ร้านสะดวกซื้อท่องเที่ยวยุคใหม่ ฐานยึดเศรษฐกิจของเมืองชายทะเล
ร้านสะดวกซื้อท่องเที่ยว คือรูปแบบค้าปลีกที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยว โดยปรับสินค้า บริการ และดีไซน์ร้านให้ตอบโจทย์นักเดินทางและคนท้องถิ่นไปพร้อมกัน เน้นความสะดวกตลอดทริป ทั้งอาหาร ของใช้จำเป็น และประสบการณ์ช้อปที่สอดคล้องเอกลักษณ์ของพื้นที่ เพื่อให้เป็นทั้งจุดแวะพัก เติมเสบียง และช่องทางเชื่อมสินค้าท้องถิ่นสู่ผู้บริโภคในทำเลท่องเที่ยวที่กระจายตัวตามแนวชายฝั่ง
การรุกตั้งหมุด ท็อปส์ เดลี่ เกาะช้าง ไม่ใช่แค่การเพิ่มร้านสะดวกซื้ออีกไม่กี่สาขา แต่เป็นการประกาศชัดว่าหัวเมืองริมทะเลกำลังกลายเป็นยุทธภูมิใหม่ของค้าปลีก ในปี 2567 เกาะช้างมีนักท่องเที่ยวราว 1.143 ล้านคน เพิ่มขึ้น 27% และรายได้ท่องเที่ยวโตถึง 60% แตะ 10.4 พันล้านบาท สะท้อนว่ากำลังซื้อบนเกาะไม่ได้โตแบบฉาบฉวย แต่มาในรูปแบบการใช้จ่ายต่อคนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้ภาพนี้ ร้านสะดวกซื้อท่องเที่ยวจึงกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เอกชนกำลังช่วงชิง

ท็อปส์ เดลี่ เกาะช้าง ปูพรม 3 ทำเลหลัก สร้างเครือข่ายค้าปลีกตลอดแนวชายฝั่ง
ท็อปส์เลือกเปิดเกมบนเกาะช้างด้วยการปักธง ท็อปส์ เดลี่ 3 สาขาแรกที่หาดทรายขาว ไชยเชษฐ์ และบางเบ้า ก่อนจะขยายให้ครบ 5 สาขาครอบคลุมทั้งเกาะในช่วงปลายปี 2569 แนวคิดสำคัญคือการสร้าง “เครือข่ายค้าปลีกริมทะเล” ที่ช่วยเชื่อมการเดินทางของนักท่องเที่ยวตั้งแต่โซนยอดนิยมไปจนถึงปลายเกาะที่เป็นฐานเรือท่องเที่ยวและชุมชนประมง
ทั้งสามทำเลถูกเลือกแบบมียุทธศาสตร์ หาดทรายขาวรับบทศูนย์กลางนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไชยเชษฐ์อยู่กลางทางเชื่อมหลายชายหาด ส่วนบางเบ้าเป็นจุดขึ้นเรือและชุมชนโลคอล การมี ท็อปส์ เดลี่ กระจายตัวเช่นนี้ทำให้ร้านสะดวกซื้อท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงจุดขายหน้าหาด แต่เป็นระบบโครงข่ายที่รองรับดีมานด์การใช้จ่ายในทุกช่วงของทริป และลดช่องว่างความไม่สะดวกที่เคยเป็นข้อจำกัดของเกาะที่แหล่งเที่ยวกระจายตามแนวชายฝั่ง

แบบไฮบริด รีเทล กลยุทธ์จับทั้งนักท่องเที่ยวและคนโลคอลในร้านเดียว
หัวใจของท็อปส์ เดลี่ เกาะช้างคือแบบไฮบริด รีเทล ที่ถูกออกแบบให้ยืดหยุ่นตามพฤติกรรมแต่ละโซน ไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อสูตรเดียวทั้งเกาะ แต่ปรับองค์ประกอบของ TOPS WINE CELLAR, The Baker, LOOKS และ Snacker ให้เหมาะกับทำเล เพื่อจับทั้งความต้องการในชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่และไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวในร้านเดียว
สาขาหาดทรายขาวและไชยเชษฐ์ใช้โมเดล TOPS DAILY X TOPS WINE CELLAR X THE BAKER X LOOKS ขยายบทบาทจากร้านซื้อของใช้จำเป็น ให้กลายเป็นที่แวะซื้อไวน์ เบเกอรี หรือดูแลความงามระหว่างทริป ส่วนบางเบ้าเน้น TOPS DAILY X TOPS WINE CELLAR X LOOKS สอดคล้องโปรไฟล์ผู้ใช้พื้นที่ที่ต่างกัน การมีสินค้ากว่า 7,000 รายการต่อสาขา ทำให้ร้านแบบไฮบริด รีเทลนี้ไม่ใช่แค่ร้านที่ “มีของครบ” แต่เป็นเครื่องมือจับกำลังซื้อหลากหลายรูปแบบที่ไหลผ่านเกาะ

