BYD ส่งออกรถยนต์ คือทางหนีไฟจากสงครามราคาจีน
สงครามราคาจีนในตลาดรถไฟฟ้าคือการแข่งขันลดราคาของผู้ผลิตรถจีนจำนวนมากที่แย่งชิงลูกค้าในประเทศบ้าน ส่งผลให้กำไรต่อคันหดตัวอย่างหนักและบังคับให้ค่ายรถต้องมองหาตลาดใหม่เพื่อรักษาความสามารถทำกำไร การที่ BYD ส่งออกรถยนต์จำนวนมากไปยังรถไฟฟ้าตลาดโลกจึงเป็นกลยุทธ์ขยายตลาดนอกจีนเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะด้านราคาในประเทศบ้านและสร้างฐานรายได้ใหม่จากตลาดต่างประเทศที่ยอมรับราคาที่สะท้อนต้นทุนและเทคโนโลยีมากกว่าในจีน ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ BYD เลือกไม่ลงไปสู้ในสมรภูมิที่มาร์จินถูกบดจนบางเหมือนชั้นเคลือบสี แต่หันไปยึดพื้นที่โล่งบนเวทีโลกแทน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนถูกเปรียบเป็นการแข่งแบบทำลายรถที่โหดร้ายและกดดันกำไรอย่างหนัก ทำให้การเร่ง BYD ส่งออกรถยนต์เป็นการเดินหมากเชิงรุก ไม่ใช่การหนี แต่คือการขยายอำนาจต่อรองด้วยการเพิ่มสัดส่วนยอดขายนอกประเทศบ้าน

เป้าหมาย 2.5 ล้านคัน โต 55 เท่า: ตัวเลขที่สะท้อนการปฏิวัติ
BYD ตั้งเป้ายอดขายต่างประเทศมากกว่า 2.5 ล้านคันในปี 2570 ซึ่งเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ขยายตลาดนอกจีน ตัวเลขนี้ไม่ใช่การเติบโตธรรมดา แต่คือการเปลี่ยนระดับการแข่งขัน เพราะหากเทียบกับปี 2565 ที่ส่งออกเพียงราว 45,000 คัน เป้าดังกล่าวหมายถึงการเติบโตมากกว่า 55 เท่าภายในเวลา 5 ปี นี่คือคำประกาศว่ารถไฟฟ้าตลาดโลกจะต้องคุ้นเคยกับชื่อ BYD มากขึ้นในทุกภูมิภาค บันทึกของฝ่ายวิจัยธนาคารต่างประเทศระบุว่า BYD ได้ปรับเพิ่มเป้า BYD ส่งออกรถยนต์ ปี 2569 เป็น 1.9-2.0 ล้านคัน จากเดิม 1.5 ล้านคัน และสูงกว่าตัวเลขที่บริษัทเคยสื่อสารเมื่อต้นปีอย่างมาก นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าค่ายรถรายนี้มั่นใจทั้งในดีมานด์และโครงสร้างการผลิตของตนเอง การตั้งเป้าเช่นนี้บังคับให้คู่แข่งทั้งในยุโรปและอเมริกาต้องเร่งทบทวนคู่มือการแข่งขันใหม่ว่า รถไฟฟ้าตลาดโลกกำลังถูกยึดพื้นที่ด้วยจังหวะจีน

สงครามราคาจีนบีบมาร์จิน ผู้ผลิตรถจีนต้องออกทะเล
เบื้องหลังการเร่งขยายตลาดนอกจีนคือสภาพสงครามราคาจีนที่ดุเดือดในตลาดรถไฟฟ้า ผู้เล่นรายใหญ่และน้องใหม่พากันหั่นป้ายราคาแทบทุกสัปดาห์เพื่อรักษายอดขาย ทำให้มาร์จินในประเทศถูกกดจนบางและไม่ดึงดูดให้ลงทุนระยะยาว ข้อมูลชี้ว่าในช่วง 8 เดือนแรกของปี ยอดขายในประเทศของ BYD หดลง 32.72% เหลือ 1,505,755 คัน ส่งผลให้ยอดขายรวมทั่วโลกลดลง 6.84% อยู่ที่ 2,668,015 คัน ตัวเลขนี้เตือนว่าการพึ่งตลาดในประเทศบ้านเพียงอย่างเดียวเริ่มเป็นความเสี่ยง ในทางกลับกัน ยอดขายต่างประเทศของ BYD ในช่วงเดียวกันเพิ่มขึ้นถึง 85.72% เป็น 1,162,260 คัน และในเดือนสิงหาคมการจดทะเบียนในต่างประเทศทำสถิติสูงสุด 189,466 คัน คิดเป็น 43.03% ของรถที่บริษัทผลิตทั้งหมดในเดือนนั้น นี่คือหลักฐานว่าลูกค้าต่างประเทศไม่มองรถจีนเป็นทางเลือกราคาถูกเท่านั้น แต่ยอมรับเทคโนโลยีและภาพลักษณ์แบรนด์จนพร้อมจ่ายในระดับที่สร้างกำไรต่อคันได้อย่างมีนัยสำคัญ

