จากตลาดคู่แข่งสู่แพ็กเกจอาเซียนท่องเที่ยวแบบจุดหมายเดียว
กรอบความร่วมมือการท่องเที่ยวในภูมิภาคกำลังเปลี่ยนทิศจากการแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยวต่างชาติไปสู่การพัฒนาแพ็กเกจอาเซียนท่องเที่ยวแบบจุดหมายเดียว ที่ผสานจุดแข็งของหลายประเทศเข้าด้วยกัน ผ่านการเชื่อมโยงเส้นทางบิน การเดินทางทางบก และโลจิสติกส์ เพื่อสร้างประสบการณ์เดินทางต่อเนื่องที่ครอบคลุมทั้งการพักผ่อน กิจกรรม วัฒนธรรม และการค้า ช่วยให้ผู้เดินทางวางแผนทริปหลายประเทศได้สะดวกขึ้น และช่วยให้ผู้ประกอบการในภูมิภาคพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกันแทนการลดแลกแจกแถมแข่งกันด้านราคาเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นการยกระดับภาพรวมธุรกิจท่องเที่ยวของภูมิภาคให้มีคุณภาพสูงขึ้นอย่างเป็นระบบ.
หัวใจของยุทธศาสตร์นี้คือการขยับจากกรอบคิด “ใครดึงนักท่องเที่ยวได้มากกว่า” ไปสู่ “เราจะจัดการเส้นทางและประสบการณ์ร่วมกันอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด” แนวคิด Three Countries, One Destination ที่ใช้การขายแพ็กเกจ Bundle หรือ Joint Venture ระหว่างตลาดใกล้กันเป็นตัวอย่างของการวางตำแหน่งภูมิภาคให้เป็นจุดหมายเดียวด้านท่องเที่ยว แทนการแยกกันทำตลาดที่มักลงเอยด้วยการตัดราคากันเองและทำให้คุณภาพบริการถดถอย การเลือกเดินบนเส้นทางความร่วมมือเช่นนี้จึงไม่ใช่แค่กลยุทธ์การตลาด แต่เป็นการกำหนดอนาคตของธุรกิจท่องเที่ยวไทยและเพื่อนบ้านในภูมิภาคให้แข่งขันได้ในระดับโลก.

โรดโชว์และ B2B: พื้นที่ต่อรองใหม่ของธุรกิจท่องเที่ยวไทย
การจัดกิจกรรม Roadshow to Singapore and Malaysia 2026 ซึ่งรวมกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม สุขภาพ และสันทนาการจากไทย 70 บริษัทเพื่อเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการในสองประเทศเพื่อนบ้าน สะท้อนการขยับบทบาทจากการขายทัวร์รายประเทศไปสู่การออกแบบห่วงโซ่ธุรกิจร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การเปิดเวที B2B ลักษณะนี้ไม่ใช่แค่การหาคู่ค้า แต่เป็นการตกลงมาตรฐานผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยว การแบ่งปันฐานข้อมูลเชิงลึกพฤติกรรมนักเดินทาง และการตกลงร่วมกันว่า “จะไม่ตัดราคากันเอง” เพื่อรักษาคุณภาพและมูลค่าตลาดโดยรวม.
แนวทาง Destination Luxury และการสร้างประสบการณ์ระดับว้าวที่มากกว่าแค่การไปถึงจุดหมาย ถูกหยิบมาเป็นจุดขายหลักของแพ็กเกจข้ามพรมแดนแบบ 3 ประเทศ 1 จุดหมายปลายทาง เพื่อให้นักเดินทางได้รับทั้งความคุ้มค่าและประสบการณ์ที่น่าจดจำ ยิ่งผนวกเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมทางบกที่เชื่อมโยงกันดีอยู่แล้ว การพัฒนาตลาดกลุ่ม Supercar, มอเตอร์ไซค์ทัวริ่ง และการเดินทางทางรางสายหรูจึงกลายเป็นพื้นที่ใหม่ให้ธุรกิจท่องเที่ยวไทยขยายตัวไปพร้อมกับเพื่อนบ้านในภูมิภาค โดยคาดว่าหากแผนการตลาดร่วมนี้เดินไปตามเป้า ยอดนักท่องเที่ยวจากสองตลาดสำคัญจะทะลุ 7 ล้านคนจากระดับ 5.48 ล้านคนเดิม.
ท่องเที่ยวเวียดนามกับการยกระดับสัมพันธ์ด้านการค้าและการเดินทาง
บนอีกด้านหนึ่งของภูมิภาค เมืองดานังถูกวางให้เป็นศูนย์กลางใหม่ในการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวและการค้ากับตลาดไทย ผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการที่รวมทั้งผู้จัดการ ผู้เชี่ยวชาญ และธุรกิจจากสองประเทศร่วมกันระบุพื้นที่ใหม่ของความร่วมมือ ตั้งแต่การพัฒนาตลาดท่องเที่ยว การเชื่อมต่อเส้นทางบินและโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ไปจนถึงการค้า โลจิสติกส์ และการดึงดูดการลงทุน ดานังในฐานะศูนย์กลางท่องเที่ยวของเวียดนามตอนกลางและประตูบนเส้นทางเศรษฐกิจตะวันออก–ตะวันตก ไม่ได้มองความร่วมมือด้านท่องเที่ยวเพียงเพื่อเพิ่มนักเดินทาง แต่เพื่อยกระดับตนเองสู่ศูนย์กลางนวัตกรรม การเงิน การค้า และโลจิสติกส์คุณภาพสูง ที่ธุรกิจไทยมีจุดแข็งคล้ายคลึงและสามารถร่วมลงทุนได้.
สิ่งที่น่าสนใจคือแม้ความร่วมมือระหว่างดานังกับพันธมิตรไทยจะขยายตัวต่อเนื่องจากการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การศึกษา และการเชื่อมต่อเที่ยวบินตรง แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยอมรับตรงกันว่ายังมีศักยภาพให้ต่อยอดอีกมาก และต้องการวิสัยทัศน์และการดำเนินการที่ใหม่และแข็งแรงกว่าเดิม นี่คือสัญญาณว่าความร่วมมือการท่องเที่ยวเวียดนาม–ไทยกำลังก้าวข้ามการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวไปสู่การออกแบบโครงสร้างการค้าและการลงทุนในระดับเมืองศูนย์กลาง การใช้ท่องเที่ยวเป็นหัวขบวนจึงเป็นทั้งเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์และการทดลองแบบจำลองเศรษฐกิจร่วม ที่อาจกลายเป็นต้นแบบให้เมืองอื่นในภูมิภาคอาเซียนท่องเที่ยวเดินตาม.

