กลยุทธ์แคมเปญท่องเที่ยวไทยชุดใหญ่ ทำไมต้องรุกพร้อมกัน
แคมเปญท่องเที่ยวไทย คือการออกแบบกิจกรรม การตลาด และสิทธิประโยชน์เชื่อมผู้ประกอบการ แหล่งท่องเที่ยว และนักเดินทางเข้าด้วยกัน อย่างมีเป้าหมายชัดเจนทั้งด้านจำนวนนักท่องเที่ยว รายได้ และภาพลักษณ์ พร้อมตอบโจทย์พฤติกรรมคนยุคดิจิทัลที่ตัดสินใจเดินทางจากประสบการณ์และเรื่องเล่า มากกว่าจากข้อมูลเชิงสถานที่เพียงอย่างเดียว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเลือกเวลาเปิดเกมในไตรมาสสุดท้ายของปี เพราะต้องเร่งฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวท่ามกลางแรงกดดันจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ และความผันผวนของค่าเงินบาท ทำให้กลยุทธ์แบบเฉพาะกิจไม่พออีกต่อไป หน่วยงานจึงวางแผนแบบครบวงจร ตั้งแต่การกระตุ้นตลาดในประเทศ ตลาดระยะใกล้อย่างนักท่องเที่ยวจีน ไปจนถึงตลาดโลกผ่านแอมบาสเดอร์คนดัง ผ่านแนวคิด Re-balance Market และการเน้นประสบการณ์ท่องเที่ยวเป็นหัวใจ เพื่อให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีขยับได้ในช่วง 28 31 ล้านคนในกรณีเลวร้ายที่สุด ไปจนถึง 33 34 ล้านคนในกรณีดีที่สุด
Nihao Month ดึงนักท่องเที่ยวจีนด้วยข้อเสนอระยะยาว
หัวใจของการรุกตลาดนักท่องเที่ยวจีน คือแคมเปญ Nihao Month ที่วางตำแหน่งให้แคมเปญท่องเที่ยวไทยนี้เป็นมากกว่าช่วงโปรโมชันสั้นๆ แต่เป็นสะพานเชื่อมเทศกาลไหว้พระจันทร์ วันชาติจีน และตรุษจีนต่อเนื่อง แคมเปญนี้ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวจีนช่วง Golden Week ระหว่างวันที่ 25 กันยายน ถึง 7 ตุลาคม ให้เข้าประเทศราว 250,000 คน เพิ่มขึ้น 24 เปอร์เซ็นต์ และคาดสร้างรายได้ 11,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37 เปอร์เซ็นต์ การออกแบบให้คนจีนลางาน 3 วันเที่ยวต่อได้ถึง 13 วัน ทำให้ระยะพำนักเฉลี่ยยาวขึ้น สอดคล้องกับสัญญาณการเดินทางที่เติบโตและการจองเที่ยวบินล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้น คำกล่าวที่ควรจดจำคือ “แคมเปญนี้มุ่งให้ประเทศเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าเลือกกว่า อยู่ได้นานกว่า ใช้จ่ายอย่างมีคุณค่ามากกว่า และอยากกลับมาอีก” ซึ่งสะท้อนว่าจุดมุ่งหมายไม่ใช่แค่จำนวน แต่คือคุณภาพการใช้จ่ายและความผูกพันในระยะยาว ขณะเดียวกันกิจกรรมร่วมกับแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงสิทธิประโยชน์จากโครงการ Chinese Passport Privilege ที่จับมือกับ 20 องค์กรใหญ่ให้ส่วนลดและสิทธิพิเศษเพียงแสดงพาสปอร์ตจีน ยิ่งช่วยให้ผลของแคมเปญลงถึงผู้บริโภคทั่วไปได้ชัดเจน

CHARM of Lower North พลิกภาคเหนือไทยจากเมืองผ่านเป็นเมืองพัก
ในขณะที่ตลาดต่างชาติถูกดันด้วย Nihao Month แคมเปญ CHARM of Lower North คือการตอบโจทย์ตลาดในประเทศและการกระจายรายได้สู่ภูมิภาคอย่างมีทิศทาง แคมเปญนี้ตั้งเป้าปั้นห้าจังหวัดภาคเหนือไทยตอนล่าง ได้แก่ อุทัยธานี นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ จากเมืองผ่านให้กลายเป็นเมืองพักและเมืองน่าเที่ยวต้นแบบ จุดสำคัญคือการใช้กลยุทธ์ Festival Economy และ Event Marketing สร้างกิจกรรมในพื้นที่ เช่น งานเทศกาลและอีเวนต์นำร่องที่อุทัยธานีและพิจิตร เพื่อให้คนรุ่นใหม่ Gen Y และ Gen Z เห็นเสน่ห์ท้องถิ่นในมุมใหม่ การออกแบบแบบนี้สะท้อนการเปลี่ยนจากการขายแค่แลนด์มาร์กไปสู่การขายประสบการณ์ที่มีความหมาย หรือ Meaningful Travel ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกัน แคมเปญนี้ยังตั้งเป้าสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 30 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่บอกชัดว่าการยกระดับเมืองรองไม่ใช่แค่แนวคิดสวยหรูแต่มีผลเชิงเศรษฐกิจจริง สำคัญกว่านั้นคือการเชื่อมทั้งห้าจังหวัดให้เป็นเส้นทางเดียวกัน ลดบทบาทเมืองผ่าน เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีรายได้จากการที่คนพักค้างคืนมากขึ้น