กำไรต่อคันและเรือขนส่ง: กลยุทธ์โลจิสติกส์เพื่อการเติบโต
สิ่งที่ทำให้การขยายตลาดนอกจีนมีเสน่ห์สำหรับ BYD คือกำไรต่อคันที่สูงกว่าการขายในประเทศ ข้อมูลจากฝ่ายบริหารระบุว่าธุรกิจต่างประเทศสร้างกำไรเฉลี่ยราว 20,000 หยวนต่อรถหนึ่งคัน แม้ต้องเผชิญความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ระดับกำไรนี้ทำให้การลงทุนด้านโลจิสติกส์เชิงรุกมีเหตุผลมากขึ้น เพราะทุกคันที่ออกจากโรงงานไปยังตลาดโลกคือเงินสดที่หนุนงบลงทุนรอบใหม่ อย่างไรก็ตาม BYD ยอมรับว่าข้อจำกัดด้านการขนส่งเป็นปัจจัยจำกัดปริมาณ BYD ส่งออกรถยนต์ ในช่วงต้นปี การหาพื้นที่บนเรือขนส่งทั่วไปจึงไม่เพียงพอ กลยุทธ์ของบริษัทคือการเพิ่มจำนวนเรือขนส่งรถยนต์เฉพาะ ซึ่งเป็นการควบคุมคอขวดด้วยตัวเอง ในเชิงภาพรวม นี่เป็นบทเรียนว่าในสงครามรถไฟฟ้า ผู้ชนะไม่ใช่แค่คนที่ผลิตรถได้ดี แต่ต้องออกแบบห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่โรงงานไปจนถึงท่าเรืออย่างมีกลยุทธ์ ระดับมาร์จินที่ดีทำให้ BYD กล้าลงทุนเพื่อปิดจุดอ่อนด้านการขนส่งก่อนคู่แข่งรายอื่นจะตามทัน
ตั้งโรงงานต่างประเทศและเครือข่ายชาร์จ: ปักธงระยะยาวในตลาดโลก
ส่งออกรถจากจีนอย่างเดียวไม่ใช่กลยุทธ์ยั่งยืน โดยเฉพาะเมื่อหลายภูมิภาคเริ่มตั้งกำแพงภาษี BYD จึงเดินหน้า ขยายตลาดนอกจีน ด้วยการตั้งฐานผลิตในประเทศปลายทาง ปัจจุบันโรงงานในอินโดนีเซียเริ่มเดินสายการผลิตแล้ว โรงงานในบราซิลกำลังเพิ่มกำลังผลิตสู่ระดับ 300,000 คันต่อปี และโรงงานในฮังการีเตรียมผลิตรถคันแรกภายในเดือนธันวาคม ขณะเดียวกันยังประเมินพื้นที่สำหรับตั้งโรงงานเพิ่มเติมในประเทศอื่น ๆ นี่คือการย้ายจากโมเดลส่งออกล้วน ไปสู่โมเดลผลิตท้องถิ่นเพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และเสริมภาพลักษณ์การสร้างงานในพื้นที่ นอกจากรถ BYD ยังมองว่าการครองใจตลาดรถไฟฟ้าตลาดโลกต้องมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ บริษัทตั้งเป้าขยายเครือข่ายสถานีชาร์จความเร็วสูงพิเศษให้มี 90,000 แห่งทั่วโลกภายในสิ้นปี 2571 โดยราว 6,000 แห่งจะอยู่ในตลาดต่างประเทศ อีกแผนหนึ่งคือการติดตั้งสถานีชาร์จแบบเร็วจำนวน 6,000 แห่งภายในเดือนมีนาคม 2570 แบ่งเป็นยุโรป อเมริกา และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หากทำได้จริง BYD จะไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตรถจีน แต่เป็นผู้เล่นโครงสร้างพื้นฐานหลักของยุคพลังงานไฟฟ้า






