หมุดหมาย 100,000 คันของโรงงาน BYD ระยอง หมายถึงอะไรต่ออุตสาหกรรม EV
หมุดหมายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานใหม่ครบ 100,000 คันของโรงงาน BYD ระยอง คือการบรรลุระดับกำลังการผลิตเชิงอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การขึ้นรูปตัวถัง เชื่อม พ่นสี ไปจนถึงผลิตแบตเตอรี่และสายไฟ โดยใช้ชิ้นส่วนไทยมากกว่า 50% และแรงงานไทยราว 95% การผลิตครอบคลุมรถ 5 รุ่นหลักและมีบทบาทเป็นฐานส่งออกไปกว่า 10 ประเทศ ทำให้โรงงานแห่งนี้เป็นตัวอย่างของการปักฐานเทคโนโลยี EV ในพื้นที่ พร้อมยกระดับซัพพลายเชนและทักษะแรงงานในระยะยาว จุดสำคัญของข่าวนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขผลิตรถ 100,000 คัน แต่คือการยืนยันว่าโรงงาน BYD ระยองไม่ใช่แค่ไลน์ประกอบขันน็อต หากเป็นโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเต็มกระบวนการ ตั้งแต่เริ่มสายการผลิตเดือนกรกฎาคม 2024 จนถึงผลิตครบ 100,000 คันในเดือนกันยายน 2026 พร้อมการลงทุนสะสม 35,900 ล้านบาท รถคันที่ 100,000 คือ BYD ATTO 3 ขณะที่รถคันแรกที่ผลิตและส่งมอบคือ BYD DOLPHIN เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 ข้อเท็จจริงนี้ตอบคำถามที่สังคมตั้งข้อสงสัยเรื่อง “EV จีนศูนย์เหรียญ” ได้อย่างชัดเจนว่าอย่างน้อย BYD กำลังลงเงิน ลงคน และลงเทคโนโลยีจริงในพื้นที่

จากโรงงานประกอบสู่โรงงานผลิตเต็มระบบ แรงงานไทยคือหัวใจของสายการผลิต
เมื่อดูโครงสร้างโรงงาน BYD ระยอง สิ่งที่สะดุดตาคือระดับความครบวงจรของการผลิต รถหนึ่งคันไม่ได้ถูกแค่ประกอบตอนท้ายสาย หากผ่านทั้งโรงงานปั๊มขึ้นรูปตัวถังที่ผลิตได้ราว 6,000 ชุดต่อเดือน โรงงานพ่นสีระบบน้ำ 3C2B ใช้หุ่นยนต์รวมกว่า 80 ตัว และโรงงานเชื่อมบนพื้นที่ 70,000 ตารางเมตรที่มีกำลังผลิตสูงสุด 45 คันต่อชั่วโมงรองรับได้ถึง 10 รุ่น ยังมีโรงงาน Blade Battery แบบ PACK 3 สายการผลิต และโรงงานสายไฟที่ผลิตได้ประมาณเดือนละ 6,500 ชุด ทำให้โรงงาน BYD ระยองมีโครงสร้างเหมือนโรงงานแม่ของค่ายรถใหญ่ ไม่ใช่ฐานประกอบราคาถูก ประเด็นที่มีน้ำหนักไม่แพ้เทคโนโลยีคือโครงสร้างแรงงาน ปัจจุบันโรงงานมีพนักงานมากกว่า 6,000 คน โดยราว 95% เป็นคนไทย แผนกเชื่อมใช้แรงงานไทยถึง 98% และแผนกสายไฟสูงถึง 99.3% แหล่งข่าวระบุว่าบริษัทมีนโยบายพัฒนาหัวหน้าและวิศวกรไทยให้ขึ้นสู่ระดับผู้จัดการโรงงานในอนาคต สิ่งนี้ชี้ชัดว่าการเข้าไปทำงานในโรงงาน EV ไม่ได้หยุดอยู่ที่ตำแหน่งปฏิบัติการ แต่เปิดทางสู่สายอาชีพเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งเป็นโอกาสที่อุตสาหกรรมยานยนต์รุ่นก่อนหน้าไม่ได้กระจายถึงแรงงานรุ่นใหม่มากนัก

ชิ้นส่วนไทย EV กว่า 50% และซัพพลายเชน 266 ราย หมายถึงเงินหมุนในระบบจริง
ข้อกล่าวหาว่ารถ EV จากจีนไม่สร้างมูลค่าในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนในพื้นที่เริ่มสั่นคลอน เมื่อดูตัวเลขจากโรงงาน BYD ระยอง ปัจจุบันโรงงานใช้ชิ้นส่วนในประเทศประมาณ 50% โดย Local Content สูงสุดในบางรุ่นแตะ 53.57% และทำงานร่วมกับผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายชิ้นส่วนในพื้นที่แล้ว 266 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ผลิตวัสดุและชิ้นส่วนในประเทศ 125 ราย ชิ้นส่วนที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐาน TAI มีมากกว่า 1,090 รายการ "โรงงาน BYD ระยองใช้ชิ้นส่วนไทยรวมแล้วกว่า 50% ผ่านการรับรอง TAI แล้วกว่า 1,090 รายการ" เป็นคำอธิบายที่จับต้องได้ว่าซัพพลายเออร์ไทยกำลังเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ EV ระดับโลก เมื่อเจาะลงรุ่นรถ การใช้ Local Content กระจายอยู่ใน BYD DOLPHIN 45.84% ATTO 3 47.71% SEAL 5 DM-i 44.86% SEALION 5 DM-i 46.95% และ SEALION 6 DM-i สูงสุด 53.57% ชิ้นส่วนเหล็กสำหรับงาน Stamping ตัวถังรถใช้จากซัพพลายเออร์ในประเทศ ขณะเดียวกันส่วนสำคัญบางรายการยังนำเข้าจากจีนอยู่ ความสมดุลนี้สะท้อนภาพการย้ายฐานการผลิตแบบค่อยเป็นค่อยไป บริษัทเริ่มจากการผลิตส่วนที่มีซัพพลายเชนพร้อมอยู่แล้ว แล้วค่อยดันให้ผู้ผลิตไทยยกระดับคุณภาพผ่านมาตรฐาน TAI ในระยะต่อมา หากภาครัฐใช้มาตรการภาษีสรรพสามิตกดดันให้ทุกค่ายเพิ่ม Local Content อีก การที่ BYD เริ่มต้นที่ระดับราวครึ่งหนึ่งถือว่าได้เปรียบในการขยับขึ้นสู่ระดับสูงกว่า

