เซ็นทรัล รีเทล กับความหมายใหม่ของการขยายธุรกิจเวียดนาม
การขยายธุรกิจเวียดนามของเซ็นทรัล รีเทล คือยุทธศาสตร์การลงทุนระยะยาวของกลุ่มค้าปลีกสัญชาติไทยที่ใช้เวียดนามเป็นฐานเติบโตในภูมิภาคอาเซียน โดยผสานเครือข่ายไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต มอลล์ และค้าส่ง เข้ากับการค้าข้ามพรมแดน เพื่อสร้างรายได้จากผู้บริโภคในเวียดนาม และเชื่อมผู้ประกอบการเวียดนามเข้าสู่ช่องทางค้าปลีกในภูมิภาคเดียวกัน
หัวใจของเรื่องนี้คือการยอมรับว่าค้าปลีกอาเซียนกำลังเข้าสู่ยุคการรวมศูนย์ แต่ไม่ใช่ผ่านการลุยเปิดสาขาอย่างเดียว เซ็นทรัล รีเทลเลือกใช้เวียดนามเป็นตลาดหลักอันดับสองของกลุ่ม โดยช่วงหกเดือนแรกของปี 2026 ธุรกิจในเวียดนามสร้างรายได้กว่า 24 พันล้านบาท หรือประมาณ 19.2 ล้านล้านดอง รายได้ต่อวันมากกว่า 105 พันล้านดอง แม้ลดลงราว 2% เมื่อเทียบปีก่อน การยอมรับตัวเลขถดถอยเล็กน้อยแต่เดินหน้าลงทุนต่อ คือสัญญาณชัดว่าบริษัทกำลังเล่นเกมมาร์จินไม่ใช่แค่เกมยอดขาย

กำเงินหมื่นล้านแลกพอร์ตที่เบาแต่คม: จากเหงียนคิมสู่โฟกัสใหม่
การขายกิจการซูเปอร์มาร์เก็ตอิเล็กทรอนิกส์เหงียนคิมให้พันธมิตร Pico Holdings มูลค่าประมาณ 1.2 พันล้านบาท เมื่อปลายเดือนเมษายน ไม่ใช่แค่ดีลทางการเงิน แต่สะท้อนการยอมตัดส่วนที่ไม่ใช่จุดแข็งเพื่อให้พอร์ตค้าปลีกเวียดนามเบาและเฉียบขึ้น การถอนตัวออกจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ทำให้ยอดขายกลุ่มนี้ลดลงเกือบ 35% เหลือ 1.7 พันล้านบาท ตัวเลขนี้ดูเหมือนถอยหลัง แต่ในมุมกลยุทธ์คือการย้ายทรัพยากรไปหาธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า
เมื่อแยกตามกลุ่ม ธุรกิจอาหารคิดเป็น 86% ของยอดขาย สร้างรายได้ 20.6 พันล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อน ขณะที่แฟชั่นเติบโตถึง 23% สร้างรายได้ 1.6 พันล้านบาท นี่คือภาพของบริษัทที่เลือกยืนบนฐานจำเป็นในชีวิตประจำวันและหมวดที่ยังเติบโต แทนที่จะฝืนแบกธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ที่ผันผวน ผลคือกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 35% แตะกว่า 5,000 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะลดลง คำกล่าวที่ควรหยิบมาอ้างคือ “การเพิ่มขึ้นของกำไรท่ามกลางรายได้ที่ลดลง แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกลยุทธ์การลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท”
ลงทุนเวียดนาม 4.9 หมื่นล้านเพื่ออะไร: จากค้าปลีกสู่การค้าข้ามพรมแดน
ตลอดเวลากว่า 15 ปี เซ็นทรัล รีเทลลงทุนในเวียดนามแล้วกว่า 49,000 ล้านบาท พัฒนาอีโคซิสเตมที่ครอบคลุมค้าปลีกและค้าส่ง และสร้างงานให้คนท้องถิ่นกว่า 13,000 ตำแหน่ง โดยมีพนักงานชาวเวียดนามถึง 99.5% ของบุคลากรทั้งหมด การเทเงินระดับนี้สะท้อนภาพชัดว่าบริษัทไม่ได้มองเวียดนามเป็นเพียงตลาดต่างประเทศ แต่เป็นเสมือน “เสากลาง” ของการเติบโตทั้งภูมิภาค
