ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

5 การตั้งค่า Android ที่ช่วยลดการกินแบตและยืดเวลาใช้งาน

5 การตั้งค่า Android ที่ช่วยลดการกินแบตและยืดเวลาใช้งาน
ความสนใจ|ทริกใช้งานมือถือ

เข้าใจพื้นฐานก่อน ตั้งค่าแบตเตอรี่ Android ให้เหมาะกับการใช้งาน

การตั้งค่าแบตเตอรี่ Android คือการปรับเปลี่ยนตัวเลือกต่างๆ เช่น การทำงานเบื้องหลังของแอป การแสดงผลหน้าจอ การอนุญาตสิทธิ์ และโหมดประหยัดพลังงาน เพื่อให้ระบบใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการทำงานที่ไม่จำเป็น และช่วยยืดอายุแบตเตอรี่โทรศัพท์ให้ใช้งานได้นานขึ้นในแต่ละวัน โดยไม่ต้องพึ่งพาที่ชาร์จบ่อยครั้งและยังคงใช้งานฟังก์ชันหลักได้ครบถ้วน

ถ้าโทรศัพท์ Android ของคุณแบตหมดก่อนถึงเย็นเป็นประจำ ทั้งที่ไม่ได้เล่นเกมหนักหรือดูวิดีโอนานๆ มีโอกาสสูงว่าการตั้งค่าหลายอย่างในเครื่องกำลังทำให้เกิดการสูญเสียพลังงานแบบที่มองไม่เห็น กิจกรรมที่ทำให้หน้าจอติดนาน ใช้การประมวลผลต่อเนื่อง หรือเปิดการเชื่อมต่อยาวๆ เช่นนำทางด้วย GPS สตรีมมิง หรือแชร์ฮอตสปอต มักเร่งให้แบตลดลงเร็วมาก จุดสำคัญคือเราไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งหมด แค่รู้ว่าควรปรับตรงไหนก่อน และรับได้ว่าการประหยัดพลังงาน Android จะแลกกับความสะดวกบางอย่าง เช่นหน้าจอที่ไม่ลื่นที่สุดหรือแจ้งเตือนที่ช้าลงเล็กน้อย การเปลี่ยนการตั้งค่าหลายอย่างร่วมกันช่วยให้โทรศัพท์ใช้งานได้นานขึ้นระหว่างการชาร์จแต่ละครั้ง

ปิด Background App Refresh และจัดระเบียบแอปเบื้องหลัง

ฟีเจอร์ที่ทำให้แอปรีเฟรชข้อมูลเบื้องหลังตลอดเวลาแม้ไม่ได้เปิดใช้งาน เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้แบตลดเร็วโดยไม่รู้ตัว การตั้งค่าแบตเตอรี่ Android ที่คุ้มที่สุดข้อหนึ่งคือการ Background App Refresh ปิดสำหรับแอปที่ไม่จำเป็น การหยุดแอปกลุ่มนี้ไม่ให้ดึงข้อมูลและใช้เน็ตตลอดเวลาสามารถลดการใช้พลังงาน Android ลงได้มาก และเมื่อรวมกับการตั้งค่าอื่นๆ ผู้ใช้หลายคนพบว่ามีเวลาแบตเพิ่มขึ้นเป็นชั่วโมง ในทางปฏิบัติ การปิดเบื้องหลังสำหรับบางแอปอาจทำให้แจ้งเตือนมาช้าลงหรือไม่ทันใจ จึงควรเว้นแอปที่จำเป็นต่องานเช่นอีเมลหรือแชตที่ต้องติดตามแบบเรียลไทม์

  1. เปิด แอป การตั้งค่า แล้วเข้าเมนู แอป จากนั้นเลือกดูรายชื่อแอปทั้งหมดในเครื่อง
  2. แตะที่แอปที่ใช้ไม่บ่อยหรือไม่ได้ต้องการให้ทำงานตลอดเวลา แล้วเข้าไปที่ส่วน แบตเตอรี่
  3. เปลี่ยนการตั้งค่าจาก อนุญาตการใช้งานเบื้องหลังแบบไม่จำกัด ให้เป็น จำกัด หรือ ปิด การทำงานเบื้องหลังของแอปนั้น
  4. กลับไปที่หน้าแบตเตอรี่รวม แล้วเข้าเมนูที่คล้ายกับ แบตเตอรี่แบบจำกัด หรือ Restricted เพื่อตรวจสอบและปิดการทำงานเบื้องหลังของแอปอื่นเพิ่มเติม
  5. ทดสอบการใช้งานหนึ่งวัน ถ้าไม่มีผลกระทบต่อการแจ้งเตือนที่สำคัญ ค่อยเพิ่มแอปอื่นๆเข้าไปในรายชื่อที่ถูกจำกัด

