โรงแรมหรูไทยยุคใหม่ คือการออกแบบทั้งเมืองไม่ใช่แค่ตึก
โรงแรมหรูไทยยุคใหม่หมายถึงโครงการที่ไม่ได้ขายเพียงห้องพักและบริการมาตรฐานระดับบน แต่ลงทุนสร้างประสบการณ์ครบวงจรในรูปแบบ Integrated Destination ที่เชื่อมที่พัก แหล่งกินดื่ม ความบันเทิง เวลเนส และพื้นที่จัดงานเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อยกระดับเมืองทั้งเมืองให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่อยู่ได้ทั้งวันทั้งคืนและอยากกลับมาใช้ซ้ำ ไม่ใช่แค่จุดแวะค้างคืนสั้นๆ ทิศทางนี้ชัดเจนจากการขยับตัวของดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ที่หันมาทุ่มงบมหาศาลในโรงแรมลักชัวรี รีแบรนด์สินทรัพย์เดิม และปักหมุดโลเคชันใหม่ๆ แทนการเปิดโรงแรมเดี่ยวกระจัดกระจาย แนวโน้มดังกล่าวกำลังเปลี่ยนเกมท่องเที่ยวจากการแข่งขันราคา ไปสู่การแข่งขันคุณค่าประสบการณ์และคาแรกเตอร์ของเมือง

LHMH กับเกมใหญ่พัทยา สร้าง World-Class Family & MICE Destination
การประกาศเปิดตัวแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยา โรงแรมลำดับที่ 10 ของกลุ่มแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 4,300 ล้านบาท คือสัญญาณชัดว่า LHMH ไม่ได้มองพัทยาเป็นแค่เมืองทะเล แต่เป็นสนามหลักของโรงแรมหรูไทยในภูมิภาคนี้ โครงการนี้มีห้องพัก 494 ห้อง พัฒนาบนที่ดินกว่า 111,100 ตารางเมตร และจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนตุลาคม โดยคาดว่าจะช่วยดันรายได้กลุ่มโรงแรมแตะ 8,000 ล้านบาทในปี 2569 หัวใจของวอยาจคือการเป็น Integrated Destination ที่รวมโรงแรม สวนน้ำ ความบันเทิง ร้านอาหาร เทคโนโลยี และศูนย์ประชุมกับอีเวนต์ไว้ในที่เดียว เพื่อตอบโจทย์ทั้งครอบครัวทุกเจเนอเรชันและตลาด MICE ระดับสากล เป้าหมายไม่ใช่เติมจำนวนห้องในพัทยา แต่ยกระดับภาพเมืองสู่ “World-Class Family & MICE Destination” อย่างตั้งใจ

สามแบรนด์ในเมืองเดียว พัทยากลายเป็นห้องทดลอง Integrated Destination
การที่ LHMH ปักหมุดโรงแรมในเครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ในพัทยาถึงสามแห่ง และวาง Positioning ให้เสริมกันอย่างชัดเจน แทบจะเปลี่ยนเมืองทั้งเมืองให้เป็นแลนด์มาร์กหลักของแบรนด์ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ พัทยา เชื่อมกับศูนย์การค้า เหมาะกับคนที่เน้นความสะดวก ขณะที่แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยาเน้นประสบการณ์และเทคโนโลยีสำหรับครอบครัวและเด็กเล็ก ส่วนวอยาจถูกดันขึ้นอีกระดับให้เป็น Integrated Destination ครบวงจร โมเดลนี้ทำให้พัทยากลายเป็นห้องทดลองสำคัญของแนวคิด Integrated Destination เพราะแต่ละโรงแรมมีคาแรกเตอร์และเรื่องเล่าของตัวเอง แต่เชื่อมกันเป็น ecosystem เดียวกันของเมือง ส่งผลให้พัทยามีโอกาสเปลี่ยนจากเมืองพักผ่อนสั้นๆ มาเป็นจุดหมายปลายทางที่นักเดินทางศักยภาพสูงวางแผนมาพำนักยาว ใช้จ่ายหลากหลาย และวนกลับมาซ้ำ

CENTEL ดันเซ็นทารา รีเซิร์ฟ กระบี่ สู่จุดหมาย Quiet Luxury
อีกฟากหนึ่ง CENTEL กำลังรีพอร์ซิชันโรงแรมหรูผ่านการรีแบรนด์เซ็นทารา แกรนด์ บีชรีสอร์ทและวิลลา กระบี่ เป็นเซ็นทารา รีเซิร์ฟ กระบี่ ทุ่มงบลงทุนหลายพันล้านบาทเพื่อพลิกโฉมเป็นโรงแรมลักชัวรีแห่งที่สองภายใต้แบรนด์เซ็นทารา รีเซิร์ฟ ที่มีกำหนดเปิดในเดือนธันวาคม 2569 แบรนด์นี้ถูกวางให้เน้นประสบการณ์ การบริการเฉพาะบุคคล และการเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมผลักดันกระบี่ให้เป็นจุดหมาย Quiet Luxury ที่โดดเด่นในเอเชีย เซ็นทารามองเห็นสัญญาณเชิงบวกจากการท่องเที่ยวลักชัวรี ทั้งระยะพำนักที่ยาวขึ้นและค่าห้องเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการประสบการณ์ที่มีความหมายมากกว่าการพักผ่อนผิวเผินของนักเดินทาง การรีแบรนด์นี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนป้าย แต่เป็นการหาจุดยืนใหม่ในตลาดโรงแรมหรูระดับโลกสำหรับเครือเซ็นทารา

จากโรงแรมเดี่ยวสู่เครือข่ายจุดหมาย ปลายทางใหม่ริมเจ้าพระยาและไชน่าทาวน์
ปรากฏการณ์ขยายพอร์ตโรงแรมหรูไม่ได้หยุดอยู่แค่เมืองทะเล LHMH ยังเดินหน้าสร้างฐานที่มั่นในเมืองใหญ่ ผ่านโครงการถัดไปอย่างแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ไชน่าทาวน์ กรุงเทพฯ บนมูลค่าลงทุน 3,600 ล้านบาท ซึ่งมีแผนเปิดให้บริการในไตรมาส 2 ปี 2571 การขยับเข้าสู่ย่านเศรษฐกิจและท่องเที่ยวดั้งเดิมเช่นนี้ สะท้อนว่าดีเวลลอปเปอร์กำลังมองเมืองเป็นเวทีสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ไม่แพ้โซนริมแม่น้ำหรือริมน้ำทะเล เมื่อดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่เน้น Integrated Destination เมืองต่างๆ จะถูกออกแบบให้เป็น “แพ็กเกจประสบการณ์” มากกว่าแค่ห้องพักในโลเคชันดี ทิศทางนี้ช่วยดึงนักเดินทางพรีเมียมที่ต้องการคุณค่ามากกว่าราคา แต่ก็ท้าทายให้ผู้เล่นรายเล็กและโรงแรมดั้งเดิมต้องหาจุดเด่นของตัวเองให้ชัดขึ้น ไม่เช่นนั้นอาจถูกกลืนหายไปในเกมลักชัวรีรอบใหม่







