AI ธุรกิจขนาดใหญ่: จากเครื่องมือทดลองสู่โครงสร้างใหม่ของการเติบโต
AI ธุรกิจขนาดใหญ่คือการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้เป็นฐานสำคัญในการบริหารองค์กร พัฒนากระบวนการภายใน และสร้างบริการเชิงพาณิชย์ใหม่ในระดับองค์กร โดยไม่มอง AI แค่เป็นเครื่องมือเสริม แต่เป็นโครงสร้างยุทธศาสตร์ที่เชื่อมข้อมูล คน และระบบงานเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และโอกาสเติบโตในตลาด Enterprise ที่แข่งขันสูง. หัวใจของการเปลี่ยนผ่านนี้คือการกล้าตัดสินใจลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการทดลองใช้งานจริง ไม่ใช่การวิ่งตามกระแสแบบผิวเผิน ตัวอย่างเช่น กลุ่มบริษัทสามารถที่ผลประกอบการครึ่งปีแรกมีรายได้รวมราว 5,679 ล้านบาท เติบโต 7% และกำไรสุทธิ 280 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% สะท้อนว่าบริษัทไม่ได้เอา AI มาปรับภาพลักษณ์ แต่ใช้รากฐานธุรกิจที่แข็งแรงรองรับการทดลองและขยายผลทางเทคโนโลยีอย่างมียุทธศาสตร์. ในมุมมองผู้เขียน นี่คือจุดต่างระหว่างองค์กรที่ “ใช้ AI” กับองค์กรที่ “สร้างอนาคตด้วย AI”.

SAMART กับ Private AI องค์กร: สร้างสนามทดลองในบ้านก่อนรุกตลาด
จุดที่น่าจับตาที่สุดของกระแสกลยุทธ์ AI บริษัท คือแนวทางของ SAMART ที่เลือกเริ่มต้นจากการสร้าง Private AI องค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน ICT ภายในบ้าน ก่อนประกาศตัวเป็นผู้ขายโซลูชันเต็มรูปแบบในตลาดภายนอก. แทนที่จะเร่งออกผลิตภัณฑ์ AI ใส่ฉลากสวยงาม บริษัทกลับใช้บทบาท System Integratorเป็นสนามทดลองจริง ทดสอบการจัดการข้อมูลปริมาณมหาศาล การสกัดข้อมูลซับซ้อน และการลดงานรูทีนของพนักงาน เพื่อเห็นข้อจำกัดและความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา. แนวคิด Private AI องค์กรของ SAMART คือการให้ข้อมูลสำคัญยังอยู่ใน Cloud หรือ Server ของลูกค้าเองแบบ On-premise ตอบโจทย์องค์กรที่กังวลเรื่องความปลอดภัยและการนำข้อมูลออกไปประมวลผลภายนอก. นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นข้อเสนอเชิงธุรกิจที่จะดึงกลุ่มลูกค้า Enterprise ที่ต้องการ AI แต่ไม่พร้อมแลกความลับองค์กรกับแพลตฟอร์มสาธารณะ ในครึ่งปีแรก บริษัทมี Backlog ในมือ 14,889 ล้านบาท และตั้งเป้าดันแตะ 20,000 ล้านบาทด้วยการเข้าประมูลงานใหม่กว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งยืนยันว่ากลยุทธ์ AI ถูกวางบนฐานรายได้จริง ไม่ใช่การทดลองที่แยกจากธุรกิจหลัก.

ทิพยประกันชีวิต: ใช้ AI ขยับจากบริษัทประกันสู่แพลตฟอร์มประสบการณ์ลูกค้า
ในภาคการเงิน กลยุทธ์ "Grow together with AI" ของทิพยประกันชีวิตแสดงให้เห็นว่า AI ไม่ได้ถูกใช้แค่ลดต้นทุน แต่ถูกวางเป็นเสาหลักในการสร้างประสบการณ์ลูกค้าและแบบจำลองธุรกิจใหม่. บริษัทประกาศชัดว่าต้องการผสมผสานเทคโนโลยีและการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ไม่ปล่อยให้ AI กลายเป็นระบบที่ห่างเหินจากคน งาน และลูกค้า. ผลประกอบการครึ่งปีแรกจึงไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขสวยงาม แต่สะท้อนการทำงานของกลยุทธ์นี้ โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 4,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% เบี้ยรับใหม่ 3,391 ล้านบาท เพิ่ม 36.5% และกำไรสุทธิ 504 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 194% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน. การเน้น New Product Innovation ผ่าน Big Data และ AI เพื่อถอดรหัส Customer Insights การยกระดับ Service Excellence ให้บริการรวดเร็วและฉับไว และการสร้าง AI-Driven Workspace ให้พนักงานโฟกัสงานเชิงกลยุทธ์ พร้อมวาง Employee Engagement เป็นฐาน วางทิศทางให้บริษัทขยับจากการขายกรมธรรม์ เป็นการขาย “ประสบการณ์คุ้มครอง” ที่ละเอียดและเฉพาะตัวมากขึ้น ซึ่งจะกดดันคู่แข่งในอุตสาหกรรมให้ต้องคิดเรื่อง AI ธุรกิจขนาดใหญ่แบบจริงจังตามมา.

