BOI ยุคใหม่คืออะไร และกำลังเปลี่ยนเกมการลงทุนอย่างไร
BOI ยุคใหม่คือกรอบการส่งเสริมการลงทุนที่ไม่เน้นแค่จำนวนโครงการหรือวงเงิน แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่าที่เกิดขึ้นจริงจากการลงทุน เช่น การสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบในประเทศ การเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงานทักษะสูง และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
ทิศทางใหม่ของ BOI ส่งเสริมการลงทุนกำลังสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะไม่ได้ทำหน้าที่แค่แจกสิทธิประโยชน์ภาษีอีกต่อไป แต่ขยับบทบาทมาเป็นผู้ออกแบบยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมในเชิงรุก การประชุมบอร์ด BOI ล่าสุดเห็นชอบแนวทางที่ชัดเจนว่าเม็ดเงินลงทุนต้องแปลงเป็นงานคุณภาพ การวิจัยและพัฒนา และการพัฒนาซัพพลายเชนในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม นี่คือสัญญาณว่าการดึงลงทุนระลอกใหม่จะเป็นการคัดกรองเงินลงทุนที่มีคุณภาพสูง ไม่ใช่การแข่งขันลดแลกแจกภาษีแบบเดิมอีกต่อไป
มุมสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือ เครื่องมือเชิงนโยบายอย่าง Thailand FastPass โครงการ และมาตรการ BOI to IPO ไม่ได้เป็นแค่ของแถม แต่เป็นดีไซน์ใหม่ที่ผูกเข้ากับโครงสร้างตลาดทุนและกติกาอนุญาตโครงการ ส่งผลให้การลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์เดินหน้าเร็วขึ้น และดึงผู้เล่นเทคโนโลยีชั้นนำเข้ามาปักฐานได้อย่างจริงจัง

Thailand FastPass โครงการ เร่งเครื่องลงทุนยุทธศาสตร์และงานทักษะสูง
Thailand FastPass โครงการ คือกลไกเร่งรัดอนุมัติและออกใบอนุญาตสำหรับโครงการลงทุนสำคัญ เพื่อให้โครงการยุทธศาสตร์เดินหน้าได้ทันหน้าต่างโอกาสของโลก โดยบอร์ด BOI เพิ่งคัดเลือกโครงการเพิ่มอีก 17 โครงการจาก 15 บริษัท วงเงินรวมกว่า 121,000 ล้านบาท และมีแผนจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 14,000 คน
โครงสร้างของ FastPass น่าสนใจกว่าแค่ตัวเลข เพราะครอบคลุม 4 กลุ่มอุตสาหกรรมตั้งแต่อาหารสัตว์ อาหารแปรรูป ไปจนถึงอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่ง 10 โครงการในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามีวงเงินรวมกว่า 83,900 ล้านบาท ขณะที่ยานยนต์และชิ้นส่วนมี 3 โครงการ วงเงินกว่า 4,300 ล้านบาท นี่คือการวางหมากยกระดับทั้งเกษตรแปรรูปและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปพร้อมกัน
เมื่อรวมทั้งชุด FastPass จะมีโครงการในระบบแล้ว 42 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 344,000 ล้านบาท สร้างงานกว่า 27,000 ตำแหน่ง คำพูดที่สะท้อนเป้าหมายได้ดีคือ “กลไกดังกล่าวจะช่วยเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและออกใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ไขอุปสรรคในการดำเนินโครงการ และผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็ว” ซึ่งหมายความว่าคุณค่าที่ BOI ต้องการวัดไม่ใช่แค่ยอดอนุมัติ แต่คือการลงมือก่อสร้าง การใช้วัตถุดิบในประเทศ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจริง

BOI to IPO: จากโรงงานส่งออกสู่บริษัทเทคโนโลยีในตลาดทุน
มาตรการ BOI to IPO คือการขยายบทบาท BOI ส่งเสริมการลงทุนจากโรงงานสู่ตลาดทุน โดยบอร์ด BOI เห็นชอบให้สนับสนุนบริษัทที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนให้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้ง SET mai และ LiVEx ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานตลาดทุนหลัก รวมถึงสำนักงานกำกับดูแล
แนวคิดสำคัญคือการช่วยบริษัทศักยภาพสูงโดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ให้เข้าถึงทุนระยะยาว เพื่อขยายฐานการลงทุนในประเทศ “มาตรการ BOI to IPO มุ่งส่งเสริมให้เกิดบริษัทที่ประสบความสำเร็จในลักษณะดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ ให้สามารถระดมทุนเพื่อขยายการลงทุน” ตัวอย่างบริษัทต่างชาติที่เคยเติบโตจนเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนในประเทศถูกหยิบมาเป็นกรณีศึกษาเพื่อชี้ให้เห็นว่าเส้นทางนี้ทำได้จริง