ระบบ Android สามารถจัดการแอปเบื้องหลังเองระดับหนึ่ง แต่เมื่อปล่อยให้ทุกแอปมีสิทธิ์ทำงานเต็มที่ตลอดเวลา การกินพลังงานจะสะสมขึ้นเรื่อยๆ การไปตั้งค่าเองให้แอปที่ไม่จำเป็นถูกจำกัดถือเป็นการช่วยให้ระบบฉลาดขึ้นและประหยัดพลังงาน Android ได้มาก การหยุดแบตไหลแบบนี้ช่วยแก้ปัญหาแบตลดลงขณะเครื่องวางนิ่ง การเปลี่ยนการตั้งค่าหลายอย่างร่วมกันสามารถให้เวลาแบตเพิ่มขึ้นอีกหลายชั่วโมงในหนึ่งวันตามประสบการณ์ผู้ใช้คนหนึ่งที่บอกว่า การปรับกลุ่มการตั้งค่าประหยัดพลังงานให้เข้าที่ช่วยเพิ่มเวลาการใช้งานต่อวันได้ประมาณหนึ่งชั่วโมง

ปรับหน้าจอและเปิดใช้ Adaptive Battery ให้ใช้พลังงานคุ้มขึ้น

หน้าจอเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดของโทรศัพท์ Android การลดการใช้พลังงาน Android จากจุดนี้จึงเห็นผลเร็ว การลดความสว่าง ปิด Always On Display ปรับอัตรารีเฟรชลง และตั้งเวลาหน้าจอดับให้สั้นลง จะช่วยให้แบตลดลงช้ากว่าเดิมอย่างชัดเจน นอกจากนั้น การเปิดใช้ฟีเจอร์ Adaptive Battery หรือระบบจัดการแบตแบบฉลาดที่เรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของเรา ทำให้เครื่องลดการทำงานของแอปที่ไม่ค่อยได้ใช้และกระจายพลังงานไปให้แอปที่จำเป็นมากกว่า ต้องเข้าใจว่าบางการตั้งค่าจะทำให้หน้าจอดูลื่นน้อยลงหรือไม่คมที่สุด แต่แลกกับแบตที่อยู่กับเราได้นานขึ้นตลอดวัน

ให้ลองเริ่มจากการปิด Always On Display ถ้าไม่ได้พึ่งหน้าจอที่แสดงเวลาและแจ้งเตือนตลอดเวลา จากนั้นลดอัตรารีเฟรชลงหนึ่งระดับ ถ้าเครื่องมีตัวเลือก เช่นจากระดับสูงสุดเหลือระดับกลาง แล้วใช้ชีวิตประจำวันตามปกติสักสองสามวัน ผู้ใช้บางคนพบว่าแทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่างของความลื่นขณะเลื่อนหน้าจอ แต่แบตกลับลดลงช้ากว่าเดิม ต่อไปเข้าเมนูแบตเตอรี่แล้วเปิด Adaptive Battery หรือฟีเจอร์จัดการการชาร์จและการใช้งานอัตโนมัติให้ระบบเรียนรู้รูปแบบการใช้งานของเรา ฟีเจอร์แบบนี้เป็นการแลกเปลี่ยนมากกว่าชัยชนะเต็มรูปแบบ เพราะอาจทำให้แอปบางตัวถูกจำกัดจนแจ้งเตือนมาช้าลง แต่ช่วยยืดอายุแบตเตอรี่โทรศัพท์จนไม่ต้องชาร์จระหว่างวันบ่อยเหมือนเดิม

ควบคุมสิทธิ์แอปและ Google Maps ไม่ให้กินแบตในเบื้องหลัง

สิทธิ์ของแอป เช่นตำแหน่ง กิจกรรมทางกาย และอุปกรณ์ใกล้เคียง สามารถทำให้แอปทำงานเบื้องหลังมากกว่าที่เราคิด ส่งผลให้แบตลดลงไว ข้อดีคือเราสามารถเข้าไปจัดการได้เองโดยไม่ต้องลบแอปออก การตรวจสิทธิ์ใช้งานตำแหน่งพบว่าแอปจำนวนมากขอสิทธิ์แบบ ใช้ได้ตลอดเวลา ทั้งที่ไม่จำเป็น เมื่อแอปเหล่านี้เช็กตำแหน่งบ่อยๆในพื้นหลัง ถือว่าเป็นการทำงานเพิ่มโดยไม่ให้ประโยชน์กับเรา การเปลี่ยนสิทธิ์เป็น อนุญาตเมื่อใช้งานแอป เท่านั้นทำให้ยังใช้ฟังก์ชันได้ตามที่ต้องการแต่ไม่เปิดช่องให้ใช้พลังงานเกินจำเป็น ผู้ใช้คนหนึ่งเล่าว่าหลังปรับกลุ่มสิทธิ์และการตั้งค่าที่กินแบตเล็กๆน้อยๆ เขาสังเกตว่าแบตจาก 29 เปอร์เซ็นต์ขยับขึ้นไปที่ 31 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งสะท้อนว่าการประหยัดเล็กๆน้อยๆรวมกันมีผลต่อภาพรวมมาก

