ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

3 การตั้งค่า Google Maps ที่แอบเปลี่ยนเส้นทางนำทางของคุณ

3 การตั้งค่า Google Maps ที่แอบเปลี่ยนเส้นทางนำทางของคุณ
ความสนใจ|ทริกใช้งานมือถือ

ทำไมคนสองคนถึงได้เส้นทางนำทางไม่เหมือนกัน

การตั้งค่า Google Maps คือชุดตัวเลือกและตัวกรองที่ผู้ใช้กำหนดบนแอปเพื่อนำมาคำนวณเส้นทางนำทาง เช่น การเน้นเส้นทางประหยัดน้ำมัน การหลีกเลี่ยงถนนบางประเภท และการเลือกโหมดการเดินทาง การตั้งค่าเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการเลือกเส้นทางของแอปทำให้ผู้ใช้ที่อยู่จุดเริ่มต้นเดียวกันอาจได้เส้นทางต่างกันแม้ไปยังปลายทางเดียวกัน จุดใหญ่ที่หลายคนพลาดคือ เรามักคิดว่า Google Maps จะให้เส้นทางที่ดีที่สุดและเหมือนกันทุกเครื่อง แต่ในความเป็นจริงระบบจะอ่านการตั้งค่าของแต่ละคนก่อน แล้วใช้ตรรกะเส้นทางที่แตกต่างกันไป เช่น เน้นเส้นทางประหยัดน้ำมันหรือเลี่ยงทางด่วน ส่งผลให้เวลาถึงต่างกันได้หลายนาที การทดลองใช้งานพบว่าคนสองคนออกจากโคเวิร์กกิงสเปซเดียวกันไปปลายทางเดียวกันแต่ได้เส้นทางต่างกันและเวลาเดินทางต่างกันราว 3 นาที มุมมองของฉันคือ หากเราไม่เข้าใจและไม่ตรวจสอบการตั้งค่าเหล่านี้ เรากำลังปล่อยให้แอปเลือกบุคลิกการเดินทางแทนเรา ทั้งที่เราควรเป็นคนกำหนดเองเพื่อให้การปรับแต่งเส้นทางสอดคล้องกับชีวิตประจำวัน

การตั้งค่าประหยัดน้ำมันกับตัวเลือกหลีกเลี่ยงถนนที่เปลี่ยนเส้นทางเงียบ ๆ

การตั้งค่าแรกที่มักทำให้คนงงคือ Prefer fuel-efficient routes หรือการเลือกเส้นทางประหยัดน้ำมัน ซึ่งถูกเปิดเป็นค่าเริ่มต้น เมื่อเปิดไว้ Google Maps จะไม่เลือกเส้นทางที่เร็วที่สุดเสมอ แต่จะให้เส้นทางที่ประหยัดน้ำมันหากเวลาใกล้เคียงกัน เส้นทางที่ราบ มีความเร็วคงที่ และจุดหยุดน้อยจะถูกเลือกแทนแม้จะเพิ่มเวลาอีกสองสามนาที ซึ่งสำหรับบางคนถือว่าไม่น้อยเลย ข้อเท็จจริงคือ ในพื้นที่ราบที่ไม่มีถนนเก็บค่าผ่านทางมากการตั้งค่านี้อาจไม่เห็นผลต่างมากนัก แต่ในพื้นที่ลาดชันหรือเมืองที่มีระบบเก็บค่าความแออัด การเปิดโหมดประหยัดน้ำมันอาจทำให้เพิ่มเวลาการเดินทางโดยที่เราไม่รู้สาเหตุ วิธีแก้คือ เข้าเมนู Settings แล้วไปที่ Navigation จากนั้นตรวจสอบและปรับ Prefer fuel-efficient routes ตามความสำคัญของคุณ อีกกลุ่มหนึ่งคือการตั้งค่า Avoidance ที่ใช้หลีกเลี่ยงถนนบางประเภท เช่นเลี่ยงค่าผ่านทาง เมื่อเปิดไว้ แอปจะหลีกเลี่ยงถนนที่มีค่าธรรมเนียมทั้งหมดซึ่งเปลี่ยนภาพรวมของเส้นทางไปเลย ที่น่ากังวลคือ การตั้งค่าเหล่านี้เป็นแบบ “ติดหนึบ” หากเคยเช็ก Avoid tolls ในทริปหนึ่ง แอปจะจำค่าดังกล่าวใช้ต่อไปทุกการเดินทางจนกว่าจะเปิดกลับเอง ทำให้หลายคนเดินทางอ้อมโดยไม่รู้ตัว

