ไมล์สโตน 100,000 คันของโรงงาน BYD ระยองหมายถึงอะไร
ไมล์สโตนผลิตรถ 100,000 คันของโรงงาน BYD ระยองคือการที่ฐานผลิตแห่งแรกนอกจีนของ BYD สามารถเดินสายการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ครบหนึ่งแสนคันในเวลาเพียงราวสองปี แสดงศักยภาพกำลังการผลิต การใช้แรงงานท้องถิ่น และชิ้นส่วนในประเทศในระดับที่เรียกได้ว่าเป็นโรงงานผลิตเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เพียงโรงงานประกอบรถยนต์ด้วยชิ้นส่วนสำเร็จรูปจากต่างประเทศ เหตุการณ์สำคัญครั้งนี้คือการที่โรงงาน BYD ในระยองผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ครบ 100,000 คัน โดยรถคันที่ 100,000 คือรุ่น ATTO 3 ขณะที่รถคันแรกจากสายการผลิตคือรุ่น Dolphin ที่เริ่มส่งมอบเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 หมายความว่าไม่นานหลังเปิดสายการผลิต โรงงานก็สามารถขึ้นสู่ระดับการผลิตหลักแสนคัน ซึ่งสะท้อนทั้งความพร้อมของเทคโนโลยีสายการผลิตอัจฉริยะและการบริหารจัดการซัพพลายเชนในพื้นที่ระยอง ตัวเลขลงทุนสะสมในโรงงานและกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องอยู่ที่ 35,900 ล้านบาท พร้อมกำลังการผลิตสูงสุด 150,000 คันต่อปี ผลิตเฉลี่ยวันละราว 300 คัน ในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่คือการปักธงว่าฐานผลิตนอกจีนของ BYD พร้อมจะเป็นทั้งศูนย์กลางการผลิตรถไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายในประเทศและฐานส่งออกสู่ภูมิภาคต่างๆ มากกว่า 10 ประเทศทั่วโลก

แรงงานไทย 95% และท้องถิ่นคอนเทนต์เกินครึ่ง พลิกภาพ ‘โรงงานประกอบ’
สิ่งที่ทำให้โรงงาน BYD ระยองน่าสนใจกว่าตัวเลขผลิตรถ 100,000 คัน คือการหักล้างภาพจำว่าโรงงานรถไฟฟ้าจากจีนเป็นแค่สายประกอบรถไม่สร้างมูลค่าในประเทศ เพราะโรงงานแห่งนี้เริ่มจากการ “ปั้นคนและชิ้นส่วนในประเทศ” อย่างจริงจัง โรงงานมีพนักงานมากกว่า 6,000 คนโดยประมาณ 95% เป็นพนักงานสัญชาติไทย ซึ่งในบางแผนกอย่างเชื่อมมีแรงงานไทยถึง 98% และแผนกสายไฟสูงถึง 99.3% พร้อมนโยบายพัฒนาหัวหน้าและวิศวกรไทยสู่ระดับผู้จัดการโรงงานในอนาคต นี่คือการยกระดับแรงงานจากแรงงานทั่วไปไปสู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยีการผลิตรถพลังงานใหม่ ในด้านท้องถิ่นคอนเทนต์ โรงงานใช้ชิ้นส่วนในประเทศรวมแล้วมากกว่า 50% ผ่านความร่วมมือกับซัพพลายเออร์ 266 ราย โดยเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ 125 ราย และมีชิ้นส่วนที่ผ่านมาตรฐาน TAI แล้วกว่า 1,090 รายการ ที่สำคัญ โรงงานมีโรงงานปั๊มขึ้นรูป พ่นสี เชื่อม ผลิตสายไฟ และ Blade Battery อยู่ในนิคมเดียวกัน ทำให้สามารถใช้เหล็กและชิ้นส่วนตัวถังจากซัพพลายเออร์ในประเทศ พร้อมผลักดันสัดส่วน Local Content ของบางรุ่นอย่าง Sealion 6 DM-i สูงถึง 53.57% ซึ่งเป็นระดับที่สะท้อนฐานผลิตเต็มรูปแบบ ไม่ใช่สายประกอบที่แค่ขันน็อตและหยอดกาว

สายการผลิตอัจฉริยะและ 5 รุ่นหลัก วัดศักยภาพฐานผลิตแห่งแรกนอกจีน
การที่โรงงาน BYD ระยองถูกออกแบบให้เป็นฐานผลิตแห่งแรกนอกจีนไม่ใช่เรื่องชื่อเสียงอย่างเดียว แต่สะท้อนระดับเทคโนโลยีสายการผลิตที่ต้องรองรับทั้งปริมาณและความหลากหลายของรุ่นรถพลังงานใหม่ โรงงานรองรับการผลิต 5 รุ่นหลัก ได้แก่ Dolphin, ATTO 3, Seal 5 DM-i, Sealion 5 DM-i และ Sealion 6 DM-i โดยทั้ง 5 รุ่นได้รับใบรับรอง Made in Thailand แล้ว แต่ละรุ่นใช้ Local Content ในระดับ 44–53% ตั้งแต่เหล็กปั๊มตัวถัง สายไฟ ไปจนถึงส่วนประกอบภายในรถ ซึ่งมีความหมายเชิงอุตสาหกรรมชัดเจนว่าฐานผลิตนี้เริ่มพึ่งพาซัพพลายเชนท้องถิ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ด้านเทคโนโลยีสายการผลิต โรงงานปั๊มขึ้นรูปติดตั้งเครื่องปั๊มอัตโนมัติแรงกดสูงสุด 7,900 ตัน พร้อมเครื่องทดลองแม่พิมพ์ 2,500 ตัน รองรับการผลิตชิ้นส่วนตัวถังประมาณ 6,000 ชุดต่อเดือน สายเชื่อมมีพื้นที่ราว 70,000 ตารางเมตร มี 20 สายการผลิต 200 สถานี และหุ่นยนต์กว่า 520 ตัว ทำได้มากถึง 45 คันต่อชั่วโมง ขณะที่กระบวนการพ่นสีใช้สีน้ำ ระบบห้องพ่นสีแบบแห้ง และเทคโนโลยี RTO เพื่อลดการปล่อย VOC แสดงให้เห็นว่าโรงงานไม่ได้มองแค่จำนวนคันที่ผลิต แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

