่าทีครอบคลุมโดยไม่มีคนจริงอยู่ในภาพคือการทำให้ตัวแทนในแฟชั่นกลายเป็นแค่ภาพลวง
ทางเลือกของอุตสาหกรรมจึงชัดเจน แฟชั่นจะปล่อยให้ฟีดและอัลกอริทึมเป็นผู้กำหนดเส้นร่างกายที่ “คู่ควร” กับการมองเห็น หรือจะฟังเสียงของผู้คัดเลือกนักแบบ ดีไซเนอร์ และนักวิจัยที่กำลังพิสูจน์ว่า ความหลากหลายของร่างกายไม่ใช่ภาระต่อธุรกิจ แต่คือโครงเรื่องใหม่ที่ทำให้แฟชั่นกลับมาเป็นของมนุษย์ หากวงการเลือกความสะดวกของสูตรคำนวณเหนือความซับซ้อนของมนุษย์ เราก็คงได้เพียงรันเวย์ที่สวยแต่ซ้ำ และหน้าจอที่เต็มไปด้วยร่างกายที่ไม่มีอยู่จริง







