EV โตแรงแต่โครงสร้างตลาดเอียงเข้าหารถนำเข้า
รถไฟฟ้าแบตเตอรี่หรือ EV ในบริบทตลาดรถยนต์ปัจจุบัน หมายถึงรถยนต์นั่งที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก มีต้นทุนการใช้งานต่ำกว่ารถสันดาป ใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า มีบทบาททั้งในฐานะสินค้าผู้บริโภคและเครื่องมือทางนโยบายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของรัฐ ส่งผลต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์และห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนอย่างกว้างขวาง
ตัวเลขยอดขายรถยนต์ตั้งแต่มกราคมถึงกรกฎาคมอยู่ที่ 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39% โดยเป็นรถยนต์นั่งไฟฟ้า EV 125,411 คัน เพิ่มขึ้นถึง 97.39% และกินส่วนแบ่งตลาด 30.88% ถ้ามองผิวเผินเหมือนเป็นข่าวดีว่าตลาดรถไฟฟ้ากำลังไปได้สวย แต่เมื่อแยกดูโครงสร้างกลับพบจุดอ่อนสำคัญ เพราะในจำนวน EV ที่ขายได้ มีถึง 63% เป็นรถ EV นำเข้า หมายความว่าความสำเร็จของตลาดรถไฟฟ้าปัจจุบันกำลังเอียงเข้าหาผู้ผลิตต่างชาติ มากกว่าจะเสริมฐานอุตสาหกรรมผลิตรถในประเทศ ซึ่งคือประเด็นที่เราไม่ควรมองข้าม

ทำไมรถ EV นำเข้าถึงครอง 63% ของตลาด
หัวใจของปัญหาคือฝั่งอุปทานในประเทศตามไม่ทันความร้อนแรงของตลาด EV ข้อมูลการผลิตระบุว่า ช่วงมกราคมถึงกรกฎาคมมีการผลิตรถยนต์นั่งรวม 299,878 คัน โดยเป็น BEV เพียง 47,452 คัน แม้จะเพิ่มขึ้น 73.13% แต่ก็ยังห่างจากยอดขาย EV 125,411 คันอย่างมาก กล่าวได้ว่า เครื่องจักรในประเทศยังผลิตไม่ทันความต้องการ
ที่น่าคิดไปกว่านั้น คือสัดส่วนการผลิต EV ในประเทศเมื่อเทียบกับยอดขายจริงอยู่เพียงราว 37% ขณะที่รถ EV นำเข้าอยู่ราว 63% ตามตัวเลขของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าตลาดรถไฟฟ้าจะโตแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าใครได้ประโยชน์จากการเติบโตนี้ ปัจจุบันโครงสร้างภาษีรถยนต์และมาตรการสนับสนุนดูจะเปิดช่องให้รถนำเข้ามีต้นทุนราคาขายที่จูงใจมากกว่า จนผู้ผลิตที่เลือกผลิตรถในประเทศกลับเสียเปรียบ ทั้งที่ต้องลงทุนโรงงาน คนงาน และซัพพลายเชนยาวทั้งระบบ
ภาษีรถยนต์และแรงกดดันต่อการผลิตรถในประเทศ
เมื่อโครงสร้างตลาดเอียงเข้าหารถ EV นำเข้า เสียงจากภาคอุตสาหกรรมจึงหันไปจี้เรื่องเดียวคือภาษีรถยนต์ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ย้ำชัดว่าต้องเร่งพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถ EV นำเข้า เพื่อให้ความเป็นธรรมกับรถที่ผลิตในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรถสันดาปหรือรถไฟฟ้า เพราะปัจจุบันรถที่ผลิตในประเทศต้องรับภาระต้นทุนด้านการลงทุนโรงงาน แรงงาน และชิ้นส่วน ในขณะที่รถนำเข้าบางกลุ่มกลับได้อานิสงส์ด้านภาษีและการอุดหนุนจากต้นทาง
