เป้าหมายใหญ่เริ่มต้นจากนักท่องเที่ยวจีน และเหตุผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เป้าหมายนักท่องเที่ยวจีน 5.3 ล้านคนที่ตั้งขึ้นโดยหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวคือเป้าการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มสำคัญที่เคยสร้างรายได้ก้อนใหญ่ให้เศรษฐกิจ โดยหวังเพิ่มทั้งจำนวนและคุณภาพนักเดินทางผ่านกลยุทธ์การตลาดเชิงพื้นที่ การขยายเส้นทางบิน และการเชื่อมต่อเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้รายได้ท่องเที่ยวกลับมามีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนอีกครั้ง พร้อมผลักดันภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางให้ตอบโจทย์นักเดินทางรุ่นใหม่ที่นิยมวางแผนเที่ยวเองและมองหาประสบการณ์คุ้มค่ามากกว่าทัวร์ราคาถูกแบบเดิม.
การตั้งเป้านักท่องเที่ยวจีนราว 5.28-5.39 ล้านคน พร้อมรายได้ประมาณ 297,000 ล้านบาท ไม่ใช่ตัวเลขที่สุ่มขึ้นมาลอย ๆ แต่สะท้อนการยอมรับว่าตลาดนี้ยังเป็น “เสาหลัก” ของการท่องเที่ยวไทย แม้โลกหลังโควิดจะเปลี่ยนไปอย่างมาก ก่อนการระบาด จำนวนนักท่องเที่ยวจีนมากกว่า 11 ล้านคน คิดเป็นเกือบ 28% ของตลาดต่างชาติทั้งหมด และสร้างรายได้กว่า 530,000 ล้านบาท. เมื่อวันนี้การฟื้นตัวยังไม่กลับสู่จุดเดิม การเลือก “คนจีน” เป็นเป้าหลักจึงเป็นทั้งความกล้าเสี่ยงและความจำเป็นทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลยอมแบกรับ เพื่อให้รายได้ท่องเที่ยวกลับมากระจายสู่ผู้ประกอบการทั่วประเทศอีกครั้ง.
| ประเด็น | ก่อนโควิด | เป้าหมายใหม่ |
|---|---|---|
| จำนวนนักท่องเที่ยวจีนต่อปี | มากกว่า 11 ล้านคน | ประมาณ 5.3 ล้านคน |
| สัดส่วนเทียบทั้งตลาดต่างชาติ | เกือบ 28% | ยังตั้งใจให้เป็นอันดับ 1 |
| รายได้ท่องเที่ยวจากตลาดจีน | กว่า 530,000 ล้านบาท | ประมาณ 297,000 ล้านบาท |

นักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนพฤติกรรม เกมการตลาดต้องเปลี่ยนตาม
การกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนไม่ได้หมายความว่าททท.จะใช้สูตรสำเร็จยุคทัวร์ราคาถูกแบบ “กรุ๊ปใหญ่-กิน-เที่ยว-ช้อป” ได้อีกต่อไป เพราะข้อมูลล่าสุดชี้ว่าพฤติกรรมเดินทางเปลี่ยนสู่กลุ่ม FITs หรือ Free Independent Travelers ที่วางแผนเอง เดินทางเอง และเลือกประสบการณ์ที่ตรงกับไลฟ์สไตล์เฉพาะตัวมากขึ้น. นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ค้นหาข้อมูล เลือกที่พัก ร้านอาหาร กิจกรรม และให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ประสบการณ์ และความคุ้มค่ามากกว่าการซื้อทัวร์ราคาถูกเหมือนในอดีต. จุดนี้คือทั้งโอกาสและแรงกดดัน เพราะผู้ให้บริการไทยต้องเลิกคิดแบบจำนวนหัว และหันมาสร้างประสบการณ์ที่มีมูลค่าเพิ่มแทนส่วนลดระยะสั้น.
ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวจีนอยู่ที่ราว 56,000 บาทต่อทริปต่อคน ซึ่ง ถือว่าสูง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค. รายได้เหล่านี้ไม่ใช่ตกในมือโรงแรมหรือบริษัททัวร์อย่างเดียว แต่กระจายไปยังร้านอาหาร ร้านค้าปลีก รถเช่า สายการบิน สถานที่ท่องเที่ยว และผู้ประกอบการท้องถิ่นจำนวนมาก. ดังนั้น แก่นของเป้าหมาย 5.3 ล้านคนจึงไม่ใช่การล่อให้มามากที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่คือการดึง “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” กลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่พร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์ดีและความสะดวกสบาย ททท.จำเป็นต้องออกแบบสินค้าท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ความสนใจลึก เช่น สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์เฉพาะพื้นที่ ไม่ใช่เพียงโปรแกรมทัวร์พื้นฐานเหมือนเมื่อสิบปีก่อน.
| มิติสำคัญ | พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่ | ผลต่อการท่องเที่ยวไทย |
|---|---|---|
| รูปแบบการเดินทาง | เดินทางเอง วางแผนเอง (FITs) | ต้องมีข้อมูลออนไลน์ครบและบริการยืดหยุ่น |
| การใช้แพลตฟอร์ม | ใช้ OTA และแอปมือถือเลือกบริการ | ผู้ประกอบการต้องเชื่อมต่อแพลตฟอร์มจีน |
| ความสำคัญ | เน้นประสบการณ์และความปลอดภัย | ต้องยกระดับมาตรฐานและสื่อสารความเชื่อมั่น |
| ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย | ประมาณ 56,000 บาทต่อคน | เน้นเพิ่มมูลค่าต่อหัวมากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว |

กลยุทธ์รายพื้นที่และการขยายเส้นทางบิน: เสริมกระดูกสันหลังระบบเดินทาง
ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของเป้าหมายนักท่องเที่ยวจีนไม่ได้วัดจากแคมเปญโฆษณาเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างการเดินทางทั้งหมด ททท.จึงเดินหน้ากลยุทธ์การตลาดจีนเชิงพื้นที่ตลอดปี ผ่านเครือข่ายสำนักงานในภูมิภาคต่าง ๆ ที่ออกแบบแผนให้ตอบพฤติกรรมเฉพาะของแต่ละเมืองและมณฑล. ในภูมิภาคจีนตะวันออกที่มีกำลังซื้อสูง เช่น สำนักงานเซี่ยงไฮ้ เลือกเน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและประสบการณ์ (Wellness และ Experiential Tourism) ร่วมมือกับ LANN Space พื้นที่สำหรับการทำสมาธิและการฝึกสติ เพื่อเสนอคอนเซ็ปต์ “Healing is the New Luxury” ผ่านทริปสมาธิและฟื้นฟูจิตใจในพื้นที่สระบุรีและเขาใหญ่. นี่คือสัญญาณชัดว่าประเทศไทยต้องการวางตำแหน่งใหม่ให้การท่องเที่ยวเป็นมากกว่าทะเลและศูนย์การค้า.
ในเชิงการสื่อสาร สำนักงานเซี่ยงไฮ้ยังขยายแบรนด์ “Amazing Thailand, The Journey Your Heart Leads” ผ่านการฉายวิดีโอประชาสัมพันธ์ในโรงภาพยนตร์ชั้นนำ 5 แห่ง รวมกว่า 2,500 รอบ เพื่อเข้าถึงครอบครัวและกลุ่มกำลังซื้อสูงในช่วงฤดูร้อน. ขณะเดียวกันยังใช้รายการสดของสถานีโทรทัศน์นานาชาติในมณฑลเจียงซู แนะนำเมืองอย่างระยองและหัวหินสู่ผู้ชมกว่า 5 ล้านคน. ด้านโครงสร้างการเดินทาง ททท.หารือกับสายการบินจากจีนเพื่อเพิ่มเที่ยวบินและฟื้นเส้นทาง เช่น เฉิงตู-กระบี่ เฉิงตู-เชียงใหม่ และเฉิงตู-เชียงราย รวมถึงผลักดันเที่ยวบินตรงสู่หัวหินและอู่ตะเภาผ่านโครงการสนับสนุนเที่ยวบินประจำและเช่าเหมาลำ. หากเส้นทางบินเหล่านี้เดินหน้าได้จริง เป้าหมายนักท่องเที่ยวจีน 5.3 ล้านคนจะกลายเป็นภารกิจที่พอมีระบบรองรับ ไม่ใช่เพียงความฝันบนกระดาษ.