ในแง่แรงจูงใจ BOI เสนอสิทธิประโยชน์ภาษีเพิ่มเติมชัดเจน แบ่งเป็นสองกลุ่ม คือบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ที่ได้รับการรับรองจากตลาดหลักทรัพย์ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่ม 3 ปี หรือทางเลือกการลดหย่อน 50 เปอร์เซ็นต์เพิ่ม 5 ปี ส่วนบริษัททั่วไปจะได้ยกเว้นเพิ่ม 2 ปี หรือเลือกลดหย่อน 50 เปอร์เซ็นต์เพิ่ม 3 ปี โดยกำหนดตามประเภทกิจการ แนวทางนี้ส่งสัญญาณชัดว่ารัฐต้องการให้ฐานผู้ประกอบการในประเทศเปลี่ยนจากผู้รับจ้างผลิตไปสู่บริษัทเทคโนโลยีที่มีทุนและนวัตกรรมเป็นของตัวเอง
ญี่ปุ่นลงทุนไทยรอบใหม่ หนุนอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์อัปเกรดเทคโนโลยี
การที่ญี่ปุ่นลงทุนไทยระลอกใหม่ไม่ได้เป็นเพียงการขยายโรงงานเดิม แต่คือการอัปเกรดเทคโนโลยีทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม ข้อมูลคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนชี้ชัดว่า นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริม 302 โครงการ มูลค่ากว่า 113,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อน แสดงให้เห็นว่าฐานการผลิตยังมีความน่าสนใจ แต่ข้อได้เปรียบถูกย้ายจากค่าแรงไปสู่ศักยภาพในการผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง
ในมิติอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมอยู่ที่ 28,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน ขณะที่อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 19,378 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าค่ายรถและซัพพลายเออร์ญี่ปุ่นกำลังปรับทัพสู่เทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยหลายค่ายประกาศลงทุนในไลน์ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ไฮบริด ระบบส่งกำลังใหม่ และการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน
แนวโน้มนี้เดินคู่ไปกับโครงสร้างนโยบายของ BOI ส่งเสริมการลงทุนที่เน้นการยกระดับฐานเดิม ไม่ใช่ย้ายฐานออกไปที่อื่น การลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ พลังงานสะอาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ทำให้ประเทศไทยยังถูกมองเป็น “บ้านหลังที่สอง” ของนักลงทุนญี่ปุ่นในแง่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ เพราะมีทั้งฐานผู้ผลิตเดิม แรงจูงใจใหม่ และกลไกอย่าง FastPass คอยหนุนให้แผนลงทุนเดินหน้าเร็วขึ้น
จาก PCBA ถึงเมกะโปรเจ็กต์อิเล็กทรอนิกส์ โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่กำลังก่อตัว
หากมองลึกเข้าไปในรายละเอียดของโครงการที่ BOI ส่งเสริมการลงทุน จะเห็นว่าเป้าหมายไม่ใช่แค่ดึงโรงงานประกอบ แต่คือการดึงฐานเทคโนโลยีต้นน้ำและชิ้นส่วนสำคัญเข้ามา หนึ่งในตัวอย่างคือการลงทุนของบริษัท ชูแคน ซึ่งขยายการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ PCBA เพื่อรองรับผู้ผลิตอุปกรณ์รับส่งข้อมูลทางแสง โดยใช้เทคโนโลยี Surface Mount Technology ครบทั้งสายการผลิต นี่คือหัวใจของอุตสาหกรรมดิจิทัลและอุปกรณ์สื่อสารยุคใหม่
ด้านวัสดุต้นน้ำ พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง อยุธยา ลงทุนผลิตวัสดุต้นน้ำสำหรับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Prepreg และ Copper Clad Laminate โดยโรงงานแห่งใหม่จะเป็นฐานผลิตวัสดุ MEGTRON แห่งแรกในอาเซียน การดึงการผลิตระดับนี้เข้ามาหมายถึงการย้ายสมองและเทคโนโลยีของซัพพลายเชนโลกเข้ามาตั้งในประเทศ ไม่ใช่เพียงการเป็นฐานประกอบปลายทาง
เมื่อเชื่อมโยงกับกรอบใหม่ของ BOI ที่เน้นมูลค่าเพิ่ม การใช้วัตถุดิบในประเทศ การสร้างงานคุณภาพ และการวิจัยพัฒนา จะเห็นภาพว่าการดึง PCBA วัสดุต้นน้ำ MEGTRON รวมถึงโครงการ FastPass ในอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า คือการปูทางสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่อิงเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น คำถามต่อไปจึงไม่ใช่ว่าเม็ดเงินจะมาไหม แต่คือเราจะต่อยอดความรู้ ทักษะ และนวัตกรรมจากการลงทุนระลอกนี้ให้ฝังลึกลงในผู้ประกอบการท้องถิ่นได้มากแค่ไหน