ฮับส่งออกรถไฟฟ้าและ DM-i พลิกทางเลือกผู้ใช้ รถไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องสถานีชาร์จอย่างเดียว
โรงงาน BYD ระยองไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อขายรถในประเทศอย่างเดียว แต่ถูกวางบทบาทให้เป็นฮับส่งออกรถไฟฟ้าและรถพลังงานใหม่ไปยังตลาดต่างประเทศกว่า 10 ประเทศ ทั้งในอาเซียน เอเชียใต้ ออสเตรเลีย และยุโรป โดยช่วงครึ่งแรกของปีล่าสุด การส่งออกคิดเป็น 40% ของการผลิตทั้งหมด และมียอดส่งออกสะสมมากกว่า 24,000 คัน นี่คือสัญญาณว่าฐานผลิตในระยองเริ่มเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตระดับโลกของ BYD แล้ว สำหรับผู้ใช้ในประเทศ BYD ไม่ได้ผลักแต่รถไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วน แต่เพิ่มน้ำหนักให้กับเทคโนโลยี DM-i ซึ่งเป็น Plug-in Hybrid เพื่อตอบโจทย์คนที่อยู่คอนโดมิเนียมหรือยังไม่สะดวกเรื่องสถานีชาร์จ ระบบ DM-i วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ราว 80–150 กิโลเมตรสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันและสลับใช้น้ำมันเมื่อเดินทางไกล โดยโรงงานมีสัดส่วนการผลิตระหว่าง BEV และ HEV/PHEV อยู่ที่ประมาณ 70 ต่อ 30 และมีแนวโน้มเพิ่มสัดส่วนรถไฮบริดตามความต้องการตลาด คำกล่าวที่ควรค่าแก่การอ้างคือ “โรงงาน BYD ใช้ชิ้นส่วนในประเทศรวมแล้วกว่า 50% และร่วมมือกับซัพพลายเออร์ในไทยกว่า 266 ราย” ซึ่งสะท้อนว่าการขยายตลาดรถพลังงานใหม่ไม่ได้ทิ้งอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเดิม แต่พยายามดึงให้เติบโตไปด้วยกัน

จากฐานผลิต 150,000 คันต่อปี สู่สมดุลใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาค
เมื่อโรงงาน BYD ระยองเดินสายการผลิตทะลุ 100,000 คัน และมีกำลังการผลิตสูงสุด 150,000 คันต่อปี คำถามที่ตามมาคืออุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคจะเปลี่ยนไปอย่างไร ฐานผลิตแห่งนี้ถูกออกแบบให้มีสายการผลิตแบตเตอรี่ Blade Battery 3 สาย กำลังผลิต 150,000 ชุดต่อปี เพียงพอรองรับรถพลังงานใหม่ 150,000 คันทั้งในตลาดภายในประเทศและตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นหมายความว่าบริษัทไม่ได้มองโรงงานนี้เป็นเพียงศูนย์ประกอบ แต่เป็นหัวใจหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่รถพลังงานใหม่ในระดับภูมิภาค ด้านนโยบาย ภาครัฐเองกำลังทบทวนมาตรการ EV และเตรียมใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือจูงใจให้ค่ายรถลงทุนและเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น เมื่อโรงงาน BYD ระยองแสดงให้เห็นว่าการใช้ท้องถิ่นคอนเทนต์เกินครึ่งและแรงงานไทย 95% ทำได้ในโรงงานรถไฟฟ้า การเจรจาเรื่องเงื่อนไขการลงทุนใหม่ๆ จะมีฐานข้อมูลที่จับต้องได้มากขึ้น อนาคตจะมีการลงทุนเพิ่มไลน์ผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ในโรงงานแห่งนี้ พร้อมความเป็นไปได้ที่ BYD จะเพิ่มบทบาทของระยองในเครือข่ายการผลิตระดับโลก หากแนวโน้มนี้เดินหน้าต่อเนื่อง เรากำลังเห็นการสลายเส้นแบ่งระหว่าง “โรงงานรถยนต์เดิม” กับ “โรงงาน EV จีนศูนย์เหรียญ” ไปสู่สมดุลใหม่ที่ฐานผลิตรถพลังงานใหม่กลายเป็นทั้งผู้จ้างงาน ผู้สร้างซัพพลายเชน และผู้ส่งออกเทคโนโลยีในเวลาเดียวกัน










