เป้าหมาย 5.3 ล้านคน: เกมใหญ่ของรายได้ท่องเที่ยว
กลยุทธ์ดึงนักท่องเที่ยวจีนของภาครัฐคือการตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวจีน 5.3 ล้านคนให้กลับมา เพื่อฟื้นรายได้ท่องเที่ยวและบทบาทผู้นำของอุตสาหกรรมบริการ ผ่านการเน้นคุณภาพการใช้จ่าย การเพิ่มเที่ยวบิน และการทำการตลาดแบบเจาะพื้นที่ แทนการหวังปริมาณแบบกว้าง ๆ ที่ไม่สนใจโครงสร้างรายได้และพฤติกรรมผู้เดินทางยุคใหม่เลย. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยตั้งเป้าในปี 2570 ดึงนักท่องเที่ยวจีน 5.28-5.39 ล้านคน พร้อมวางหมุดหมายรายได้ 2.97 แสนล้านบาท. ตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นแค่สถิติ แต่สะท้อนความเชื่อว่าตลาดจีนยังเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ของรายได้ท่องเที่ยว หากทำสำเร็จ ประเทศจะกลับมายืนแถวหน้าในภูมิภาคอีกครั้ง แต่หากพลาด เป้าหมายรายได้และความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะสั่นคลอนทันที.

ทำไมยังต้องยึดนักท่องเที่ยวจีนเป็นเสาหลัก
การยึดนักท่องเที่ยวจีนเป็นเป้าหมายหลักไม่ได้เกิดจากความเคยชิน แต่เกิดจากข้อเท็จจริงด้านรายได้และจำนวนที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาก่อนโควิด-19 ปี 2562 มีนักท่องเที่ยวจีนมากกว่า 11 ล้านคน คิดเป็นเกือบ 28% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และสร้างรายได้กว่า 530,000 ล้านบาท. “นักท่องเที่ยวจีนมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 56,000 บาทต่อคนต่อทริป” ซึ่งอยู่ในระดับสูงของภูมิภาค. นี่คือเหตุผลที่รายได้ท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวจีนกระจายไปทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก รถเช่า สายการบิน และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ. หลังโควิด แม้จำนวนจะลดลง แต่ความสำคัญเชิงโครงสร้างยังอยู่ครบ การหันหลังให้ตลาดนี้จึงเท่ากับสละแหล่งรายได้ที่พิสูจน์แล้วว่ามีพลังซื้อสูงและผูกกับห่วงโซ่เศรษฐกิจลึกกว่าที่เห็น.

กลยุทธ์การตลาดรายภูมิภาค: จากสุขภาพถึงกีฬา
จุดแข็งของแผนดึงนักท่องเที่ยวจีนรอบนี้คือการเลิกมองตลาดจีนเป็นก้อนเดียว แล้วหันมาใช้กลยุทธ์การตลาดรายภูมิภาคที่ชัดเจนขึ้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยใช้สำนักงานในแต่ละเมืองใหญ่ขับเคลื่อนกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่. ในภูมิภาคจีนตะวันออก สำนักงานเซี่ยงไฮ้เน้นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและประสบการณ์ (Wellness และ Experiential Tourism) เจาะกลุ่มพรีเมียมผ่านความร่วมมือกับแพลตฟอร์มด้านสติและการบำบัดจิตใจ รวมถึงจับมือกับ OTA รายใหญ่ในจีนเพื่อแคมเปญ “Healing is the New Luxury” นำเสนอประสบการณ์สมาธิและการเจริญสติในสระบุรีและเขาใหญ่. ขณะเดียวกัน ภูมิภาคจีนตะวันตกที่นำโดยสำนักงานเฉิงตูเน้น Sport Tourism สร้างภาพจำใหม่ให้จุดหมายปลายทางผ่านชุมชนกีฬาและคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เพื่อเชื่อมคนรุ่นใหม่ที่รักการวิ่ง ปั่นจักรยาน และกิจกรรมกลางแจ้งกับเมืองรองของไทย.

เพิ่มเที่ยวบิน เจาะกลุ่มคุณภาพ แก้เกมแข่งในภูมิภาค
ต่อให้กลยุทธ์การตลาดดีเพียงใด หากนักท่องเที่ยวเดินทางลำบาก แผนก็ไปไม่ถึงเป้า ปัญหาคือจำนวนเที่ยวบินระหว่างสองประเทศยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด ททท.จึงเร่งหารือกับสายการบิน Sichuan Airlines เพื่อเพิ่มเที่ยวบินและฟื้นเส้นทางสำคัญ เช่น เฉิงตู-กระบี่ เฉิงตู-เชียงใหม่ และเฉิงตู-เชียงราย รวมถึงผลักดันเที่ยวบินตรงไปยังหัวหินและอู่ตะเภา. รัฐบาลยังเตรียมเดินหน้าโครงการ Thailand Air Connect เพื่อสนับสนุนทั้งเที่ยวบินประจำและเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ลดต้นทุนของสายการบินและเปิดทางสู่เส้นทางใหม่. ที่สำคัญ เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่เน้นดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยเฉพาะ Gen Y และ Gen Z ที่นิยมเดินทางเองและพร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์ที่แตกต่าง. แนวคิดจากขายสถานที่สู่ขายประสบการณ์จึงเป็นการตอบโจทย์การแข่งขันกับคู่แข่งในภูมิภาคที่แย่งนักท่องเที่ยวจีนอย่างเข้มข้น.

เดิมพันอนาคต: เป้าหมายใหญ่แต่ต้องไม่พึ่งตลาดเดียว
การตั้งเป้านักท่องเที่ยวจีน 5.3 ล้านคน พร้อมรายได้ 2.97 แสนล้านบาท เป็นการประกาศชัดว่ารายได้ท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวจีนยังเป็นเสาหลักที่รัฐต้องการฟื้นให้กลับมา. ปัจจุบันตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่ 1 มกราคม–5 สิงหาคม อยู่ที่กว่า 3.14 ล้านคน ซึ่งสะท้อนการฟื้นตัวของความต้องการเดินทางและความเชื่อมั่นต่อจุดหมายปลายทางแห่งนี้. ฝั่งโอกาส แผนรายภูมิภาค เพิ่มเที่ยวบิน และการเน้นกลุ่มคุณภาพ ทำให้เป้านี้ไม่ใช่เพียงฝันกลางวัน แต่ฝั่งความเสี่ยง การยึดตลาดเดียวมากเกินไปทำให้เศรษฐกิจเสี่ยงต่อความผันผวนจากปัจจัยภายนอกอย่างเลี่ยงไม่ได้ การท่องเที่ยวไทยจึงควรถูกออกแบบให้ตลาดจีนเป็น “เครื่องยนต์หลัก” แต่ไม่ใช่ “เครื่องยนต์เดียว” การผสมผสานตลาดอื่นควบคู่กับการยกระดับคุณภาพประสบการณ์ จะเป็นคำตอบที่ทำให้รายได้ท่องเที่ยวกลับมาอย่างยั่งยืน.






