จากการทดลองสู่การฝัง AI ในแกนธุรกิจ
การเปลี่ยนผ่านจากการทดลองใช้ปัญญาประดิษฐ์ในโครงการย่อยไปสู่การฝัง AI ในกระบวนการหลักขององค์กร คือการวางกลยุทธ์ AI องค์กรให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน การตัดสินใจ และการสร้างรายได้ ไม่ใช่เพียงของเล่นทางเทคโนโลยี แต่เป็นโครงสร้างใหม่ของธุรกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระบบข้อมูล เทคโนโลยี Data Center บุคลากร ไปจนถึงโมเดลการให้บริการลูกค้า เพื่อให้ AI กลายเป็นสมองร่วมที่ขับเคลื่อนความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง
สัญญาณชัดเจนที่สุดมาจากองค์กรที่ใช้ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเป็นเสาหลัก เช่น BBIK ที่ประกาศเป้าหมายเติบโต 20% โดยระบุชัดว่ากระแสเมกะเทรนด์ AI กำลังผลักดันให้ลูกค้าขยับจากการ “ศึกษาทดลอง ไปสู่การนำระบบไปประยุกต์ใช้กับกระบวนการทำงานจริง” การเติบโตของรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นสะท้อนว่า AI ไม่ได้อยู่แค่ในสไลด์พรีเซนเทชัน แต่ฝังอยู่ในโครงการปรับปรุง Core System และการย้ายโครงสร้างพื้นฐานขึ้นคลาวด์อย่างเป็นระบบ แนวโน้มนี้กำลังแพร่กระจายไปยังธุรกิจการเงิน ประกัน และโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องการปลดล็อกประสิทธิภาพเชิงลึกมากกว่าการทำ PoC สั้นๆ แล้วจบ
BBIK: ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันที่ผูก AI เข้ากับรายได้จริง
BBIK คือกรณีศึกษาว่า ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อ AI ถูกผูกกับตัวชี้วัดธุรกิจจริง ไม่ใช่กับความตื่นเต้นในงานสัมมนา ผลประกอบการครึ่งปีที่รายได้ 738 ล้านบาทและกำไร 162 ล้านบาท พร้อมอัตรากำไรขั้นต้นที่ขยับจาก 50% เป็น 54% แสดงให้เห็นว่าการลงทุนด้านโครงการ AI และการยกระดับ Core System ให้ทันยุคคลาวด์ไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายด้านไอที แต่เป็นเครื่องมือสร้างรายได้และลดต้นทุนอย่างชัดเจน
ที่สำคัญ นายพชร อารยะการกุล ชี้ให้เห็นแก่นปัญหาไว้ตรงๆ ว่า การประยุกต์ใช้ AI ให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจมี “ความซับซ้อนสูง ต้องเตรียมความพร้อมรอบด้านตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานไอที ระบบข้อมูล โมเดลการประมวลผล ตลอดจนความมั่นคงปลอดภัย” นี่คือข้อเท็จจริงที่หลายองค์กรหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากยังมอง AI เป็นโครงการแยกส่วน ก็จะติดกับดักต้นทุนสูงแต่ผลลัพธ์ต่ำ ในทางกลับกัน BBIK เลือกสร้าง Backlog ระยะยาวกว่า 1,341 ล้านบาทบนฐานงานดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันที่ฝัง AI ไว้ในทุกชั้นขององค์กรลูกค้า ทำให้เป้าหมายการเติบโต 20% ดูเป็นผลลัพธ์เชิงระบบ ไม่ใช่แค่การหวังผลจากกระแส
SAMART: ปูรากฐาน Private AI infrastructure ก่อนวิ่งไล่กระแส
ในฝั่งโครงสร้างพื้นฐาน SAMART กำลังส่งสัญญาณสำคัญว่าองค์กรที่รับผิดชอบระบบวิกฤตระดับประเทศไม่สามารถพึ่งพา AI สาธารณะอย่างเดียวได้ การวางรากฐาน Private AI infrastructure และการใช้เทคโนโลยี Data Center และ Local Cloud เป็นหัวใจของแนวทาง “เริ่มจากในบ้าน” ที่เน้นให้ AI เข้าไปจัดการข้อมูลปริมาณมหาศาลภายในระบบงานจริง ก่อนต่อยอดเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ การที่กลุ่มสามารถยังไม่เร่งออกผลิตภัณฑ์ AI ไปขายภายนอก แสดงท่าทีชัดว่าเสถียรภาพและความปลอดภัยของข้อมูลมาก่อนการเก็บกระแสตลาด
