TH-AI Passport คืออะไร และทำไมความเป็นส่วนตัวจึงเป็นประเด็นใหญ่
TH-AI Passport คือโครงการบริการปัญญาประดิษฐ์ระดับชาติที่หน่วยงานรัฐผลักดันเพื่อเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนใช้งานเครื่องมือ AI จากหลายค่าย โดยมีเป้าหมายยกระดับทักษะดิจิทัลและการใช้ AI ของคนในประเทศ แต่เงื่อนไขการใช้งานกลับกำหนดให้ผู้ใช้ต้องยินยอมส่งข้อมูลของตนไปประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ ทำให้เกิดคำถามด้านความเป็นส่วนตัวข้อมูล AI ความมั่นคงของข้อมูล และสิทธิในการควบคุมข้อมูลของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อรายละเอียดสัญญาระหว่างรัฐ บริษัทผู้รับจ้าง และค่าย AI ทั้ง 14 ราย ยังไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ.
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้านสำคัญ ระบุว่าคณะกรรมาธิการด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีกำลังตรวจสอบรายละเอียดเชิงเทคนิคของโครงการ TH-AI Passport อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสัญญาจัดซื้อจัดจ้างและมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน. นี่ไม่ใช่การต่อต้าน AI แต่คือการตั้งคำถามว่า เรากำลังแลกความสะดวกกับการเปิดทางให้ข้อมูลพฤติกรรมของคนจำนวนมากหลุดออกไปภายใต้เงื่อนไขที่สังคมยังไม่รู้หรือไม่
ยอดลงทะเบียนพุ่งไม่ใช่ดัชนีความคุ้มค่าภาษี
การที่ระบบรายงานยอดลงทะเบียนล่วงหน้าของ TH-AI Passport สูงขึ้นถูกนำมาใช้เป็น “ตัวเลขโชว์ความสำเร็จ” แต่ฝ่ายค้านเตือนชัดว่า ตัวเลขนี้ไม่ใช่ดัชนีชี้วัดความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ และไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อลดขั้นตอนการตรวจสอบงบประมาณและสัญญา. ประชาชนจำนวนมากอาจเพียงทดลองสมัคร เพราะเป็นบริการฟรีหรือถูกโปรโมตอย่างหนัก ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะใช้บริการจนเกิดทักษะหรือมูลค่าเพิ่มที่แท้จริง.
ประเด็นยิ่งน่ากังวลเมื่อรูปแบบค่าบริการของโครงการใช้โมเดล pay-per-active-user และมีการให้สิทธิใช้งานระดับพรีเมียมแบบ Creator แก่ผู้ลงทะเบียนใหม่ฟรี ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจทำให้รัฐต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายรายหัวสูงถึง 24.70 บาทต่อคนต่อเดือน แม้ผู้ได้รับสิทธิ์หลายคนอาจไม่ได้ใช้เพื่อการเรียนรู้หรืออัปสกิลอย่างแท้จริง. ประโยคที่ควรถูกจำคือ “ยอดลงทะเบียนไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใช้ภาษีแบบไม่ถามหาความคุ้มค่า”
จาก TOR ถึงการส่งข้อมูลไปต่างประเทศ: ความเสี่ยงอธิปไตยข้อมูล
จุดที่กลายเป็น TH-AI Passport ข้อกังวล สำคัญคือเงื่อนไขการใช้งานที่บังคับให้ผู้ใช้ต้องยินยอมส่งข้อมูลไปประมวลผลยังเซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศ ขัดกับขอบเขตงาน (TOR) เดิมที่กำหนดว่าต้องเก็บรักษาและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศเท่านั้น. เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลและพฤติกรรมการใช้งาน AI ของประชาชนถูกส่งออก การควบคุม “อธิปไตยข้อมูล” ย่อมลดลงทันที เพราะข้อมูลไปอยู่ภายใต้กฎหมายและมาตรฐานของเขตอำนาจศาลอื่น.
