AI ในธุรกิจไทย: จากเครื่องมือทดลองสู่แกนกลางยุทธศาสตร์องค์กร
AI ในธุรกิจไทยคือการนำปัญญาประดิษฐ์มาวางเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์องค์กร ทั้งในระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การใช้ AI ในองค์กรเพื่อยกระดับกระบวนการทำงานภายใน การวิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ โดยไม่ได้มอง AI เป็นแค่โครงการทดลองหรือเครื่องมือเสริม แต่เป็นฐานรากด้านเทคโนโลยีที่ต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องควบคู่กับ Data Center ประเทศไทย ระบบคลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐานสื่อสาร เพื่อสร้างข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขันระยะยาวในตลาดที่ผันผวนและเต็มไปด้วยแรงกดดันด้านต้นทุน. เทรนด์นี้สะท้อนชัดจากตัวเลขผลประกอบการของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน เมื่อที่ปรึกษาอย่าง BBIK รายงานรายได้รวม 738 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 เติบโต 4% และกำไร 162 ล้านบาท เติบโต 11% จากความต้องการลงทุนในโครงการ AI และ Cloud Migration การลงทุนลักษณะนี้บอกเราตรง ๆ ว่าองค์กรไม่ได้ “ลองใช้” AI อีกต่อไป แต่กำลังขยับไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจทั้งระบบ.
SAMART และ ILINK: ปักธง Private AI infrastructure และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ถ้าจะหาตัวอย่างขององค์กรที่มอง AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าผลิตภัณฑ์ปลายทาง SAMART คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจ กลุ่มบริษัทเลือกยุทธศาสตร์ “เริ่มจากในบ้าน” นำ AI มาจัดการเอกสารโครงการและข้อมูลปริมาณมหาศาลภายในองค์กร เพื่อทดสอบความแม่นยำและความปลอดภัย ก่อนต่อยอดออกไปขายเชิงพาณิชย์ สิ่งที่สำคัญกว่าคำว่า AI คือการปูทางสู่ Private AI infrastructure วางโมเดล AI เฉพาะองค์กรบน Local Cloud หรือ On-Premise เพื่อคุมความปลอดภัยข้อมูล และผลักดันให้เป็น New S-Curve ควบคู่ไปกับธุรกิจ Data Center และ Cyber Security. ผลคือองค์กรมีรายได้รวมครึ่งปีแรก 5,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% และกำไรสุทธิ 280 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 30% พร้อม Backlog 14,889 ล้านบาท และตั้งเป้าแตะ 20,000 ล้านบาทภายในสิ้นปีผ่านการเข้าประมูลงานใหม่กว่า 10,000 ล้านบาท นี่ไม่ใช่การลงทุนแบบ “เสี่ยงดวงกับเทคโนโลยีใหม่” แต่คือการใช้ฐานรายได้เดิมมารองรับการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ระยะยาว. ในอีกมุมหนึ่ง ILINK กำลังเก็บเกี่ยวจากคลื่นเดียวกันในฝั่งโครงสร้างพื้นฐานสื่อสาร บริษัทชี้ชัดว่าการลงทุนใน Data Center, Cloud Computing และ AI กำลังผลักดันดีมานด์สายสัญญาณและระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระยะยาว ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณและอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารยังเป็นเครื่องยนต์หลัก โดยไตรมาส 2/69 มีรายได้ 761.94 ล้านบาทและกำไร 61.94 ล้านบาท รายได้สะสม 1,734.94 ล้านบาท ขณะเดียวกันบริษัทเซ็นสัญญาโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำแรงดันสูงไปยังเกาะสมุยมูลค่า 1,813 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 3/69 เป็นต้นไป ภาพนี้ชี้ว่าคลื่น AI ในธุรกิจไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ซอฟต์แวร์ แต่ลากทั้งอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานให้ต้องอัปเกรดตาม.