พฤติกรรมใหม่ของนักเดินทางเวียดนามกับโอกาสของธุรกิจท่องเที่ยวไทย
การขยายกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในเวียดนามภายใต้ธีม “ประเทศไทยโฉมใหม่” ไม่ใช่แค่การรีแบรนด์ปลายทาง แต่เป็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกของพฤติกรรมนักเดินทางเวียดนาม จากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตลาดนี้หันมาเลือกโปรแกรมที่เน้นประสบการณ์มากขึ้น ทั้งกิจกรรมบันเทิงที่เพิ่มขึ้น 7.48% ประสบการณ์เทศกาลวัฒนธรรมเพิ่ม 6.11% การท่องเที่ยวเชิงกิจกรรมเพิ่ม 3.38% และการเดินทางเพื่อธุรกิจเพิ่ม 2.69% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า พร้อมกันนั้นกลุ่มผู้เดินทางซ้ำ 2–4 ครั้งกลับเพิ่มขึ้นถึง 12.5% แม้ยอดรวมลดลง ซึ่งสะท้อนว่านักเดินทางจำนวนหนึ่งกำลังมองหาความลึกของประสบการณ์มากกว่าความใหม่ของจุดหมาย.
สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวไทย นี่คือสัญญาณให้หยุดขายแพ็กเกจชมสถานที่แบบเดิมและหันมาพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ความหลากหลายของเป้าหมายการเดินทาง ทั้ง Leisure, MICE, และธุรกิจ โดยใช้เรื่องเล่าท้องถิ่น วัฒนธรรมร่วม และอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงสองประเทศเป็นแกนหลักของประสบการณ์ การทำงานร่วมกับตัวแทนอย่าง BenThanh Tourist และชุมชนธุรกิจในเวียดนามจึงถูกใช้เป็นช่องทางอัปเดตข้อมูลตลาดและทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง มุมมองเช่นนี้ทำให้ความร่วมมือการท่องเที่ยวเวียดนามไม่ใช่แค่ตลาดส่งออกทัวร์ แต่เป็นห้องทดลองนวัตกรรมของธุรกิจท่องเที่ยวไทยทั้งระบบ.

สรุป: เมื่อความร่วมมือคือกลยุทธ์แข่งขันใหม่ของภูมิภาค
ทิศทางทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นชี้ชัดว่าภูมิภาคนี้เลือกใช้ความร่วมมือการท่องเที่ยวเป็นยุทธศาสตร์ในการแข่งขันกับตลาดโลก มากกว่าจะปล่อยให้แต่ละประเทศแย่งนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไร้ทิศทาง การตั้งเป้าดึงผู้เดินทางข้ามพรมแดนผ่านแพ็กเกจหลายประเทศ การเชื่อมโยงเมืองศูนย์กลางอย่างดานังกับศูนย์กลางท่องเที่ยวและการค้า และการอ่านพฤติกรรมตลาดท่องเที่ยวเวียดนามอย่างละเอียดเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ล้วนเป็นการลงทุนระยะยาวในความสามารถแข่งขันของธุรกิจท่องเที่ยวไทยและเพื่อนบ้านในอาเซียนท่องเที่ยว.
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าใครจะมีตัวเลขนักท่องเที่ยวสูงกว่ากันในปีหน้า แต่คือว่าเครือข่ายความร่วมมือเหล่านี้จะถูกแปลงเป็นมาตรฐานการบริการ การเชื่อมต่อคมนาคม และห่วงโซ่ธุรกิจที่แบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมได้มากแค่ไหน หากไทยยังเดินหน้าสร้างกรอบความร่วมมือกับเพื่อนบ้าน ทั้งผ่านโรดโชว์ B2B การประชุมเชิงปฏิบัติการ และโครงการส่งเสริมตลาดอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายนักท่องเที่ยวระดับหลายล้านคนในภูมิภาคจะไม่ใช่เพียงตัวเลขในรายงาน แต่กลายเป็นฐานสำคัญให้เศรษฐกิจบริการของทั้งภูมิภาคเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน.