CHAYO: ใช้ AI พลิกเกมบริหารหนี้และต่อยอด NPA
กลยุทธ์ AI ในธุรกิจบริหารหนี้อย่าง CHAYO บอกเราอย่างชัดเจนว่า AI ไม่ได้ผูกขาดอยู่กับบริษัทเทคโนโลยี แต่เป็นเครื่องมือที่พลิกธุรกิจดั้งเดิมให้ทันยุคดิจิทัลได้ หากกล้าออกแบบให้สอดคล้องกับ Pain Point จริงของตลาด. ครึ่งปีแรก CHAYO มีกำไรส่วนบริษัทใหญ่โต 15.5% Cash Collection เพิ่มขึ้น 14% โดยระบุชัดว่ากำลังลุย AI เพื่อยกระดับบริหารหนี้และต่อยอดทรัพย์สินรอการขาย (NPA) หนุนการเติบโตในครึ่งปีหลัง. การทำบริหารหนี้เป็นงานที่ต้องจัดการข้อมูลกระจัดกระจาย ทั้งประวัติลูกหนี้ เงื่อนไขสัญญา กระบวนการติดตาม และการประเมินมูลค่า NPA ที่ซับซ้อน การนำ AI เข้ามาจึงไม่ใช่การตามกระแส แต่เป็นการโจมตีจุดยุทธศาสตร์: เพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์พอร์ตหนี้ ลดเวลาในการตัดสินใจ และสร้างโมเดลการจัดการ NPA ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม. ในมุมผู้เขียน การขยับตัวของ CHAYO แสดงให้เห็นว่าใครก็ตามที่มีข้อมูลจำนวนมากและกระบวนการซ้ำๆ มีโอกาสใช้กลยุทธ์ AI บริษัทเพื่อสร้างข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขัน แม้จะไม่ได้เป็นบริษัทเทคโนโลยีโดยกำเนิดก็ตาม.
บทสรุป: AI จะเป็นสนามทดสอบความกล้าของผู้นำองค์กร
เมื่อมองรวม SAMART ทิพยประกันชีวิต และ CHAYO จะเห็นภาพเดียวกันคือ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างกลางของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันไทย ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เพิ่มเติมในระบบเดิม. SAMART ใช้ Private AI และโครงสร้างพื้นฐาน ICT สร้างฐานเพื่อปูทางสู่ New S-Curve ในโมเดล Turn Key Outsource พร้อมเตรียมเข้าประมูลงานใหม่ในช่วงกันยายน–ธันวาคม มูลค่าราว 7,500 ล้านบาทและหวังให้มูลค่างานที่เข้าประมูลรวมทะลุ 10,000 ล้านบาท เพื่อดัน Backlog สิ้นปีแตะ 20,000 ล้านบาท. ทิพยประกันชีวิตใช้กลยุทธ์ AI เพื่อเปลี่ยนแบบจำลองธุรกิจประกันชีวิตให้เน้นประสบการณ์และข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า. CHAYO ใช้ AI เจาะงานบริหารหนี้ที่ดูเหมือนดั้งเดิมให้กลายเป็นพื้นที่เติบโตใหม่. ข้อสรุปของผู้เขียนคือ ต่อไปความต่างระหว่างองค์กรที่ชนะและแพ้ในตลาด Enterprise จะไม่ได้อยู่ที่ว่าใครใช้ AI ก่อน แต่จะอยู่ที่ว่าใครกล้าวาง AI เป็นแกนกลางของกลยุทธ์ ปรับโครงสร้างงาน คน และการลงทุนให้รองรับการทดลองระยะยาวเหมือนที่สามบริษัทนี้เริ่มลงมือแล้ว. สำหรับผู้บริหารที่ยังมอง AI เป็นโปรเจ็กต์เสริมถึงเวลาแล้วที่จะถามตัวเองว่าองค์กรพร้อมเปลี่ยนไปสู่ยุคกลยุทธ์ AI บริษัทหรือยัง และจะเริ่มจากจุดไหนให้ตอบโจทย์จริง ไม่ใช่แค่ตอบโจทย์ภาพลักษณ์.