ใน Permission Manager ให้เริ่มที่สิทธิ์ตำแหน่ง เลือกแอปที่ไม่จำเป็นต้องรู้ตำแหน่งตลอดเวลาแล้วเปลี่ยนจาก อนุญาตทุกเวลา เป็น อนุญาตเฉพาะตอนใช้แอป หรือ ปฏิเสธ ทำแบบเดียวกันกับสิทธิ์กิจกรรมทางกาย เลือกเปิดเฉพาะแอปสุขภาพหรือออกกำลังกายที่ใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้ และปิดสิทธิ์ให้แอปอื่นที่ไม่มีเหตุผลต้องใช้ สำหรับ Nearby devices ให้คงสิทธิ์ไว้เฉพาะแอปที่ต้องเชื่อมต่อหูฟังหรือตัวรับส่งใกล้เคียง และปิดแอปที่ไม่เกี่ยวข้อง ส่วน Google Maps นั้นให้คงสิทธิ์ตำแหน่งและกิจกรรมทางกายไว้ในระดับที่จำเป็นต่อการนำทาง แต่ไม่ควรให้สิทธิ์ทุกเวลาถ้าไม่ได้ใช้แอปอยู่ตลอด เพราะเมื่อจบการนำทางแล้วการปิดแอปหรือออกจากหน้าใช้งานจะช่วยหยุดการใช้เซนเซอร์และการเชื่อมต่อที่กินแบตในพื้นหลัง

5 การตั้งค่า Android ที่ช่วยลดการกินแบตและยืดเวลาใช้งาน

ใช้โหมด Battery Saver และรวมทุกการตั้งค่าให้ได้ผลสูงสุด

เมื่อปรับการตั้งค่าเบื้องต้นครบแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายที่หลายคนมองข้ามคือการใช้โหมด Battery Saver อย่างมีแผน โหมดนี้จะตัดการทำงานบางอย่างที่กินแบต เช่นการซิงค์เบื้องหลัง ความสว่างหน้าจอ และเอฟเฟ็กต์ที่ไม่จำเป็น เพื่อช่วยยืดเวลาใช้งานในวันที่ต้องออกจากบ้านนานๆ ผู้ใช้บางคนเลือกเปิดโหมดนี้เมื่อรู้ว่าจะอยู่ห่างจากที่ชาร์จนาน ซึ่งเป็นทางลัดที่ช่วยประหยัดพลังงาน Android ได้มากโดยไม่ต้องเข้าไปปรับทีละเมนู สิ่งสำคัญคือโหมดนี้ไม่จำเป็นต้องเปิดทั้งวัน แต่ควรใช้ควบคู่กับการตั้งค่าที่เราได้จัดการไปแล้วเพื่อประหยัดทุกส่วนไปพร้อมกัน

เมื่อรวมการปิด Background App Refresh ให้เหมาะสม ปรับหน้าจอให้ใช้พลังงานน้อยลง เปิด Adaptive Battery และจัดการสิทธิ์แอปต่างๆ แล้วเพิ่มการใช้ Battery Saver ในวันที่จำเป็น การเปลี่ยนชุดการตั้งค่าเหล่านี้ร่วมกันสามารถสร้างแพ็กเกจประหยัดพลังงานที่ทรงพลัง ทำให้โทรศัพท์มีแบตเหลือมากขึ้นในช่วงค่ำแม้ผ่านการใช้งานทั้งวัน มีคำกล่าวจากประสบการณ์ผู้ใช้คนหนึ่งว่า "การเปลี่ยนการตั้งค่าหลายอย่างร่วมกันสามารถให้เวลาแบตเพิ่มขึ้นอีกหลายชั่วโมงในหนึ่งวัน" ก่อนจบบทความนี้ สิ่งที่ควรจำคือการประหยัดพลังงานต้องอาศัยการลองปรับแล้วสังเกตผลกับรูปแบบการใช้ชีวิตของเราเอง ไม่จำเป็นต้องทำตามทุกข้อ แต่การเริ่มต้นจากสักหนึ่งหรือสองข้อแล้วค่อยเพิ่มไปเรื่อยๆ จะทำให้คุณพบจุดสมดุลระหว่างความสะดวกและแบตที่อึดขึ้นอย่างคุ้มค่า

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!