พาราด็อกซ์ AI: ใช้เยอะ แต่ไม่ไว้ใจ
พาราด็อกซ์การยอมรับเทคโนโลยี AI คือสภาวะที่ผู้คนใช้บริการปัญญาประดิษฐ์บ่อยครั้งทั้งในชีวิตประจำวันและการทำงาน แต่ระดับความเชื่อมั่น AI และความเข้าใจต่อความเป็นส่วนตัวข้อมูล AI กลับต่ำ การใช้งานจึงไม่ได้สะท้อนว่าผู้ใช้ไว้วางใจหรือรู้เท่าทัน พฤติกรรมผู้ใช้ AI จึงเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างความสะดวกสบาย ความเคยชิน และความเสี่ยง AI chatbot ที่แฝงอยู่เบื้องหลังการสนทนา
สิ่งที่งานวิจัยชุดใหม่กำลังบอกเราคือ การใช้เทคโนโลยีมาก ไม่ได้หมายความว่ามีความเชื่อมั่น AI มากขึ้น ระบบดิจิทัลจำนวนมากถูกใช้เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเพื่อนใช้ เพราะลูกหลานแนะนำ หรือเพราะไม่มีทางเลือกอื่น ทำให้การยอมรับเทคโนโลยีเกิดขึ้นโดยไม่ต้องเชื่อใจ และไม่จำเป็นต้องเข้าใจกติกาเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลเลยด้วย

AI chatbot พื้นที่ระบายความลับ หรือช่องโหว่ข้อมูลส่วนตัว
การสำรวจของบริษัทค้นหาข้อมูลส่วนตัวรายหนึ่งพบว่า ผู้ใช้เกือบหนึ่งในสามเปิดเผยข้อมูลที่ไม่เคยเล่ากับเพื่อน ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่แพทย์ ให้กับ AI chatbot ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่า พฤติกรรมผู้ใช้ AI มอง chatbot เป็นพื้นที่ปลอดการตัดสิน เป็นคู่สนทนาไร้หน้า ที่พร้อมฟังทุกอย่างตั้งแต่ปัญหาชีวิตจนถึงคำสารภาพที่ไม่กล้าบอกใคร
แต่ด้านที่น่ากังวลคือ ผู้ใช้กว่าร้อยละ 53 ไม่รู้หรือไม่แน่ใจว่า บทสนทนากับ AI มักถูกนำไปใช้ฝึกโมเดลโดยอัตโนมัติ และมีเพียงร้อยละ 25 เท่านั้นที่รู้ว่าบทสนทนาเหล่านี้อาจถูกเรียกดูโดยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายได้ กล่าวอีกแบบคือ คนจำนวนมากกำลังถ่ายเทความลับลงในระบบที่แทบไม่รู้กติกา นี่คือความเสี่ยง AI chatbot แบบคลาสสิก ที่เกิดจากการผสมกันของความสะดวก ความเหงา และความไม่รู้เรื่องนโยบายข้อมูล
ใช้ทุกวันแต่ไม่เชื่อ: สื่อสังคม Generative AI และบริการการเงิน
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคด้านเทคโนโลยีในภูมิภาคหนึ่งแสดงชัดว่า การใช้งานสูงไม่เท่ากับความเชื่อมั่นสูง สื่อสังคมออนไลน์ถูกใช้มากถึงร้อยละ 79 สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มเทคโนโลยีที่ร้อยละ 38 แต่กลับได้คะแนนความน่าเชื่อถือเฉลี่ยเพียง 67.8 เท่านั้น นี่คือภาพชัดของการยอมรับเทคโนโลยีที่เกิดจากแรงดึงทางสังคม มากกว่าความไว้วางใจ
