ท่องเที่ยวไทย-เวียดนามจากสถิติทางการทูตสู่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ
ท่องเที่ยวไทย-เวียดนาม คือการเดินทางและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศที่ผสานมิติเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการทูตเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยใช้การเดินทางท่องเที่ยวเป็นกลไกสร้างรายได้ กระตุ้นธุรกิจบริการ และเสริมความเข้าใจข้ามพรมแดน ทั้งยังถูกออกแบบให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ภูมิภาคอาเซียน เพื่อสร้างเครือข่ายแหล่งท่องเที่ยวและเชื่อมเมืองต่างๆ ให้กลายเป็นจุดหมายร่วมในระยะยาว หัวใจของเรื่องนี้คือ การที่การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่ตัวเลขนักท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ที่ทั้งสองประเทศตั้งใจใช้โอกาสนี้เขียนอนาคตทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมร่วมกันอย่างชัดเจน
ภาพที่ชัดเจนที่สุดคือค่ำคืน Gala Vietnam Night ในนครโฮจิมินห์ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่ฝ่ายการท่องเที่ยวของไทยนำคณะเข้าร่วมภายใต้กรอบงาน ITE HCMC 2026 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม การเลือกเวทีท่องเที่ยวระดับนานาชาติเป็นพื้นที่ฉลอง แปลความได้ตรงไปตรงมาว่า ทั้งสองฝ่ายมองอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นสมรภูมิหลักของความร่วมมือในยุคหลังโควิด ไม่ใช่เพียงสาขาเศรษฐกิจรอง ในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือการส่งสัญญาณว่า ความร่วมมือการท่องเที่ยว จะถูกผลักให้เป็นเสาหลักของความสัมพันธ์ทวิภาคี พร้อมต่อยอดไปสู่การลงทุน เครือข่ายธุรกิจบริการ และห่วงโซ่อุปทานใหม่ๆ รอบอุตสาหกรรมเดินทาง

ทำไมตลาดนักท่องเที่ยวเวียดนามจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ
การท่องเที่ยวของไทยกำลังอ่านเกมตลาดเวียดนามอย่างชัดเจนว่าเป็นตลาดระยะใกล้ที่มีศักยภาพสูงและเติบโตเร็ว การเข้าร่วมงาน ITE HCMC 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงการไปตั้งบูธ แต่คือการไปพบปะ เจรจาธุรกิจ และเชื่อมพันธมิตรกับผู้เล่นในตลาดเวียดนามและอาเซียนอย่างเป็นระบบ มุมมองนี้สอดคล้องกับแนวโน้มระดับโลก เมื่อรัฐมนตรีจากกรอบ ACMECS ระบุว่า ภายในปี 2025 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วโลกประมาณ 1.52 พันล้านคน เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2024 หากไทยไม่ขยับช่วงที่กระแสยังเติบโต ก็จะเสียพื้นที่ให้คู่แข่งในภูมิภาค
สิ่งที่น่าสนใจคือการปรับตัวด้านสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวของไทยให้ตรงกับนักเดินทางยุคใหม่ โดยเน้นความต้องการเฉพาะของนักท่องเที่ยวเวียดนาม ทั้งเรื่องงบประมาณ เวลาเดินทางสั้น และความสนใจด้านวัฒนธรรมร่วมกัน เช่น อาหาร ศาสนา และประวัติศาสตร์ร่วมในลุ่มน้ำโขง การมองนักท่องเที่ยวเวียดนามเป็น “เพื่อนบ้านขาประจำ” มากกว่า “แขกขาจร” ทำให้แนวคิด ความร่วมมือการท่องเที่ยว ต้องก้าวไปไกลกว่าการทำโปรโมชันสั้นๆ และหันมาสร้างระบบเที่ยวซ้ำ เที่ยวลึก และเชื่อมเมืองรองที่มีสายสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์และชุมชนชาวเวียดนามในภูมิภาคอีสานเข้าด้วยกัน

กรอบ ACMECS และแนวคิดห้าประเทศหนึ่งจุดหมายปลายทาง
หากทวิภาคีคือฐาน กรอบ ACMECS ก็คือเวทีที่แปลงความร่วมมือไทย-เวียดนามให้กลายเป็นข้อเสนอระดับภูมิภาค การประชุมรัฐมนตรีการท่องเที่ยว ACMECS ครั้งที่ 7 ที่นครโฮจิมินห์เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ภายใต้กรอบ ITE-HCMC คือจุดที่ห้า ประเทศในลุ่มน้ำโขงอนุมัติแผนปฏิบัติการร่วมด้านการท่องเที่ยวปี 2026-2028 ด้วยเป้าหมาย “ห้าประเทศ หนึ่งจุดหมายปลายทาง” อย่างเป็นทางการ ตัวเลขในรายงานสะท้อนความท้าทายและโอกาสพร้อมกัน โดยคาดว่าปี 2025 ภูมิภาคย่อย ACMECS จะต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 65.27 ล้านคน และในช่วงหกเดือนแรกปี 2026 ตัวเลขนักท่องเที่ยวภายในภูมิภาคราว 4.25 ล้านคนคิดเป็น 13% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด
คำถามสำคัญคือ ไทยและเวียดนามจะใช้กรอบนี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด แนวคิดห้าประเทศหนึ่งจุดหมายปลายทาง เปิดทางให้ทั้งคู่ร่วมกันพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวข้ามพรมแดน การเชื่อมต่อการเดินทาง และการทำการตลาดร่วมไปยังตลาดใหญ่ เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จากมุมมองเชิงกลยุทธ์ นี่คือการเปลี่ยนจากการแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยว มาเป็นการจัดแพ็กเกจภูมิภาคเดียวกันแล้วแบ่งประโยชน์ร่วมกัน แผนปี 2026-2028 ที่มุ่งเน้นการเชื่อมต่อ การอำนวยความสะดวกการเดินทาง และการส่งเสริมร่วม จึงกลายเป็นบททดสอบว่าไทยและเวียดนามจะร่วมออกแบบสะพานวัฒนธรรมอาเซียนให้เป็นสินค้าทางการท่องเที่ยวรูปธรรมได้แค่ไหน และไทยถูกวางตัวให้เป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีการท่องเที่ยว ACMECS ครั้งที่ 8 ในปี 2028 ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ต้องแสดงบทนำในเวทีนี้