ฐานส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าและ DM-i สร้างบทบาทใหม่ให้โรงงานระยองบนเวทีโลก
โรงงาน BYD ระยองไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อขายรถภายในประเทศเท่านั้น แต่ทำหน้าที่เป็นฮับส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าและรถพลังงานใหม่ไปกว่า 10 ประเทศและภูมิภาคในอาเซียน เอเชียใต้ ออสเตรเลีย และยุโรป โดยในช่วงครึ่งแรกของปี การส่งออกคิดเป็น 40% ของการผลิตทั้งหมด และมียอดส่งออกสะสมมากกว่า 24,000 คัน กำลังการผลิตสูงสุดปีละ 150,000 คัน และกำลังผลิตแบตเตอรี่ Blade Battery PACK สูงสุด 150,000 ชุดต่อปี ทำให้โรงงานนี้มีความพร้อมเชิงโครงสร้างที่จะเป็นฐานการผลิตและส่งออกระยะยาว ไม่ใช่โรงงานชั่วคราวตามแรงจูงใจด้านภาษี สำหรับผู้ใช้รถในประเทศ เทคโนโลยี DM-i หรือ Plug-in Hybrid กลายเป็นสะพานเชื่อมจากรถน้ำมันไปสู่รถไฟฟ้า โรงงานเพิ่มการผลิตเทคโนโลยี DM-i ให้คนที่อยู่คอนโดหรือยังไม่สะดวกเรื่องสถานีชาร์จสามารถใช้ไฟฟ้าล้วน 80-150+ กิโลเมตรต่อวัน แล้วสลับใช้น้ำมันเวลาขับทางไกลได้ สัดส่วนการผลิตระหว่างรถ BEV และ HEV/PHEV อยู่ที่ประมาณ 70% ต่อ 30% และมีแนวโน้มเพิ่มรถไฮบริดตามความต้องการตลาด เมื่อบวกกับเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการ BYD และ DENZA รวม 171 สาขาในประเทศเดียวกัน ระบบนิเวศการใช้ EV ก็เริ่มดูมีโครงสร้างรองรับตั้งแต่โรงงานจนถึงหลังบ้านผู้บริโภค

บทสรุปและสิ่งที่ต้องจับตา: จาก 100,000 คัน สู่การยึดตำแหน่งผู้นำการผลิต EV
หมุดหมายผลิตรถ 100,000 คันของโรงงาน BYD ระยองจึงไม่ใช่แค่ตัวเลขในข่าวประชาสัมพันธ์ แต่เป็นหลักฐานว่าการลงทุนในอุตสาหกรรม EV เริ่มแทรกซึมเข้าไปในเศรษฐกิจฐานรากแล้ว ทั้งผ่านงานกว่า 6,000 ตำแหน่ง ซัพพลายเออร์ 266 ราย และ Local Content ราว 50% ที่สะท้อนว่าเงินหมุนอยู่ในระบบจริง ไม่ได้ออกนอกระบบทั้งหมดไปกับการนำเข้ารถสำเร็จรูป ประกอบกับความสามารถผลิตเต็มรูปแบบตั้งแต่เหล็กตัวถัง แบตเตอรี่ ไปจนถึงสายไฟ โรงงานนี้ยืนอยู่ในตำแหน่ง “ฐานการผลิต” ไม่ใช่แค่ “โกดังประกอบ” แล้ว อนาคตที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงว่า BYD จะผลิตได้กี่คัน แต่คือว่าบริษัทจะเพิ่มการลงทุนในไลน์ผลิตรุ่นใหม่อย่างไร ซึ่งมีแผนจะลงทุนเพิ่มเพื่อนำ New Model เข้าสายการผลิตเร็วๆ นี้ ถ้าแรงงานและซัพพลายเออร์ในประเทศสามารถขึ้นไปยืนในจุดที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น ออกแบบชิ้นส่วนหรือพัฒนาเทคโนโลยีร่วม โรงงาน BYD ระยองอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่ไม่ใช่แค่รับจ้างประกอบ แต่เป็นผู้เล่นตัวจริงบนเวทีโลก การตัดสินใจของภาครัฐและเอกชนในสองสามปีข้างหน้าจะเป็นตัวชี้ชะตาว่าหมุดหมาย 100,000 คันวันนี้ จะต่อยอดสู่ล้านคันที่สร้างมูลค่าจริงได้หรือไม่