ในอีกด้าน ผู้ประกอบการเองก็ต้องยอมรับความจริงว่าอุตสาหกรรมกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน การพึ่งพายอดผลิตรถสันดาปและรถกระบะเป็นหลักไม่เพียงพออีกต่อไป เดือนกรกฎาคมประเทศมีการผลิตรถยนต์ 117,383 คัน เพิ่มขึ้น 6.12% พร้อมยอดขายในประเทศ 59,196 คัน เพิ่มขึ้น 20.07% และการส่งออก 74,169 คัน เพิ่มขึ้น 2.39% ตัวเลขเหล่านี้ดูสวย แต่ถ้าส่วนเพิ่มมาจากการผลิต EV เพื่อรองรับการขายรถ EV นำเข้าที่ครองตลาด ภาษีที่ไม่สมดุลจะกลายเป็นดาบสองคม ทำให้อุตสาหกรรมผลิตรถในประเทศเสียความสามารถการแข่งขันในระยะยาว
รถกระบะทรุด 60% ซัพพลายเชนสั่น และผู้ซื้อหันหารถไฟฟ้าราคาจับต้องได้
อีกด้านหนึ่งของภาพนี้คือการทรุดตัวของตลาดรถกระบะที่เคยเป็นเสาหลักของการผลิตรถในประเทศ ยอดขายรถกระบะลดลงเหลือเพียงระดับหนึ่งหมื่นกว่าคันต่อเดือน จากเดิมที่ขายได้กว่า 30,000 คันต่อเดือน หดตัวมากกว่า 60% จากความเข้มงวดของสถาบันการเงินในภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำ ซึ่งไตรมาสสองโตเพียง 1.9% ลดลงจากไตรมาสแรกที่ 2.8% เมื่อสินเชื่อรถกระบะตึงตัว ผู้ซื้อจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มมองหาทางเลือกที่ผ่อนง่ายขึ้นและค่าใช้จ่ายระยะยาวต่ำลง รถ EV รุ่นเล็กและกลางราคาจับต้องได้จึงเริ่มดึงความสนใจไป
ปัญหาคือรถกระบะใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศถึงระดับสูง การที่ยอดขายหายไปมากจึงกระทบผู้ผลิตชิ้นส่วนและแรงงานทั้งซัพพลายเชน ทำให้การใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% ของศักยภาพรวมตามที่ภาคเอกชนสะท้อน ขณะเดียวกัน การเติบโตของตลาดรถไฟฟ้าที่อิงรถ EV นำเข้า ก็ไม่ได้ชดเชยการจ้างงานและการผลิตในระบบเดิมอย่างเพียงพอ กลายเป็นว่าฐานอุตสาหกรรมเก่าอ่อนแรงลง ในขณะที่ฐานใหม่ก็ยังไม่ยึดก้อนมูลค่าเพิ่มไว้ในประเทศได้มากพอ
หากไม่รื้อโครงสร้างภาษี วันนี้กำไรพรุ่งนี้อาจขาดทุนทั้งระบบ
ภาพรวมวันนี้เหมือนเป็นชัยชนะของตลาดรถไฟฟ้า แต่ถ้ามองให้ลึกจะเห็นว่ามันคือความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง รถ EV นำเข้าครองตลาดถึง 63% ขณะที่ความสามารถผลิต EV ในประเทศยังอยู่ราวหนึ่งในสามของยอดขาย แปลว่ามูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่กำลังไหลออกนอกประเทศ ในเวลาเดียวกัน รถกระบะที่เป็นสินค้าหลักของโรงงานในประเทศกลับทรุดยอดขายกว่า 60% เพราะสินเชื่อตึงตัวและเศรษฐกิจโตต่ำ
ภาคเอกชนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินหน้ากดดันให้รัฐรื้อภาษีรถยนต์ใหม่ เพื่อหยุดไม่ให้รถ EV นำเข้าได้เปรียบทางโครงสร้างเหนือรถที่ผลิตในประเทศอย่างถาวร หากยังปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป สุดท้ายเราอาจได้ตลาดรถไฟฟ้าที่เติบโตแต่ไร้ฐานผลิตแข็งแรง ซัพพลายเชนชิ้นส่วนและแรงงานถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในโลกที่การแข่งขันราคารถไฟฟ้าดุเดือดขึ้นทุกวัน อุตสาหกรรมที่ไม่ปรับสมดุลตั้งแต่วันนี้ เสี่ยงจะเสียทั้งตลาดในประเทศและบทบาทฐานการผลิตในภูมิภาคไปพร้อมกัน