ในทางกลับกัน บริการธนาคารออนไลน์และการชำระเงินดิจิทัลกลับมีทั้งอัตราการใช้งานสูงและคะแนนความน่าเชื่อถือสูงสุด เฉลี่ย 81.7 และ 80.4 ตามลำดับ แต่ความเชื่อมั่นนี้ส่วนใหญ่เป็นความเชื่อในแบรนด์และระบบ ไม่ใช่ความเข้าใจว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้เก็บข้อมูลอะไร แบ่งปันกับใคร และวิเคราะห์พฤติกรรมทางการเงินอย่างไร ในขณะเดียวกัน ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ยังอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีที่มีความเชื่อมั่นต่ำมาก สะท้อนว่าผู้ใช้พร้อมทดลอง แต่ยังไม่พร้อมฝากอนาคตไว้กับมัน
ผู้สูงอายุในโลกออนไลน์: ใช้เก่งขึ้น เสี่ยงถูกหลอกมากขึ้น
รายงานจากศูนย์วิชาการด้านการรู้เท่าทันสื่อของผู้สูงอายุ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 2,500 คน ใน 20 จังหวัดและ 5 เขตกรุงเทพฯ ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมากกว่า 1 ใน 3 หรือร้อยละ 38.56 เคยตกเป็นเหยื่อภัยออนไลน์ในรอบปีที่ผ่านมา นี่ไม่ใช่ตัวเลขเล็ก ๆ แต่คือสัญญาณเตือนว่าการผลักผู้สูงอายุเข้าสู่โลกดิจิทัลโดยไม่มีหลักประกันเรื่องความรู้เท่าทัน คือการเปิดประตูให้ภัยลวงเข้าบ้าน
งานวิจัยเดียวกันชี้ว่า ผู้สูงอายุมากกว่าครึ่งใช้สื่อออนไลน์เกิน 4 ชั่วโมงต่อวัน และสื่อออนไลน์กลายเป็นสื่อหลักเหนือโทรทัศน์หรือการพูดคุยแบบเผชิญหน้า ขณะเดียวกัน หลายคนยังมีทักษะด้าน AI ต่ำ โดยเฉพาะการแยกแยะเนื้อหาที่สร้างด้วย AI และการใช้ AI อย่างสร้างสรรค์ เมื่อรวมกับทักษะการหยุดคิดก่อนเชื่อหรือส่งต่อที่ต่ำ พวกเขาจึงตกอยู่ในจุดเสี่ยงต่อการหลอกลวง ทั้งจากข่าวปลอม สินค้าหลอกขาย และในอนาคตอันใกล้คือกลโกงที่ใช้เสียง ภาพ และข้อความปลอมที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์

เมื่อความเชื่อมั่น AI ไม่ได่มากับการใช้งาน: เราควรทำอย่างไร
ภาพรวมของข้อมูลจากหลายการสำรวจนำไปสู่ข้อสรุปที่ไม่สบายใจนัก ความเชื่อมั่น AI ยังต่ำ แต่การใช้งานเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจำนวนมากป้อนข้อมูลส่วนตัวให้ AI chatbot โดยไม่เข้าใจว่าถูกนำไปฝึกระบบอย่างไร หรืออาจถูกเข้าถึงโดยใคร ขณะที่ผู้สูงอายุถูกลากเข้าสู่โลกดิจิทัลโดยไม่ถามความพร้อม และต้องรับภาระ “รู้เท่าทัน” ด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม นี่ยังไม่ใช่เกมที่จบแล้ว การสำรวจจากบริษัทค้นหาข้อมูลส่วนตัวรายเดียวกันชี้ว่า นิสัยการใช้ AI ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ผู้ใช้ยังมีโอกาสเปลี่ยนวิธีมองความเป็นส่วนตัวข้อมูล AI และเรียกร้องมาตรฐานใหม่ได้ ท่าทีที่สมเหตุสมผลในตอนนี้ไม่ใช่ทั้งหลงเชื่อหรือปฏิเสธ AI แต่คือการใช้ด้วยสายตาที่รู้ทัน ตั้งคำถามว่า ใครสร้าง AI นี้ เป้าหมายทางธุรกิจคืออะไร และข้อมูลของเรากำลังถูกแลกกับความสะดวกแค่ไหน หากเราไม่ตั้งคำถาม ความยอมรับเทคโนโลยีจะเดินหน้าไปไกลกว่าความเชื่อมั่น และช่องว่างนี้แหละที่อาชญากรและบริษัทที่มองผู้ใช้เป็นสินค้าเฝ้ารอจะใช้ประโยชน์