  1. เปิด Google Maps แล้วเลือกเส้นทางนำทางที่ต้องการ
  2. แตะไอคอนจุดสามจุดบนหน้าพรีวิวเส้นทาง
  3. เลือกเมนู Options เพื่อเปิดหน้าการปรับแต่งเส้นทาง
  4. ตรวจสอบและสลับค่าต่าง ๆ เช่น Avoid tolls และตัวเลือกหลีกเลี่ยงถนนอื่น ๆ ตามต้องการ

โหมดการเดินทางและตัวกรองการเดินเท้าที่ทำให้เส้นทางยาวขึ้นแบบไม่รู้ตัว

การตั้งค่าที่สามคือโหมดการเดินทางและตัวกรองการเดินเท้าที่หลายคนไม่เคยแตะ Google Maps เปิดให้ตั้งโหมดหลักเป็น Driving Transit Walking Cycling หรือ Two-wheeler หากตั้งค่าผิดหรือใช้โหมดเดินเท้าในขณะที่ต้องขับรถ เส้นทางที่ได้จะเน้นถนนเล็ก เส้นทางลัดคนเดิน และหลีกเลี่ยงทางด่วน ทำให้เสียเวลาโดยไม่ตั้งใจ สำหรับโหมดเดินเท้า ค่าเริ่มต้นของแอปคือเลือกเส้นทางที่เร็วที่สุดโดยไม่คำนึงว่าผู้ใช้จะต้องขึ้นบันได ทางชัน หรือฟุตบาทแน่นแค่ไหน ประสบการณ์ของผู้ใช้ที่เข็นรถเข็นเด็กพบว่า เส้นทางที่เร็วที่สุดมักเต็มไปด้วยบันไดและทางลาดชัน จึงไม่ตอบโจทย์การเดินในชีวิตจริง วิธีเปลี่ยนมุมมองของแอปคือเปิดตัวเลือก Wheelchair accessible แม้คุณจะไม่ได้ใช้วีลแชร์ก็ตาม เพราะตัวเลือกเดียวกันช่วยให้ครอบครัวที่มีรถเข็นเด็กหรือผู้ที่ต้องการใช้ลิฟต์เลี่ยงบันไดได้ดีขึ้น ผู้ใช้รายหนึ่งอธิบายขั้นตอนว่า ต้องใส่จุดหมาย เลือกแท็บ Walking แตะเมนู Settings แล้วเปิด Wheelchair accessible เพื่อให้แอปคำนึงถึงทางลาดและลิฟต์มากขึ้น

  1. ใส่จุดหมายในแอป Google Maps
  2. เลือกแท็บ Walking เพื่อดูเส้นทางเดินเท้า
  3. แตะเมนู Settings ภายในหน้าตัวเลือกการเดินเท้า
  4. เปิดตัวเลือก Wheelchair accessible เพื่อให้เส้นทางเน้นหลีกเลี่ยงบันไดและทางชัน