เวทีละครเวียดนามและเทศกาลวัฒนธรรมในฐานะสะพานวัฒนธรรมอาเซียน
อีกด้านที่มักถูกมองข้ามคือบทบาทของศิลปวัฒนธรรมในการเปิดทางท่องเที่ยว ตัวอย่างชัดคือการที่คณะละครโรงละครแห่งชาติเวียดนามเดินทางมาปฏิบัติงานในไทยและลาว เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเวียดนามและไทย และเพื่อเตรียมวาระครบรอบ 81 ปีวันชาติของเวียดนาม การเริ่มต้นด้วยการไปเยี่ยมอนุสรณ์สถานโฮจิมินห์ที่จังหวัดอุดรธานี ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการ แต่ชี้ให้เห็นความตั้งใจจะเชื่อมประวัติศาสตร์ร่วมกับพื้นที่ชุมชนชาวเวียดนามในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย และต่อยอดสู่การสร้างเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ในระยะยาว
เทศกาลวัฒนธรรมเวียดนาม-ไทยในกรอบเดียวกันนี้ ได้จัดแสดงทั้งประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ ศิลปะการแสดง การเดินแฟชั่นชุดอ่าวได๋ เครื่องแต่งกายไทย และการแสดงละครเวทีเรื่อง ชายชราจากชนบท ที่เน้นเรื่องราวชีวิตประจำวันที่เข้าถึงง่าย เพื่อลดกำแพงภาษาและความต่างวัฒนธรรม ในระยะยาว กิจกรรมเช่นการเปิดหอสมุดแห่งชาติเวียดนามในมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และข้อตกลงความร่วมมือด้านศิลปะ การศึกษา ระหว่างมหาวิทยาลัยกับโรงละครแห่งชาติเวียดนาม คือโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่ทำให้ สะพานวัฒนธรรมอาเซียน ไม่ได้เป็นเพียงคำสวยหรู แต่กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้และแรงดึงดูดให้นักเดินทางเวียดนามและไทยอยากไปเยือนเมืองของกันและกันมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

จากงานแฟร์และเทศกาลสู่ยุทธศาสตร์ระยะยาวของท่องเที่ยวไทย-เวียดนาม
เมื่อรวบภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าวาระ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไม่ได้ถูกใช้เพื่อมองย้อนอดีต แต่เพื่อทดลองโมเดลใหม่ของ ความร่วมมือการท่องเที่ยว ที่ผสานสามชั้นคือ ระดับทวิภาคีผ่านงานอย่าง Gala Vietnam Night ระดับอนุภูมิภาคผ่านกรอบ ACMECS และระดับชุมชนผ่านเทศกาลวัฒนธรรมและเวทีละครของโรงละครแห่งชาติเวียดนาม ในมุมมองของผู้เขียน จุดแข็งของโมเดลนี้คือการกล้าลงทุนในมิติที่วัดผลยากอย่างความเข้าใจและความผูกพันระหว่างผู้คน เพราะสุดท้ายแล้ว นักท่องเที่ยวเวียดนามจะเลือกเดินทางซ้ำหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับความรู้สึกคุ้นเคยและการเห็นว่าตนเองมีที่ยืนในเรื่องเล่าและวัฒนธรรมของปลายทางที่ไปเยือน
สิ่งที่ควรจับตาต่อจากนี้คือ การจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ร่วมกันให้ชัดเจน การเชื่อมเมืองรองที่มีชุมชนเวียดนามและร่องรอยโฮจิมินห์เข้ากับเมืองหลักท่องเที่ยว และการบูรณาการการตลาดท่องเที่ยวกับกิจกรรมศิลปวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยกรอบ ACMECS เป็นตัวหนุนด้านการเชื่อมต่อ หากเดินเกมได้ต่อเนื่อง ท่องเที่ยวไทย-เวียดนาม จะไม่ใช่แค่การเพิ่มตัวเลขนักเดินทาง แต่จะกลายเป็นต้นแบบของการใช้การท่องเที่ยวและวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือทางการทูตเชิงรุกของอาเซียน ที่สร้างทั้งรายได้ โอกาสทางอาชีพ และความเข้าใจที่ลึกซึ้งระหว่างผู้คนในภูมิภาคเดียวกัน