เชื่อมอีโคซิสเต็มเซ็นทรัล สร้างอำนาจต่อรองในตลาดท่องเที่ยวที่ยังโล่ง
สิ่งที่ทำให้การขยาย ท็อปส์ เดลี่ บนเกาะช้างมีน้ำหนักกว่าร้านสะดวกซื้อทั่วไป คือการเชื่อมเข้ากับ Ecosystem ของกลุ่มเซ็นทรัล ทั้งธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว เพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น และรองรับดีมานด์การใช้จ่ายตลอดทริป เมื่อโรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้าปลีกอยู่ในเครือเดียวกัน การออกแบบโปรโมชัน ข้อมูลลูกค้า และบริการเสริมจึงทำได้ครบวงจรกว่าผู้เล่นรายเดี่ยว
ปัจจุบัน ท็อปส์ เดลี่ มี 560 สาขาทั่วประเทศ และ 141 สาขา หรือราว 25% ตั้งอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยว ถือเป็น “ตลาดยุทธศาสตร์” ที่บริษัทมองว่าเป็น Growth Engine ของแบรนด์ในระยะยาว การเร่งขยายในเมืองท่องเที่ยวที่ยังมีช่องว่างคู่แข่งไม่หนาแน่นเท่าเมืองใหญ่ ทำให้ท็อปส์สามารถสร้างอำนาจต่อรองด้านซัพพลาย รวมถึงปั้นมาตรฐานใหม่ของร้านสะดวกซื้อท่องเที่ยว ที่ไม่ได้แข่งแค่ราคาสินค้า แต่แข่งด้วยประสบการณ์และการเชื่อมต่อทั้งทริป

ผลกระทบต่อชุมชนและผู้บริโภค เกาะช้างกำลังถูกรีดีไซน์ผ่านร้านสะดวกซื้อท่องเที่ยว
การรุกปูพรม ท็อปส์ เดลี่ เกาะช้างส่งแรงสะเทือนไปไกลกว่าตลาดค้าปลีก มันกำลังรีดีไซน์วิธีใช้ชีวิตของคนบนเกาะและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว ในระดับผู้บริโภค การมีร้านสะดวกซื้อท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ใกล้จุดพักหลักทำให้การวางแผนทริปง่ายขึ้น ทั้งการซื้ออาหาร ของใช้ และสินค้าไลฟ์สไตล์ ขณะเดียวกันสมาชิก The 1 ยังได้โปรพิเศษฉลองเปิดสาขา รับคูปองส่วนลดท้ายใบเสร็จมูลค่า 20 บาทเมื่อซื้อครบ 120 บาท และ E-Voucher 50 บาทเมื่อช้อปครบ 299 บาทผ่านบริการผู้ช่วยช้อปส่วนตัวในครั้งแรก
ในมุมชุมชน ท็อปส์ เดลี่ถูกวางบทบาทให้เป็นตัวเชื่อมสินค้าท้องถิ่นเข้าสู่ระบบค้าปลีกสมัยใหม่ ควบคู่กับการสร้างงานให้คนในพื้นที่และหมุนเวียนรายได้บนเกาะ แม้หลายคนอาจกังวลว่าร้านสะดวกซื้อแบรนด์ใหญ่จะเบียดร้านเล็ก แต่หากการเชื่อมสินค้าโลคอลเกิดขึ้นจริง ร้านเหล่านี้อาจกลายเป็นช่องทางกระจายสินค้าและต่อยอดแบรนด์ชุมชน งานนี้จึงไม่ใช่แค่การขยายสาขา ตราด แต่คือการทดลองโมเดลเศรษฐกิจริมทะเลใหม่ที่ยึดร้านสะดวกซื้อท่องเที่ยวเป็นหมุดกลาง