ลิซ่า แอมบาสเดอร์และการเล่าเรื่องใหม่ของแบรนด์ท่องเที่ยว
อีกขาหนึ่งของกลยุทธ์คือการใช้คนดังระดับโลกมาสร้างเรื่องเล่าใหม่ให้แบรนด์ผ่านโครงการ Amazing Thailand Ambassador ที่เลือก ลิซ่า ศิลปินที่เชื่อมโยงคนรุ่นใหม่ทั่วโลก มาถ่ายทอดมุมมองการเดินทางผ่านแคมเปญ Feel All the feelings แทนที่จะพึ่งโฆษณาท่องเที่ยวแบบเดิม ภาพรวมการเข้าถึงของแคมเปญนี้ทะลุ 448 ล้านครั้ง มียอดรับชมภาพยนตร์โฆษณารวม 89.4 ล้านครั้ง และการมีส่วนร่วมกว่า 464 ล้านครั้ง พร้อมสร้างมูลค่าการประชาสัมพันธ์ประมาณ 567 ล้านบาท คำพูดหนึ่งที่สะท้อนทิศทางการสื่อสารใหม่คือ “การตัดสินใจเดินทางไม่ได้เกิดจากข้อมูลสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากเรื่องราวและประสบการณ์ที่สร้างแรงบันดาลใจได้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง” ซึ่งอธิบายว่าเหตุใด ททท จึงหันมาใช้คอนเทนต์ร่วมสมัยและบุคคลสาธารณะเป็นสะพานเชื่อม นอกจากนี้ หน่วยงานยังประกาศว่าปี 2570 จะเป็น The Year of Transformation เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แสดงให้เห็นว่าแคมเปญแอมบาสเดอร์ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นจุดเริ่มการเปลี่ยนโครงสร้างการสื่อสารระยะยาว

บทสรุป แคมเปญรุกทั้งในประเทศและต่างชาติจะพาอุตสาหกรรมไปทางไหน
เมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่าแคมเปญท่องเที่ยวไทยในช่วงนี้ไม่ได้แยกส่วนแต่ประสานกันเป็นเครือข่าย กลยุทธ์ Re-balance Market ทำให้มีทั้งแคมเปญกระตุ้นตลาดในประเทศ กลุ่มภาคเหนือไทย และการดึงนักท่องเที่ยวจีนผ่าน Nihao Month รวมถึงการใช้แอมบาสเดอร์ระดับโลกอย่างลิซ่าเพื่อยกระดับภาพลักษณ์บนเวทีดิจิทัล ขณะที่ข้อมูลฉากทัศน์นักท่องเที่ยวต่างชาติที่วางไว้ระหว่าง 28 ถึง 34 ล้านคน แสดงให้เห็นความท้าทายว่าทุกแคมเปญต้องทำงานได้จริงจึงจะเข้าเป้า สำหรับคนทำธุรกิจท่องเที่ยว นี่คือช่วงเวลาที่ต้องอ่านเกมนโยบายให้ขาด แคมเปญ Nihao Month จะเพิ่มกระแสลูกค้าจีนที่พักนานและใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่ CHARM of Lower North สร้างโอกาสใหม่ในเมืองรอง ส่วนโครงการแอมบาสเดอร์และกิจกรรมระดับโลกในไตรมาสสี่ ทำให้แบรนด์เป็นที่พูดถึงต่อเนื่อง หากทุกภาคส่วนใช้จังหวะนี้ต่อยอดสินค้าและบริการของตนอย่างจริงจัง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีโอกาสไม่เพียงฟื้นตัว แต่ยกระดับสู่รูปแบบที่พึ่งพิงตลาดหลากหลาย มีฐานรายได้กระจาย และเล่าเรื่องพื้นที่ได้อย่างเข้มแข็งกว่าเดิม







