AI กลายเป็นงานประจำวัน แต่คนทำงานยังไม่มั่นใจว่าตัวเองเก่งจริง
การใช้ AI ในการทำงาน คือการนำระบบปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยในขั้นตอนต่าง ๆ ของงาน เช่น การค้นคว้าข้อมูล การสื่อสาร การวิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างสรรค์เนื้อหา เพื่อเพิ่มความเร็ว ความแม่นยำ และเปิดโอกาสให้พนักงานโฟกัสกับงานที่ต้องใช้การคิดเชิงกลยุทธ์และความเข้าใจมนุษย์มากขึ้น แทนที่จะเสียเวลาไปกับงานที่ซ้ำซากและใช้แรงงานเชิงกลไก ผลสำรวจจากบริษัทจัดหางานระดับโลกพบว่าใน 10 ตลาดหลักของเอเชีย มีองค์กรถึง 58% ที่ได้นำ AI มาใช้ในสถานที่ทำงานแล้ว และมีพนักงาน 93% ที่ใช้งาน AI อย่างต่อเนื่องในการทำงานประจำ ตัวเลขเหล่านี้บอกชัดว่า AI ไม่ใช่เทคโนโลยีทดลองอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานทุกวัน อย่างไรก็ตาม ภาพที่น่ากังวลคือ แม้มีการใช้สูง แต่ความมั่นใจด้านทักษะกลับไม่วิ่งตามไปด้วย ความรู้สึก “ใช้เป็น แต่ไม่แน่ใจว่าใช้ถูกหรือพอแล้วหรือยัง” กำลังก่อตัวเป็นช่องว่างใหม่ในโลกการทำงาน

94% ใช้ AI แต่เพียง 57% มั่นใจในทักษะ ทำไมความมั่นใจจึงตามไม่ทัน
ข้อมูลล่าสุดสะท้อนภาพที่ขัดแย้งอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งพนักงานใช้ AI จำนวนมากถึง 94% ในงานประจำวัน และทำให้ตลาดแรงงานติดอันดับสูงในเอเชียด้านอัตราการนำ AI มาใช้ในการทำงาน แต่อีกด้านมีเพียง 57% เท่านั้นที่รู้สึกว่าทักษะของตนยังสอดคล้องกับความต้องการการใช้งาน AI ในปัจจุบัน ช่องว่างระหว่างการใช้งานจริงกับความมั่นใจด้านทักษะนี้คือสัญญาณเตือนที่องค์กรไม่ควรมองข้าม สาเหตุหลักมาจากสองด้าน หนึ่ง บทบาทงานเปลี่ยนเร็วกว่าโปรแกรมฝึกอบรม คนทำงานใช้เครื่องมือใหม่ แต่ไม่เคยมีโอกาสเรียนรู้เชิงลึกว่าควรใช้แบบไหนจึงปลอดภัย มีจริยธรรม และให้ผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือ สอง กฎเกณฑ์เรื่องความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่อ้างอิงจาก AI ยังไม่ชัดเจน ทำให้คนจำนวนมากกังวลว่า “ถ้า AI ผิด ใครรับผิดชอบ” ความไม่ชัดนี้ทำให้แม้ใช้ AI ทุกวัน แต่ก็ยังใช้ด้วยความกังวลมากกว่าความมั่นใจ
งานที่ AI ช่วยมากที่สุด: หาข้อมูล สื่อสาร วิเคราะห์ แต่คนยังกลัวทักษะล้าสมัย
เมื่อดูการใช้จริง การใช้ AI ในการทำงานวันนี้ไม่ได้หรูหราซับซ้อนอย่างที่หลายคนคิด ส่วนใหญ่คือการช่วยหาข้อมูล เขียน และคิดให้เร็วขึ้น พนักงานในภูมิภาคเอเชียใช้ AI ในสามด้านหลัก ได้แก่ การสร้างสรรค์เนื้อหา 47% การวิเคราะห์ข้อมูล 40% และการค้นคว้าข้อมูล 38% ในแง่การใช้ในสถานที่ทำงาน การค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล 53% การสนับสนุนด้านการสื่อสาร 44% และการวิเคราะห์ข้อมูลพร้อมสร้างข้อมูลเชิงลึก 43% คือสามงานที่ AI ถูกใช้มากที่สุด แม้จะช่วยงานชัดเจน แต่ความกังวลก็วิ่งตามมา ข้อกังวลสูงสุดคือความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่ยึดข้อมูลจาก AI 46% ตามด้วยความกลัวว่าทักษะจะล้าสมัย 43% และความเสี่ยงเรื่องข้อมูลรั่วไหลหรือถูกใช้ผิดทางอีก 43% คนทำงานจึงอยู่ในภาวะ “ใช้แล้วกลัว” ใช้เพราะต้องใช้ แต่ไม่แน่ใจว่าทักษะของตัวเองเพียงพอที่จะกันความเสี่ยงและใช้ให้เกิดคุณค่าสูงสุด