หน่วยงานรัฐพยายามชี้แจงแบบไม่เป็นลายลักษณ์อักษรว่า การส่งข้อมูลออกไปต่างประเทศเป็นเพียงขั้นตอนทางเทคนิค และจะไม่มีการนำข้อมูลพฤติกรรมไปใช้ฝึก (train) โมเดล AI อื่นต่อ. แต่คำอธิบายปากเปล่าไม่เพียงพอเมื่อฝ่ายตรวจสอบยังไม่เคยเห็นเอกสารสัญญาจริง ทั้งสัญญาระหว่างรัฐกับผู้รับจ้าง และสัญญาระหว่างผู้รับจ้างกับ 14 ค่าย AI. หากความเป็นส่วนตัวข้อมูล AI ถูกผูกติดกับความไว้เนื้อเชื่อใจลอยๆ โดยไม่มีเอกสารผูกพันทางกฎหมาย สังคมก็มีเหตุผลเต็มที่ที่จะตั้งคำถาม
ข้อเรียกร้องสามข้อ: โปร่งใสก่อนใช้เงิน และหลักฐานก่อนแตะข้อมูลประชาชน
ดร.การดีและคณะกรรมาธิการเสนอเงื่อนไขสามข้อก่อนเดินหน้าโครงการต่อ ข้อแรกคือการชะลอการส่งมอบและระงับการเบิกจ่ายงบประมาณงวดที่ 1 จนกว่าจะมีการเปิดเผยร่างสัญญาฉบับแก้ไขที่ผ่านการตรวจจากสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้ตรวจสอบเงื่อนไขการจ่ายเงินและขอบเขตความรับผิดชอบได้ชัดเจน. ข้อสองคือขอความชัดเจนเรื่องเกณฑ์การจ่ายเงินแบบ pay-per-active-user และผลจากการให้สิทธิระดับพรีเมียมฟรี ซึ่งอาจทำให้รัฐต้องจ่าย 24.70 บาทต่อคนต่อเดือนโดยไม่แน่ใจว่าประชาชนใช้ประโยชน์จริง.
ข้อที่สามและสำคัญต่อความปลอดภัยข้อมูลคนไทยมากที่สุด คือการให้หน่วยงานรัฐและบริษัทคู่สัญญาแสดงหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการจากผู้ให้บริการ AI ทั้ง 14 ค่าย ว่าจะไม่นำพรอมต์หรือข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้ไปประมวลผลหรือต่อยอดในต่างประเทศ. หากไม่สามารถแสดงหลักฐานดังกล่าวได้ ข้อเสนอคือควรยุติโครงการทันที เพราะการยอมให้ข้อมูลประชาชนไหลออกโดยไม่มีหลักประกันเท่ากับเปิดช่องให้ความเสียหายระยะยาว ทั้งต่อสิทธิส่วนบุคคลและความน่าเชื่อถือของรัฐเอง
ยกระดับทักษะ AI ได้ แต่ต้องไม่ลดมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูล
ดร.การดีย้ำอยู่หลายครั้งว่า การยกระดับทักษะด้าน AI เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน แต่ปัญหาคือวิธีคิดเชิงนโยบายที่เปรียบเหมือน “เศรษฐกิจถุงยังชีพ” คือแจกสิทธิ์ให้ทุกคนโดยไม่กำหนดเป้าหมายเจาะจง และไม่ได้ออกแบบให้เกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง. แนวทางที่เธอเสนอคือ รัฐควรจัดสรรงบประมาณไปยังกลุ่มที่ต้องการใช้งานจริง เช่น SME นักพัฒนา startup และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้การลงทุนด้าน AI สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแทนการสร้างตัวเลขลงทะเบียน.
ในมุมมองผู้เขียน โครงการระดับชาติด้าน AI ควรถูกออกแบบภายใต้หลักการง่ายๆ สองข้อ หนึ่ง ความโปร่งใสในทุกสัญญาและการตรวจรับงานก่อนเริ่มใช้จริง สอง การรับประกันว่าข้อมูลประชาชนจะไม่ถูกใช้ต่อในทางที่ไม่มีใครยินยอม การปกป้องเงินภาษีและความเป็นส่วนตัวข้อมูล AI ไม่ใช่การถ่วงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่จะทำให้สังคมกล้าเชื่อใจและพร้อมก้าวไปกับ AI อย่างยั่งยืน.