ตัวเลขรายได้ครึ่งปี 5,679 ล้านบาท กำไร 280 ล้านบาท และ Backlog มูลค่า 14,889 ล้านบาท บอกเราว่าองค์กรที่มีฐานธุรกิจหลักมั่นคงมีพื้นที่ทดลอง AI ได้แบบไม่ต้องเสี่ยงเกินจำเป็น แนวทางของ SAMART ที่ใช้ AI ช่วยจัดการเอกสารโครงการ การสกัดข้อมูลซับซ้อน และการทดสอบความแม่นยำกับข้อมูลจริงคือแบบฝึกหัดของ System Integrator ที่เข้าใจว่า AI ต้องถูกฝังอยู่ข้างในระบบ ไม่ใช่แปะทับลงไปทีหลัง จุดยืนนี้ต่างจากองค์กรที่รีบขายโซลูชัน AI ก่อนวางระบบความปลอดภัย ให้ลูกค้าเป็นสนามทดลองโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งสุดท้ายจะย้อนกลับมาเป็นความเสื่อมศรัทธาต่อเทคโนโลยีทั้งชุด

CHAYO และทิพยประกันชีวิต: เมื่อ AI กลายเป็นกลไกสร้างรายได้ในภาคการเงิน
ในภาคการเงินและประกัน ภาพกำลังชัดว่าการใช้ AI ไม่ได้หยุดอยู่ที่แชตบอต แต่ลงลึกถึงการจัดการสินทรัพย์และความเสี่ยง CHAYO ประกาศเดินหน้า AI บริหารหนี้และต่อยอด NPA แทนการแก้ปัญหาหนี้เสียด้วยแรงงานอย่างเดียว การที่กำไรส่วนบริษัทใหญ่โต 15.5% และ Cash Collection เพิ่ม 14% สะท้อนว่าการฝัง AI ลงในกระบวนการติดตามหนี้และบริหารทรัพย์สินฟื้นฟูไม่ได้เป็นแค่การลดงานเอกสาร แต่เป็นการเพิ่มความแม่นยำและความเร็วในการตัดสินใจเชิงพอร์ตโฟลิโอ ซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจบริหารหนี้สมัยใหม่
ด้านประกันชีวิต ทิพยประกันชีวิตเลือกประกาศกลยุทธ์ “Grow together with AI” อย่างเปิดเผย ไม่ได้มอง AI เป็นคู่แข่งพนักงาน แต่เป็นตัวเสริมศักยภาพทั้งองค์กร ผลครึ่งปีที่เบี้ยประกันภัยรับรวม 4,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% เบี้ยใหม่ 3,391 ล้านบาท เพิ่ม 36.5% และกำไรสุทธิ 504 ล้านบาท เพิ่ม 194% บอกชัดว่าเมื่อ AI เข้าไปช่วยวิเคราะห์ Customer Insights ผ่าน Big Data ออกแบบผลิตภัณฑ์ยืดหยุ่น และยกระดับบริการให้ทันใจ ลูกค้าย่อมตอบรับด้วยกระเป๋าเงินและความไว้วางใจ กลยุทธ์นี้ยังขยายสู่ AI-Driven Workspace และ Employee Engagement ที่ทำให้คนในองค์กรไม่รู้สึกว่ากำลังถูกแทนที่ แต่กำลังมีเครื่องมือเพิ่มพลังในการทำงาน

บทสรุป: AI ต้องเป็นระบบประสาทขององค์กร ไม่ใช่แค่ปลั๊กอิน
เมื่อมองภาพรวมของ BBIK SAMART CHAYO และทิพยประกันชีวิต จะเห็นรูปแบบเดียวกันคือการปฏิเสธ AI ในฐานะโครงการเดี่ยว แล้วหันไปสร้างกลยุทธ์ AI องค์กรที่ฝังเทคโนโลยีลงในระบบประสาทของธุรกิจ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน Private AI infrastructure ไปจนถึง AI บริหารหนี้และแพลตฟอร์มออกแบบผลิตภัณฑ์ประกัน การเติบโตของรายได้ กำไร และ Backlog ที่สะท้อนในแต่ละกรณีไม่ได้เกิดจากการตามกระแส แต่จากการลงทุนในสถาปัตยกรรมข้อมูล กระบวนการ และคนอย่างต่อเนื่อง
ข้อสรุปเชิงความคิดเห็นชัดเจนคือ องค์กรที่ยังมอง AI เป็นโปรเจกต์ทดลองขนาดเล็กจะติดอยู่ใน “กับดัก PoC” ที่ใช้ทรัพยากรสูงแต่เปลี่ยนธุรกิจไม่ได้ ในทางกลับกัน องค์กรที่กล้ารื้อกระบวนการหลัก ยอมเชื่อม AI เข้ากับ Core System และเทคโนโลยี Data Center อย่างลึกซึ้ง พร้อมสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบ AI-Driven Workspace จะมีโอกาสให้ AI กลายเป็นเครื่องจักรสร้างรายได้ระยะยาว ไม่ใช่แค่เครื่องมือทดลองระยะสั้น คำถามจึงไม่ใช่ว่าองค์กรควรใช้ AI หรือไม่ แต่คือจะยอมให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างธุรกิจทั้งหมดหรือยัง






