รถยนต์ไฟฟ้านำเข้า คืออะไรและตัวเลขที่พลิกดุลตลาด
รถยนต์ไฟฟ้านำเข้า คือรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบตเตอรี่หรือประเภทใกล้เคียงที่ถูกผลิตนอกประเทศแล้วนำเข้ามาจำหน่ายภายในตลาด ทำให้ยอดขายและยอดจดทะเบียนเติบโตเร็วโดยไม่สร้างการผลิต การจ้างงาน และห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคฐานตลาดมากนัก กลายเป็นการเติบโตของยอดขายยานยนต์ที่ไม่ได้แปลว่าฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศนั้นแข็งแรงขึ้นตามไปด้วย
แก่นของปัญหาอยู่ที่การที่รถยนต์ไฟฟ้านำเข้ากำลังกลายเป็นพระเอกของตลาด EV ไทย เมื่อยอดขายรถยนต์ช่วง 7 เดือนแรกแตะ 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39% โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าเป็นแรงขับหลัก แต่โครงสร้างการเติบโตกลับเอนเอียงไปทางสินค้านำเข้า ยอดขายรถยนต์นั่ง BEV 125,411 คัน เพิ่มขึ้นถึง 97.39% ทว่ารถที่ผลิตในประเทศมีเพียง 46,924 คัน หรือ 37.42% ส่วนที่เหลือ 62.58% เป็นรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า พูดง่ายๆ คือรถ EV ที่คนซื้อประมาณ 7 คันจาก 10 คันไม่ได้ผลิตในประเทศอีกต่อไป
คำถามจึงไม่ใช่ว่า EV โตหรือไม่ แต่คือ ทำไมการเติบโตนี้กลับดึงฐานการผลิตในประเทศให้ถอยหลัง แทนที่จะเดินหน้าไปพร้อมกัน ทั้งที่เรากำลังลงทุนความหวังว่าจะใช้ยุค EV ยกระดับฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนรถบนถนนจากน้ำมันเป็นไฟฟ้า

ยอดผลิตเพิ่มแต่ฐานการผลิต EV ไม่ทันยอดขาย
ตัวเลขการผลิตโดยรวมอาจดูสวยแต่ซ่อนรอยร้าวเอาไว้ นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเผยว่าจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้เดือนกรกฎาคมมี 117,383 คัน เพิ่มขึ้น 6.12% จากปีก่อน ฟังเผินๆ เหมือนฐานการผลิตแข็งแรง แต่เมื่อเทียบกับความร้อนแรงของตลาด EV ภาพจริงกลับไม่สวยงามแบบนั้น
ด้านหนึ่ง การผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าเดือนเดียวเพิ่มขึ้นถึง 271% สอดรับกับยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเดือนกรกฎาคมที่ทำได้ 20,989 คัน เพิ่มขึ้น 122.08% มีส่วนแบ่ง 35.46% ของยอดขายทั้งหมด ขณะที่รถยนต์นั่งสันดาปภายในกลับขายได้เพียง 7,654 คัน ลดลง 34.58% และเหลือส่วนแบ่งแค่ 12.76% เนื่องจากราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก แปลว่าโครงสร้างดีมานด์กำลังไหลไปทางไฟฟ้าอย่างชัดเจน
แต่เมื่อมองภาพ 7 เดือน ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าในประเทศมีเพียง 46,924 คัน ขณะที่ยอดขาย BEV 125,411 คัน ทำให้สัดส่วนการผลิตในประเทศเหลือแค่ 37.42% ส่วนอีก 62.58% คือรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าที่กินตลาดไปแล้ว นี่คือสัญญาณชัดว่าฐานการผลิต EV ในประเทศกำลังเล็กลงเมื่อเทียบกับขนาดตลาด แม้โรงงานจะยังเดินเครื่อง แต่คุณค่าเชิงอุตสาหกรรมกลับไหลออกไปสู่ต่างประเทศผ่านรถนำเข้า