แรงจูงใจของการลงทุนไม่ได้มีแค่ตัวเลขเติบโตของเวียดนามที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 7.2% และเป้าหมายมูลค่าการค้าร่วมกันที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐของสองประเทศ แต่ยังรวมถึงแนวโน้มผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย ความสะดวก และประสบการณ์การช้อปปิงมากขึ้น บริษัทจึงขยายสาขาทั้งเมืองหลักและเมืองรอง และสร้างเครือข่าย GO Mall รวมถึงระบบที่สินค้ากว่า 90% ในร้านเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ ทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ท้องถิ่นมากกว่า 2,000 ราย นี่คือรูปแบบค้าปลีกเวียดนามที่ไม่ใช่แค่ขายให้ผู้บริโภค แต่เชื่อมทั้งห่วงโซ่อุปทานเข้ามาอยู่ในระบบของตน
Vietnamese Week และการค้าข้ามพรมแดนที่เริ่มจับต้องได้
การจัดงาน Vietnamese Week in Thailand 2026 ภายใต้แนวคิด Discover the Charm of Vietnam ระหว่างวันที่ 17–20 กันยายน ณ ศูนย์การค้าใจกลางเมืองใหญ่ จัดโดยกลุ่มเซ็นทรัลและเซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า มีผู้เข้าร่วมราว 250 คน และผู้ประกอบการเวียดนามกว่า 60 ราย งานนี้ไม่ได้เป็นแค่กิจกรรมประชาสัมพันธ์ แต่คือเวทีจริงให้แบรนด์เวียดนามทดสอบตลาดผ่านระบบค้าปลีกที่มีฐานลูกค้าหนาแน่น
สินค้ากาแฟ ชา เค้ก เครื่องเทศ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ บะหมี่ ซอส และน้ำปลา รวมถึงน้ำปลาจากเกาะฟู้โกว๊ก ถูกนำมาจัดแสดงพร้อมเอกสารจากหน่วยงานกำกับด้านอาหารครบถ้วน จุดเด่นคือมุมมองที่ว่าแม้สองตลาดจะมีวัฒนธรรมและรสนิยมใกล้กัน แต่เวียดนามมีสินค้าและวิธีแปรรูปที่หลากหลายตามสามภูมิภาค ทำให้สามารถสร้างความแตกต่างบนชั้นวางได้โดยไม่ต้องแข่งแบบตัดราคา เพื่อต่อยอดการค้าข้ามพรมแดน งานนี้ยังมีเวที Business Matching เชื่อมผู้ประกอบการเข้ากับช่องทางจำหน่ายของกลุ่มเซ็นทรัล และยังมีการลงนามความร่วมมือด้านระบบชำระเงิน VietQR Global เพื่อให้การซื้อขายและการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศสะดวกขึ้นสำหรับผู้บริโภคทั่วไป
โอกาสและบทเรียนของค้าปลีกเวียดนามสำหรับผู้เล่นอาเซียน
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากกรณีศึกษาเซ็นทรัล รีเทล ในเวียดนามคือการผสมผสานระหว่างกลยุทธ์พอร์ตโฟลิโอ การลงทุนระยะยาว และการค้าข้ามพรมแดน บริษัทเลือกถอนตัวจากธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ถนัด ขายเหงียนคิมออกไปแม้ต้องบันทึกผลขาดทุนจากการชำระบัญชี 79 ล้านบาท และค่าเสื่อมราคา 49 ล้านบาทในครึ่งปีแรก แลกกับพอร์ตที่กระชับและให้กำไรสูงขึ้น จากนั้นใช้ฐานค้าปลีกเวียดนามเป็นสะพานให้สินค้าเวียดนามออกไปสู่ตลาดภายนอกผ่านงานเชิงรุกอย่าง Vietnamese Week
สำหรับผู้ประกอบการในภูมิภาค บทเรียนสำคัญคือ การลงทุนเวียดนามไม่ควรถูกมองแค่เป็นการเปิดสาขาใหม่ แต่เป็นการเข้าไปอยู่ในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น ทำงานกับซัพพลายเออร์กว่า 2,000 ราย สร้างงานให้คนท้องถิ่นกว่า 13,000 คน และใช้เครือข่ายนี้ในการผลักดันแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของภูมิภาคเข้าสู่การค้าข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม ในมุมหนึ่ง การเคลื่อนไหวของเซ็นทรัล รีเทล คือสัญญาณเตือนว่าบริษัทที่กล้าปรับพอร์ตเร็วและมองตลาดอาเซียนแบบทั้งระบบ จะเป็นผู้กำหนดกติกาใหม่ของค้าปลีกภูมิภาค






