ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ทำไมองค์กรกำลังถอยห่างจาก Agentic AI ของ Vendor เพราะต้นทุนไม่คุ้มค่า

ทำไมองค์กรกำลังถอยห่างจาก Agentic AI ของ Vendor เพราะต้นทุนไม่คุ้มค่า
ความสนใจ|สำรวจการใช้งาน AI

Agentic AI คืออะไร และคำทำนายที่ไม่สวยของ Gartner

Agentic AI คือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานในรูปแบบเอเจนต์อัตโนมัติ สามารถตัดสินใจ ดำเนินภารกิจ และโต้ตอบกับระบบอื่นได้ต่อเนื่องโดยใช้โมเดลภาษาและกฎทางธุรกิจร่วมกัน มักถูกออกแบบให้ทำงานแทนมนุษย์ในกระบวนการที่ซับซ้อน เช่น การจัดการคำขอ การประมวลธุรกรรม และการสื่อสารหลายช่องทางโดยอัตโนมัติ

รายงานล่าสุดของ Gartner ระบุว่าองค์กรราว 7 ใน 10 แห่งเตรียมยุติการใช้งานโซลูชัน Agentic AI ที่พัฒนาโดย Forward-Deployed Engineer หรือ FDE ของฝั่ง Vendor ภายในปี 2028 เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายที่บานปลายและปัญหาความต่อเนื่องในการส่งมอบงานให้ทีมภายใน คำทำนายนี้ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข แต่เป็นสัญญาณว่ารูปแบบการพัฒนา AI ระดับองค์กรกำลังเปลี่ยนจากการพึ่งพา Vendor เป็นศูนย์กลาง ไปสู่การควบคุมต้นทุนและความสามารถภายในเป็นหลัก

คำกล่าวที่น่าจดจำคือ “องค์กรธุรกิจราว 7 ใน 10 แห่ง เตรียมยุติการใช้งานโซลูชัน Agentic AI ที่พัฒนาโดย Forward-Deployed Engineer ภายในปี 2028” ซึ่งสะท้อนว่าตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า Agentic AI ต้นทุนสูงเหล่านี้ให้อะไรตอบแทนจริง

ทำไมองค์กรกำลังถอยห่างจาก Agentic AI ของ Vendor เพราะต้นทุนไม่คุ้มค่า

Agentic AI ต้นทุนบาน และสงคราม Token ที่ผู้บริหารเริ่มมองว่าไม่คุ้ม

หัวใจของการถอยห่างจากระบบ AI ปรึกษาและ Agentic AI จาก Vendor ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีล้มเหลว แต่คือแบบจำลองต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้ อุปสรรคหลักมาจากโมเดลค่าบริการแบบ AI Subscription ร่วมกับค่าที่ปรึกษาที่สูงจนองค์กรจำนวนมากแบกรับไม่ไหว ส่งผลให้ต้นทุนต่อ Use Case สูงจนไม่คุ้มค่าการลงทุนระยะยาว นี่คือภาพชัดของ Agentic AI ต้นทุนที่ถูกออกแบบเพื่อให้ Vendor ได้รายได้ประจำ มากกว่าจะเน้นความยั่งยืนของลูกค้า

เมื่อองค์กรนำ Agentic AI มาใช้มากขึ้น การจัดการปริมาณการใช้ Token กลายเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ เพราะค่าใช้จ่ายพุ่งสูงอย่างรวดเร็วและเชื่อมโยงกับการใช้งานแบบเรียลไทม์ Gartner ถึงขั้นเตือนว่าการเติบโตของ AI ที่เปิดให้สาธารณะใช้งานกำลังสร้างภัยคุกคามใหม่ที่เรียกว่า Cost Exhaustion Attacks ซึ่งผู้ประสงค์ร้ายจงใจเร่งการใช้งาน AI ให้สูงเกินจริงเพื่อดันต้นทุนองค์กร การใช้ Token จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นทั้งเรื่องบริหารต้นทุนและความปลอดภัยไปพร้อมกัน

ในมุมของผู้นำองค์กร นี่คือจุดที่ต้องถามตรงๆ ว่า ระบบที่กินต้นทุนสูงขนาดนี้ให้ ROI ที่ชัดเจนหรือไม่ หากต้องตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อติดตามค่าใช้จ่าย AI เทียบกับคุณค่าที่ได้รับถึง 60% ขององค์กรที่ใช้งาน AI ภายในปี 2572 ก็แปลว่าระบบเดิมไม่โปร่งใสพออีกต่อไป