| เครื่องมือ | แนวทาง | เป้าผลลัพธ์ |
|---|---|---|
| แคมเปญ Wellness | ร่วมมือ LANN Space และแพลตฟอร์ม OTA จีน | เจาะตลาดพรีเมียมสนใจสุขภาพและจิตใจ |
| สื่อภาพยนตร์ | ฉายวิดีโอ Amazing Thailand 2,500 รอบในโรงหนัง | สร้างแรงบันดาลใจเดินทางช่วงฤดูท่องเที่ยว |
| รายการโทรทัศน์ | ประชาสัมพันธ์เมืองรองผ่าน Nanjing TV | ขยายการรับรู้สู่ฐานผู้ชมกว่า 5 ล้านคน |
| เส้นทางบินใหม่ | หารือเพิ่มเที่ยวบินตรงและฟื้นเส้นทางเดิม | เพิ่มความสะดวกและกระจายตัวนักท่องเที่ยวสู่ภูมิภาค |

เทคโนโลยีและพันธมิตรเอกชน: จากแคมเปญสู่ Customer Journey แบบดิจิทัล
หากการตลาดของรัฐคือ “การชวนมาเที่ยว” ฝั่งเอกชนกำลังรับบทสำคัญในขั้นตอน “ทำให้เที่ยวสะดวกและคุ้ม” ตัวอย่างชัดคือการร่วมมือกันระหว่างกลุ่มสยามพิวรรธน์กับ Huawei เปิดตัว ONESIAM Global Visitor Card บนระบบปฏิบัติการ HarmonyOS ที่มีฐานผู้ใช้สมาร์ตโฟนกว่า 400 ล้านเครื่องทั่วจีน. การเชื่อมต่อครั้งนี้ทำให้ผู้ใช้มือถือ Huawei ในจีนสามารถกดสมัครบัตรดิจิทัลเพื่อรับสิทธิพิเศษก่อนเดินทาง ระหว่างอยู่ในไทย และหลังกลับบ้านได้เพียงปลายนิ้ว. นี่ไม่ใช่แค่การ “ทำการตลาด” แต่เป็นการวางโครง Customer Journey ตั้งแต่ค้นหาข้อมูล โปรโมชั่น ไปจนถึงการรักษาความสัมพันธ์เพื่อชวนกลับมาเที่ยวซ้ำ ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างรายได้ท่องเที่ยวระยะยาว.
ONESIAM Global Visitor Card ถูกออกแบบให้เป็นเหมือน “ดิจิทัลมาสเตอร์คีย์” ที่ปลดล็อกสิทธิประโยชน์จากพันธมิตรกว่า 150 รายทั่วโลก ครอบคลุมโรงแรม 4-5 ดาว สายการบิน ร้านค้า ช้อปปิ้ง ร้านอาหาร การขนส่ง การเงิน สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และบริการอื่น ๆ อีกมากมาย. นักท่องเที่ยวใช้บัตรเดียวเพื่อรับข้อมูลข่าวสาร แพ็กเกจ โปรโมชั่น และบริการต่าง ๆ ตลอดทุกช่วงของการเดินทาง. ในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ ความร่วมมือเช่นนี้สะท้อนว่าการท่องเที่ยวไทยกำลังเดินสู่การสร้าง Global Ecosystem ที่รวมรัฐ เอกชน และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยวคุณภาพและปักหมุดให้ประเทศเป็นเดสติเนชั่นอันดับต้นในใจคนจีน. หากโครงสร้างดิจิทัลเหล่านี้ถูกต่อยอดอย่างจริงจัง เป้าหมาย 5.3 ล้านคนจะมีฐานข้อมูลและเครื่องมือรองรับอย่างเป็นระบบมากกว่าทศวรรษที่ผ่านมา.