Immersive Navigation ทำให้ทางแยกซับซ้อนดูง่ายขึ้น แต่ไม่ใช่คำตอบทุกอย่าง

Immersive Navigation เป็นอีกคุณสมบัติใหม่ที่เพิ่มมิติให้แผนที่สำหรับผู้ที่ใช้ Google Maps บนระบบ Android Auto และ Apple CarPlay โดยปรับภาพแผนที่ให้เป็น 3 มิติและเน้นความลึกของถนนทำให้เห็นระดับความสูงต่ำและสะพานข้ามชัดขึ้น ผู้ทดสอบบนเส้นทางที่มีทางแยกหลายเลนและออฟแรมป์ซับซ้อนพบว่าการแสดงความลึกของถนนช่วยลดความเครียดเมื่อเข้าใกล้จุดออกทางและทำให้การเลือกเลนง่ายกว่าแผนที่แบบสองมิติ จุดเด่นอีกอย่างคือระบบ smart zoom ที่ปรับการซูมอย่างอัตโนมัติให้เห็นบริบทข้างหน้าชัดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ต่างจากแผนที่บนรถส่วนใหญ่ที่มุมมองค่อนข้างตายตัว ระบบนี้จะขยับเพื่อให้มุมมองที่เหมาะสมในแต่ละช่วงของเส้นทาง อย่างไรก็ตาม Immersive Navigation ไม่ได้แก้ปัญหาทุกสถานการณ์ ในการเดินเท้า Google เองย้ำว่าข้อมูลด้านการเข้าถึงไม่ได้แม่นยำเสมอไปเพราะสภาพจริงอาจมีลิฟต์เสียหรือทางเท้าปรับปรุง ทำให้ฟีเจอร์การเดินที่เป็นมิตรกับครอบครัวเหมาะกับการวางแผนเส้นทางและระยะเวลา แต่ไม่ควรเชื่อแบบเคร่งครัด แอปไม่สามารถแก้ปัญหาผังเมืองที่ออกแบบไม่ดีได้ เช่น ลิฟต์ที่พังหรือฟุตบาทที่กำลังก่อสร้าง

สรุป: ตรวจการตั้งค่าก่อนออกเดินทางทุกครั้งเพื่อให้เส้นทางตอบโจทย์ชีวิตคุณ

สาระสำคัญของเรื่องนี้คือ Google Maps ไม่ได้ให้เส้นทางเดียวกันกับทุกคน เพราะระบบอ่านการตั้งค่าของผู้ใช้ก่อนเสมอแล้วใช้ตรรกะเส้นทางที่แตกต่างกัน สามการตั้งค่าหลักที่คอยเปลี่ยนเส้นทางเงียบ ๆ คือโหมดประหยัดน้ำมัน ตัวเลือกหลีกเลี่ยงถนน และตัวกรองโหมดการเดินทาง หากไม่ตรวจสอบ คุณอาจกำลังเสียเวลาสะสมวันละไม่กี่นาทีจนกลายเป็นชั่วโมงในระยะยาว มุมมองของฉันคือ เราควรคิดว่า Google Maps เป็นเครื่องมือที่ต้องปรับแต่ง ไม่ใช่ผู้ช่วยที่รู้ใจเสมอ ใครที่เน้นถึงไวควรพิจารณาปิดเส้นทางประหยัดน้ำมันและตรวจตัวเลือก Avoidance ให้ตรงกับพฤติกรรมการขับรถ ส่วนคนที่เดินเท้ากับครอบครัวควรเปิด Wheelchair accessible เพื่อหลีกเลี่ยงบันไดและทางลาดชันที่ไม่เป็นมิตร สุดท้าย Immersive Navigation ช่วยให้ทางแยกซับซ้อนบนมอเตอร์เวย์และทางด่วนเข้าใจง่ายขึ้นและเสริมการปรับแต่งเส้นทางให้ตอบโจทย์การขับรถในแต่ละวัน แนวทางปฏิบัติง่าย ๆ คือ ก่อนเดินทางให้ใช้เวลาไม่กี่วินาทีตรวจเมนูการตั้งค่าและตัวเลือกเส้นทางทุกครั้ง เพื่อให้แอปทำงานตามสิ่งที่คุณต้องการไม่ใช่ปล่อยให้แอปเลือกแทน

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!