ทำไมองค์กรกำลังถอยห่างจาก Agentic AI ของ Vendor เพราะต้นทุนไม่คุ้มค่า

AI องค์กรท้าทาย เมื่อ Vendor ทำเสร็จแล้วเดินออก และทีมภายในเดินต่อไม่ไหว

ปัญหาของการพึ่งพา FDE จาก Vendor ไม่ได้จบแค่ค่าบริการแพง แต่ลากยาวไปถึงความต่อเนื่องของระบบ เมื่อสัญญา FDE สิ้นสุด องค์กรจำนวนมากกลับไม่มีบุคลากรที่มีทักษะเหมาะสมมารับช่วงต่อ ส่งผลให้โครงการ Agentic AI สะดุดหรือหยุดทำงานกลางทาง นี่คือ AI องค์กรท้าทายในเวอร์ชันที่เจ็บจริง ต้องเลือกว่าจะจ่ายต่อแพงๆ หรือปล่อยระบบที่ลงทุนไปแล้วกลายเป็นเทคโนโลยีร้าง

Gartner ชี้ว่า ความล้มเหลวของสัญญา FDE มักไม่ได้เริ่มจากปัญหาเทคนิค แต่เริ่มจากโครงสร้างการทำงานที่ผิดตั้งแต่ต้น เช่น FDE ไม่ได้เข้าร่วมแบบ Full stack ไม่ผูกกับการสร้างมูลค่าทางธุรกิจ และไม่ถูกวัดผลจากผลลัพธ์จริงของธุรกิจ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความเสี่ยงจาก FDE Washing หรือบริษัทที่ปรึกษาทั่วไปที่เอาบริการเดิมมาแปะป้ายว่าเป็น FDE ทั้งที่ขาดทักษะด้าน Product Engineering Solution Architecture และ Customer Success ครบชุด

สิ่งที่น่าคิดคือ ถ้าองค์กรยังยอมรับโครงสร้างแบบนี้ การพัฒนา AI ระดับองค์กรจะกลายเป็นการจ่ายค่าปรึกษาแบบไม่รู้จบมากกว่าการสร้างศักยภาพภายใน Gartner จึงแนะนำให้ใช้ FDE เฉพาะโจทย์ที่ต้องการความเชี่ยวชาญเชิงลึก และกำหนด Exit Strategy ตั้งแต่วันแรกของสัญญาเพื่อไม่ให้เกิดการพึ่งพา Vendor แบบไร้ที่สิ้นสุด

เมื่อเอเจนต์ AI ทะลุหมื่นล้านตัว และแรงงาน 80% มี AI ช่วย: ภาพใหญ่ที่องค์กรควรอ่านให้ทัน

การเลิกผูกกับ Vendor ไม่ได้แปลว่าองค์กรจะลดบทบาท AI ตรงกันข้าม Gartner คาดว่าสิ้นปี 2573 จะมี Autonomous Agent มากกว่า 1 หมื่นล้านตัวที่สร้างโดยคน บริษัท และภาครัฐ ซึ่งจะเข้ามาขัดขวางบริการสาธารณะผ่านการยื่นคำร้อง ตรวจสอบสิทธิ์ และทำธุรกรรมแทนผู้ใช้จำนวนมาก Agentic AI จะเพิ่มความต้องการใช้บริการสาธารณะอย่างรุนแรง และกดดันให้ภาครัฐต้องเข้มงวดเรื่องการยืนยันตัวตนและความรับผิดชอบ

ในโลกของแรงงานบริษัทข้ามชาติ Gartner ระบุว่า ภายในปี 2573 แรงงานด่านหน้ามากถึง 80% จะได้รับความช่วยเหลือจากระบบ Physical AI เช่น หุ่นยนต์ โดรน หรือยานพาหนะไร้คนขับ ซึ่งหมายความว่าการพัฒนา AI ระดับองค์กรจะไม่ได้อยู่แค่ในระบบดิจิทัล แต่จะเชื่อมกับโลกกายภาพโดยตรง องค์กรที่ยังยึดติดกับโซลูชัน Vendor แบบปิดมีแนวโน้มตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงนี้ เพราะระบบและข้อมูลไม่ได้ถูกออกแบบให้ยืดหยุ่นและขยายได้เอง