| องค์ประกอบ | รายละเอียด | ผลต่อ Customer Journey |
|---|---|---|
| แพลตฟอร์ม HarmonyOS | ฐานผู้ใช้สมาร์ตโฟนกว่า 400 ล้านเครื่องในจีน | เข้าถึงนักท่องเที่ยวเป้าหมายจำนวนมากผ่านมือถือ |
| ONESIAM Global Visitor Card | บัตรดิจิทัลเชื่อม Global Partner Ecosystem กว่า 150 ราย | รวมสิทธิประโยชน์หลากหลายไว้ในคีย์เดียว |
| ช่วงเวลาการใช้งาน | ก่อนเดินทาง ระหว่างท่องเที่ยว หลังเดินทาง | ดูแลนักท่องเที่ยวแบบครบวงจรและชวนกลับมาเที่ยวซ้ำ |
| เป้าหมายระยะยาว | สร้าง Global Destination และเศรษฐกิจท่องเที่ยวยั่งยืน | เพิ่มมูลค่ารายได้ท่องเที่ยวต่อคนและต่อทริป |

บทสรุป: เป้าหมาย 5.3 ล้านคนไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือการวางโครงใหม่ของการท่องเที่ยว
เมื่อมองภาพรวม เป้าหมายนักท่องเที่ยวจีน 5.3 ล้านคนและรายได้ราว 297,000 ล้านบาท คือการประกาศชัดว่าการท่องเที่ยวไทยยังคงฝากความหวังไว้กับ “กำลังซื้อจากจีน” ในฐานะแหล่งนักท่องเที่ยวอันดับหนึ่ง แต่ความน่าสนใจคือ วิธีการไปให้ถึงตัวเลขนี้เปลี่ยนจากการพึ่งทัวร์กรุ๊ปใหญ่ สู่การสร้างประสบการณ์เฉพาะสำหรับนักเดินทางคุณภาพ ทั้งผ่านการตลาดรายพื้นที่ การพัฒนาเส้นทางบิน และการเชื่อมแพลตฟอร์มดิจิทัลที่จับพฤติกรรมยุคใหม่ได้ถูกจุด. ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนหัว แต่คือการเพิ่มมูลค่าต่อหัวและกระจายรายได้สู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง.
อย่างไรก็ดี การพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปย่อมมีความเสี่ยง หากเศรษฐกิจในจีนชะลอตัวหรือเกิดเหตุฉุกเฉินด้านการเดินทาง เป้าหมาย 5.3 ล้านคนก็พร้อมจะสั่นคลอนได้ทันที แก่นของกลยุทธ์จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การดึงนักท่องเที่ยวจีน แต่ต้องขยายไปสู่การสร้างฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพจากหลากหลายตลาดควบคู่กันไป เพื่อให้รายได้ท่องเที่ยวมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว. ในเชิงโครงสร้าง การลงทุนใน Customer Journey ดิจิทัล ความร่วมมือกับแพลตฟอร์มเทคโนโลยี และการออกแบบสินค้าเชิงสุขภาพและประสบการณ์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกทิศแล้ว สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือความต่อเนื่อง การบริหารความเสี่ยง และการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้มีส่วนในระบบใหม่นี้จริง ๆ ไม่ใช่เพียงอยู่ข้างสนามดูตัวเลขเติบโต.






