นิยามกระแสใหม่ ตลาด EV ไทย ภายใต้แรงกดดันจากรถยนต์ไฟฟ้าจีน
กระแสรถยนต์ไฟฟ้าจีนในตลาด EV ไทย คือการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ยอดขายรถไฟฟ้าแบบ BEV และรถนำเข้าไฟฟ้าเติบโตเร็วกว่ารถสันดาปและกำลังครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่ ส่งผลให้ผู้ผลิตเดิมต้องเร่งปรับเทคโนโลยีและกลยุทธ์การแข่งขันใหม่ทั้งหมด เพื่อไม่ให้เสียฐานการผลิตและโซ่อุปทานยานยนต์ที่เคยพึ่งพารถเครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นหลัก จุดที่ควรถามไม่ใช่เพียงว่า BEV ขายดีแค่ไหน แต่คือใครกำลังได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านนี้ ตัวเลขล่าสุดสะท้อนชัดว่าโอกาสกำลังไหลไปอยู่ในมือค่ายรถต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าจีน มากกว่าฐานผู้ผลิตในประเทศ การปล่อยให้แนวโน้มนี้เดินต่อโดยไม่มีนโยบายปรับสมดุล เสี่ยงทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์เดิมกลายเป็นเพียงฐานประกอบชิ้นส่วนให้รถนำเข้าไฟฟ้าในระยะยาว

BEV ขายพุ่ง แซงรถสันดาป สัญญาณผู้บริโภคเปลี่ยนข้าง
ตัวเลขยอดขายเดือนกรกฎาคมชี้ตรงกันว่า สงครามระหว่าง EV กับรถสันดาปเริ่มรู้ผลฝั่งผู้ชนะแล้ว ยอดขายรถภายในประเทศอยู่ที่ 59,196 คัน เพิ่มขึ้น 20.07% จากปีก่อน ขณะที่แรงขับหลักมาจากรถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่ขายได้ 20,989 คัน เพิ่มขึ้นถึง 122.08% และคิดเป็น 35.46% ของยอดขายทั้งหมด ในทางตรงกันข้าม รถยนต์นั่งสันดาปภายในมียอดขายเพียง 7,654 คัน ลดลง 34.58% และเหลือสัดส่วนแค่ 12.76% ของตลาด เมื่อลองมองภาพสะสมช่วงมกราคมถึงกรกฎาคม ยอดขายรถรวม 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39% แต่ BEV มียอดขาย 125,411 คัน เพิ่มขึ้น 97.39% ขณะที่ ICE หรือรถเครื่องยนต์สันดาปขายได้ 62,055 คัน กลับลดลง 26.18% ชุดตัวเลขนี้คือคำตอบว่า ผู้บริโภคกำลังหันเลือกการเดินทางด้วยไฟฟ้า มากกว่าจะยึดติดกับรถเครื่องยนต์แบบเดิมอีกต่อไป

รถนำเข้าไฟฟ้าครอง 62.58% ฐานผลิตเดิมถูกบีบให้เป็นตัวประกอบ
แม้ยอดผลิตรถเดือนกรกฎาคมแตะ 117,383 คัน เพิ่มขึ้น 6.12% จากปีก่อน และยอดขายในประเทศเติบโต 20.07% พร้อมส่งออกรถสำเร็จรูปได้ 74,169 คัน เพิ่มขึ้น 2.39% แต่ตัวเลขเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนโดยรถไฟฟ้า มากกว่ารถสันดาปเดิม ปัญหาคือ ส่วนแบ่งผลประโยชน์กลับเอนเอียงไปทางรถนำเข้าไฟฟ้าอย่างชัดเจน ช่วงเจ็ดเดือนแรก มียอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า 125,411 คัน เพิ่มขึ้น 97.39% ทว่า รถไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศมีเพียง 46,924 คัน หรือคิดเป็น 37.42% ของยอดขาย ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้านำเข้าคิดเป็นถึง 62.58% ของตลาด คำกล่าวที่น่าจดจำคือ “ยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าถึง 125,411 คัน แต่ยอดผลิตในประเทศมีเพียง 46,924 คัน ส่วนใหญ่เป็นการขายของรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าถึง 62.58%” นี่ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือสัญญาณเตือนว่า หากโครงสร้างภาษีและมาตรการสนับสนุนยังเอียงไปทางรถนำเข้าไฟฟ้า ผู้ผลิตในประเทศจะถูกผลักให้กลายเป็นเพียงฐานงานประกอบราคาถูก ขณะที่มูลค่าเพิ่มและเทคโนโลยีไหลออกนอกประเทศ