คำเตือนชัดเจนคือ องค์กรต้องจัดทำกรอบกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง ติดตามแอปพลิเคชันที่พนักงานสร้างขึ้น และปรับนโยบายการจัดเก็บข้อมูลให้รองรับเอเจนต์ AI ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากไม่ทำ ตอนที่เอเจนต์ของคู่แข่งกำลังสร้างคุณค่าในตลาด เอเจนต์ของคุณอาจกำลังเพิ่มแต่ต้นทุนและช่องโหว่

จาก AI Vendor-first สู่ AI FinOps และทีมภายในเป็นศูนย์กลาง

แนวโน้มสำคัญที่ตามมาจากต้นทุน Agentic AI ต้นทุนสูง คือการที่องค์กรหันมาปรับโครงสร้างการกำกับดูแลต้นทุนแบบจริงจัง Gartner คาดว่า ภายในปี 2571 มากถึง 60% ของบริษัทในกลุ่ม Global 500 จะฝังระบบควบคุม AI FinOps ไว้ในขั้นตอนประมวลผล เพื่อเปลี่ยนการรายงานต้นทุนย้อนหลังมาเป็นการปรับประสิทธิภาพแบบเรียลไทม์ เมื่อ AI กลายเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงานก้อนใหญ่ องค์กรจะเน้นการวัดต้นทุนต่องานและประสิทธิภาพของ Token เพื่อรักษาอัตรากำไร

Gartner ยังคาดว่า ภายในปี 2572 องค์กรที่ใช้งาน AI ราว 60% จะตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจเพื่อประเมินต้นทุน AI เทียบกับคุณค่าหรือกำไรที่ได้รับ นี่คือสัญญาณชัดว่า ผู้บริหารไม่พร้อมยอมรับการลงทุน AI แบบมืดอีกต่อไป และเริ่มตั้งคำถามว่าระบบ AI ปรึกษาและโซลูชันจาก Vendor ให้ ROI พอหรือไม่ หากไม่เชื่อมการใช้ Token กับตัวชี้วัดทางธุรกิจโดยตรง การใช้ AI จะกลายเป็นการเผางบประมาณมากกว่าการสร้างมูลค่า

ในอีกด้านหนึ่ง Gartner คาดการณ์ว่าราว 25% ของบริษัท Global 500 จะพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI แบบแยกส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน องค์กรที่มีทีมภายในแข็งแรง มีข้อมูลพร้อม และมีกรอบกำกับดูแลที่ฝังอยู่ในระบบ AI จะเดินหน้าได้เร็วกว่าในยุคที่ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ทดลองจาก Vendor อีกต่อไป

สรุป: เลิกหลงกับ FDE แพง และเริ่มลงทุนกับทีมภายในอย่างมีแผน

เมื่อมองภาพรวม แนวโน้มที่ 70% ขององค์กรเตรียมเลิกใช้ Agentic AI จาก FDE ของ Vendor ภายในปี 2028 ไม่ได้สะท้อนว่า AI หมดอนาคต แต่สะท้อนว่าโมเดลการพึ่งพา Vendor แบบเบ็ดเสร็จไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป องค์กรกำลังอยู่ใต้แรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งต้องเร่งใช้งาน AI เพื่อแข่งขันกับคู่แข่ง อีกด้านต้องคุมต้นทุน Token และลดความเสี่ยงจากการโจมตีแบบ Cost Exhaustion Attacks

ทิศทางที่สมเหตุสมผลคือ เลือกใช้ FDE เฉพาะงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญลึก กำหนด Exit Strategy ตั้งแต่วันแรก สร้างทีมภายในที่เข้าใจ Product Engineering และ Data Governance และฝังกรอบ AI FinOps ในทุกขั้นตอนของระบบ เมื่อองค์กรกล้าตั้งคำถามกับ Vendor และยึด ROI เป็นเกณฑ์หลัก การพัฒนา AI ระดับองค์กรจะหลุดจากวังวนโปรเจกต์แพงแต่ไม่เสถียร ไปสู่การลงทุนระยะยาวที่คุมได้และตอบโจทย์ธุรกิจจริง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!