BBIK, CHAYO, ทิพยประกันชีวิต: ใช้ AI ในองค์กรเปลี่ยนกระบวนการให้สร้างกำไร
บนฝั่งการดำเนินงานภายใน BBIK ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้หลายองค์กรก้าวจากการทดลอง AI ไปสู่การใช้จริงในกระบวนการทำงาน นายพชร อารยะการกุล ซีอีโอบริษัท ระบุว่าความต้องการด้าน AI Transformation กำลังขยายจากการศึกษาทดลองไปสู่การประยุกต์ใช้กับงานจริง ซึ่งช่วยผลักดันให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มจาก 50% เป็น 54% ในช่วงครึ่งปีแรก บทบาทที่ปรึกษาด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันระดับองค์กร ทำให้ BBIK กลายเป็นโครงสร้างชั้นกลางที่เชื่อมเทคโนโลยี AI เข้าสู่ระบบการทำงานและ Core System ของลูกค้า โดยบริษัทมั่นใจว่ารายได้จาก AI-Driven projects จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปีหน้า. ด้าน CHAYO การใช้ AI ไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่ผูกกับโจทย์ธุรกิจเฉพาะเจาะจงคือการบริหารหนี้และทรัพย์สินรอการขาย (NPA) บริษัทประกาศว่ากำไรส่วนของบริษัทใหญ่ครึ่งปีแรกเติบโต 15.5% Cash Collection เพิ่ม 14% พร้อม “ลุย AI ยกระดับบริหารหนี้–ต่อยอด NPA หนุนการเติบโต” นี่คือภาพของ AI ในธุรกิจไทยที่ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการสำคัญ ไม่ใช่เพียงทำแชตบอตหรือระบบเสริมเล็กน้อย. ทิพยประกันชีวิตก็เดินกลยุทธ์ “Grow together with AI” อย่างชัดเจน โดยใช้ AI วิเคราะห์ Big Data เพื่อถอดรหัส Customer Insights และออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์อินไซต์ลูกค้าได้แม่นยำ ผลลัพธ์คือเบี้ยประกันภัยรับรวมครึ่งปีแรก 4,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% เบี้ยใหม่ 3,391 ล้านบาท เพิ่ม 36.5% และกำไรสุทธิ 504 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 194% เมื่อเทียบกับปีก่อน กลยุทธ์นี้ยังขยายไปถึง AI-Driven Workspace เพื่อลดขั้นตอนซับซ้อน เพิ่มความแม่นยำ และเปิดโอกาสให้พนักงานใช้เวลากับงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น แสดงชัดว่า การใช้ AI ในองค์กรถูกมองเป็นกุญแจในการออกแบบทั้งผลิตภัณฑ์และวัฒนธรรมการทำงานใหม่.

จากโครงการเสริมสู่ข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้าง: ทำไม AI กลายเป็นเดิมพันระยะยาว
สิ่งที่เชื่อม SAMART, BBIK, CHAYO, ทิพยประกันชีวิต และ ILINK เข้าด้วยกันไม่ได้อยู่ที่การประกาศใช้ AI แต่คือท่าทีต่อ AI ว่าเป็น “ข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้าง” มากกว่าการลงทุนเสริมระยะสั้น ธุรกิจที่มี Backlog หนาแน่น เช่น SAMART ใช้กระแสเงินสดจากงานวางระบบ ICT และโครงการสายส่งไฟฟ้าเป็นเบาะรองรับความเสี่ยง เพื่อให้มีพื้นที่ทดลองเทคโนโลยีขั้นสูงโดยไม่ต้องเร่งรีบสร้างรายได้จากการขายทันที พร้อมเดินหน้าปรับโมเดลจากรับงานประมูลดั้งเดิมไปสู่ Turn Key Outsource และสร้าง New S-Curve ผ่าน Private AI, Data Center และ EV Charger. ในฝั่งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ILINK แสดงให้เห็นว่าเมกะเทรนด์ AI, Cloud และ Data Center ไม่เพียงสร้างยอดขายสายสัญญาณในวันนี้ แต่ยังสะสม Backlog โครงการวิศวกรรมเพื่อสร้างฐานรายได้ในอนาคต ขณะที่ผู้เล่นบริการทางการเงินและประกันชีวิตกำลังย้ายการตัดสินใจสำคัญไปอยู่บนฐานข้อมูลและโมเดล AI ที่ออกแบบให้สอดรับกับอินไซต์ลูกค้าและการบริหารความเสี่ยงใหม่ ๆ. เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่า AI ในธุรกิจไทยกำลังถูกอัปเกรดจาก “โครงการน่าลอง” ไปเป็น “โครงสร้างที่ต้องมี” องค์กรที่กล้าวางเงินและเวลาไปกับ Private AI infrastructure, Data Center ประเทศไทย และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในระดับโครงสร้าง จะมีแต้มต่อระยะยาวเหนือคู่แข่งที่ยังมอง AI เป็นเพียงเครื่องมือเสริมในบางแผนกเท่านั้น.