การส่งออกสะดุดท่ามกลางความตึงเครียดและคู่แข่งรถยนต์ไฟฟ้าจีนในภูมิภาค
แม้การส่งออกรถสำเร็จรูปในเดือนกรกฎาคมยังขยายตัว 2.39% แต่ภาพรวมเจ็ดเดือนแรก การผลิตเพื่อส่งออกกลับลดลง 4.97% สัดส่วนอยู่ที่ 62.53% ของยอดผลิตทั้งหมด ตลาดตะวันออกกลางมีส่วนแบ่งลดลงจาก 20.40% เหลือ 14.56% เพราะการส่งออกลดลงถึง 33.56% สาเหตุหลักมาจากปัญหาความปลอดภัยของเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จนต้องเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง ส่งผลให้การส่งออกลดลงต่อเนื่องถึงห้าเดือน เมื่อการขนส่งไปตลาดหลักสะดุด ผู้ผลิตในประเทศยิ่งต้องเจอแรงกดดันจากรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่รุกตลาดภูมิภาคอย่างหนัก ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่แค่เสียส่วนแบ่งตลาดในประเทศ แต่ยังถูกเบียดพื้นที่ในตลาดส่งออกด้วย หากไม่มีการออกแบบยุทธศาสตร์ EV ระดับชาติให้ชัดว่าจะยืนตรงไหนในโซ่คุณค่าโลก ไทยอาจสูญเสียสถานะฐานการผลิตหลักให้ผู้เล่นใหม่ที่เคลื่อนตัวเร็วกว่า
ทางสองแพร่งนโยบาย EV รัฐต้องตัดสินใจว่าจะปกป้องหรือปล่อยฐานการผลิตเดิม
การเติบโตของตลาด EV ไทยสะท้อนทั้งโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน ด้านหนึ่ง ผู้บริโภคได้ทางเลือกใหม่ ต้นทุนการใช้งานตอบโจทย์ยุคน้ำมันแพง อีกด้านหนึ่ง ฐานการผลิตรถสันดาปและรถกระบะยังคงทรุดจากทั้งดีมานด์ภายในที่อ่อนแอและมาตรการสินเชื่อที่เข้มงวด ทำให้ยอดขายรถกระบะลดลงต่อเนื่องจนเหลือระดับเพียงหนึ่งหมื่นกว่าคัน จากที่เคยขายเดือนละกว่า 30,000 คัน ลดลงมากกว่า 60% ขณะที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชนสามสถาบันเคยเสนอให้ตั้งกองทุนค้ำประกันผลขาดทุนจากรถยึดไม่เกินคันละ 50,000 บาท เพื่อให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อรถกระบะได้มากขึ้น และรักษาฐานการผลิตไม่ให้ย้ายฐานออก เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าจีนและรถนำเข้าไฟฟ้าเดินหน้าแย่งส่วนแบ่งตลาด EV ไทย ชัดเจนว่ารัฐจำเป็นต้องปรับโครงสร้างภาษีและมาตรการสนับสนุนให้เป็นธรรมกับผู้ผลิตในประเทศ มิฉะนั้น การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคไฟฟ้าจะกลายเป็นการสละอุตสาหกรรมเดิมโดยไม่มีแผนรองรับ ทางออกที่สมเหตุสมผลคือ เดินหน้าสนับสนุน EV อย่างเข้มข้น ควบคู่การสร้างแรงจูงใจให้ผลิตรถไฟฟ้าและชิ้นส่วนในประเทศ เพื่อให้การเติบโตของ BEV ขายพุ่งแปลเป็นงานและเทคโนโลยีภายใน มากกว่าปล่อยให้เป็นชัยชนะของรถนำเข้าไฟฟ้าจากต่างชาติแต่เพียงฝ่ายเดียว