โปรแกรม reskilling ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือโจทย์ใหญ่ใหม่ของทุกองค์กร
เมื่อโครงสร้างงานและบทบาทเปลี่ยนไปจากการใช้ AI อย่างต่อเนื่อง การปล่อยให้พนักงานเรียนรู้กันเองแบบกระจัดกระจายจึงไม่พออีกต่อไป การพัฒนาทักษะใหม่หรือโปรแกรม reskilling ถูกระบุชัดว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญขององค์กรท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของลักษณะงาน คำถามที่สำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่ “จะใช้ AI หรือไม่” แต่คือ “จะทำให้คนทำงานพร้อมกับโลกงานใหม่ได้อย่างไร” องค์กรที่มอง AI เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพพนักงาน ไม่ใช่เครื่องมือทดแทนคน กำลังเริ่มออกแบบโปรแกรม reskilling และ upskilling แบบเป็นระบบ ตั้งแต่การประเมินช่องว่างทักษะ การฝึกใช้ AI อย่างมีจริยธรรมและมีกรอบความรับผิดชอบ ไปจนถึงการปรับบทบาทงานให้สอดคล้องกับการทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติ จุดสำคัญคือ reskilling ต้องไปไกลกว่าแค่สอนใช้เครื่องมือ ต้องช่วยเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องงาน การตัดสินใจ และความรับผิดชอบร่วมกับ AI ด้วย ไม่เช่นนั้นองค์กรจะได้คนที่ “ใช้เครื่องมือเป็น แต่ใช้ไม่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ”
แพลตฟอร์มใหม่อย่าง Plants.work แสดงให้เห็นว่าคนทำงานเริ่มถามหาทักษะก่อนถามหางาน
ไม่ใช่แค่ฝั่งองค์กรที่ต้องเร่งปรับตัว ฝั่งคนทำงานเองก็เริ่มมองเห็นชัดว่าการยกระดับทักษะคือเงื่อนไขใหม่ในการอยู่รอดในโลกงานยุค AI แพลตฟอร์มพัฒนาอาชีพและตลาดแรงงานอย่าง Plants.work รายงานว่าหลังเปิดตัวเพียง 4 เดือน มีผู้ใช้งานจริงมากกว่า 20,000 ราย และจากการวิเคราะห์ผ่าน AI Career Assistant พบว่าผู้ใช้งานให้ความสำคัญกับการปิดช่องว่างด้านทักษะและการวางเส้นทางอาชีพใหม่เป็นอันดับแรก ก่อนการจับคู่งานและปรับแต่งเรซูเม่ คำกล่าวของผู้ก่อตั้งที่ว่า “คนทำงานไม่ได้ถามเพียงว่า มีงานอะไรให้ฉันทำ แต่เริ่มถามว่า ฉันต้องมีทักษะอะไร เพื่อไปต่อในโลกการทำงานแบบใหม่” สะท้อนภาพชัดว่า Future of Work ไม่ใช่เรื่องอนาคตไกลอีกต่อไป แต่กำลังเกิดขึ้นแล้วในตลาดแรงงาน แพลตฟอร์มลักษณะนี้จึงไม่ใช่แค่เว็บหางาน แต่กลายเป็นฐานข้อมูลและเครื่องมือ reskilling ที่ช่วยให้ทั้งคนทำงานและองค์กรเห็นภาพ skill gaps อย่างเป็นระบบ และลงมือปิดช่องว่างนั้นอย่างเป็นขั้นตอน