เมื่อ 7 ใน 10 คันเป็นรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ใครได้ ใครเสีย
หากดูจากข้อมูลยอดจดทะเบียน BEV ประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรับจ้างช่วง 7 เดือน มียอดรวม 126,357 คัน โดยเป็นรถผลิตในประเทศ 36,795 คัน หรือ 29% ส่วนรถนำเข้ามีถึง 89,562 คัน หรือ 71% ของทั้งหมด แถมยอด BEV นำเข้า 89,562 คันในเวลาเพียง 7 เดือนสูงกว่าตลอดทั้งปีที่แล้ว 41.1% อีกด้วย นี่คือจุดที่คำว่า รถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ไม่ใช่ตัวประกอบ แต่คือพระเอกตัวจริงของตลาด EV ไทย
มองในมุมผู้บริโภค การที่แบรนด์ต่างประเทศ โดยเฉพาะแบรนด์จีน EV บุกตลาดด้วยราคาและสเปกที่แข่งขันได้ ทำให้คนมีทางเลือกมากขึ้น ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ ลดค่าเชื้อเพลิงในยุคราคาน้ำมันสูง ข้อดีนี้ปฏิเสธไม่ได้ แต่คำถามคือในระดับโครงสร้าง การนำเข้าในสัดส่วน 7 ต่อ 3 หมายถึงเม็ดเงินการผลิต การจ้างงาน และการใช้ชิ้นส่วนจากผู้ประกอบการในประเทศถูกจำกัดอย่างหนัก
ถ้าปล่อยแนวโน้มนี้ต่อเนื่อง ตลาด EV ไทยอาจจบลงในรูปแบบที่เรากลายเป็นฐานผู้บริโภค ไม่ใช่ฐานการผลิต รถยนต์ไฟฟ้านำเข้ากินส่วนแบ่งหลัก ขณะที่ซัพพลายเชนเดิมหดตัวแรง ทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วน โรงงานย่อย และแรงงานที่เคยผูกกับรถสันดาปและการผลิตรถเพื่อส่งออก

โครงสร้างภาษีกับการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม
เมื่อยอดขาย EV ส่วนใหญ่กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ภาคเอกชนจึงเริ่มตั้งคำถามต่อโครงสร้างภาษี นายสุรพงษ์สะท้อนกังวลว่ารถที่ผลิตในประเทศซึ่งสร้างงาน ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และกระจายรายได้ต่อเนื่อง กลับต้องแข่งขันกับรถนำเข้าภายใต้โครงสร้างภาษีและเงื่อนไขที่ทำให้ผู้ผลิตเสียเปรียบ ภาคเอกชนจึงเรียกร้องให้รัฐเร่งปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ให้เป็นธรรม ครอบคลุมทั้งผู้ผลิตรถยนต์สันดาปและผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในประเทศ
สาระสำคัญอยู่ตรงที่ นโยบายส่งเสริม EV ชุดแรกเน้นเปิดตลาดและดึงราคาลงเพื่อเร่งยอดจดทะเบียน แต่มาตรการรองรับด้านฐานการผลิตกลับเดินช้ากว่า การลดช่องว่างภาษีระหว่างรถยนต์ไฟฟ้านำเข้ากับรถที่ผลิตในประเทศจึงไม่ใช่การปกป้องผู้เล่นเดิมแบบไร้เงื่อนไข แต่คือการซื้อเวลาให้ซัพพลายเชนในประเทศมีโอกาสย้ายจากรถสันดาปไปสู่ EV โดยไม่ถูกดูดหายไปพร้อมยอดขาย
หากปล่อยให้โครงสร้างภาษีลำเอียงระยะยาว การผลิตในประเทศจะหดตัวเร็วกว่าที่แรงงานและผู้ผลิตชิ้นส่วนจะปรับตัวทัน ผลที่ตามมาไม่ใช่แค่ยอดผลิตลดลง แต่คือการสูญเสียความสามารถในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ระดับภูมิภาคในอนาคต
สรุป: ตลาด EV โตแรง แต่หากไม่ปรับเกม วันนี้อาจขายดี พรุ่งนี้อาจไร้ฐานผลิต
ตัวเลขทั้งหมดสะท้อนชัดว่าตลาด EV ไทยกำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด ยอดขาย 406,162 คันใน 7 เดือนเพิ่มขึ้น 15.39% โดยเป็นยอดขาย BEV 125,411 คันที่โตเกือบเท่าตัว ทว่า 62.58% ของยอดขาย BEV นั้นคือรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ขณะที่สัดส่วนการผลิต BEV ในประเทศกลับลดลงเหลือเพียง 29% ของยอดจดทะเบียน นี่ไม่ใช่ภาพของชัยชนะทางอุตสาหกรรม แต่เป็นสัญญาณเตือน
ในระยะสั้น ผู้บริโภคได้ประโยชน์จากตัวเลือกและเทคโนโลยีใหม่ แต่ในระยะยาว หากฐานการผลิตและซัพพลายเชนในประเทศไม่ถูกออกแบบให้มีบทบาทในยุค EV เราอาจต้องยอมรับบทบาทเป็นเพียงตลาดปลายทางของรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าเท่านั้น การปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรม การเร่งยกระดับการผลิต BEV และการช่วยให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิมเปลี่ยนผ่าน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขยอดขาย แต่คือทางเลือกว่าประเทศจะเป็นผู้เล่นในเกม EV หรือเป็นเพียงผู้ซื้อในเกมของคนอื่น





