ท่องเที่ยวไทย-เวียดนาม: จากตลาดใกล้บ้านสู่ยุทธศาสตร์ภูมิภาคเดียวกัน
ท่องเที่ยวไทย-เวียดนามหมายถึงความร่วมมือเชิงรุกด้านการเดินทาง การค้า และวัฒนธรรมระหว่างสองตลาดระยะใกล้ ที่เชื่อมโยงกันทั้งเครือข่ายธุรกิจ โรงแรม ร้านอาหาร งานแสดงสินค้า และกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเวียดนามและนักเดินทางจากภูมิภาคอื่นให้เลือกเส้นทางข้ามแดนที่ผสานจุดหมายหลากหลายเข้าด้วยกันแทนการเที่ยวแบบประเทศเดียว หากมองให้ลึก นี่ไม่ใช่แค่การเพิ่มเที่ยวบินหรือออกโปรโมชัน แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์ โครงสร้างพื้นฐาน และภาพจำร่วมกันของสองปลายทางให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “ห้าประเทศ หนึ่งจุดหมายปลายทาง” ภายใต้กรอบ ACMECS ที่ตั้งเป้าให้การเดินทางในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงต่อเนื่องและไร้รอยต่อมากขึ้น ทิศทางนี้จะกำหนดว่าใครจะเป็นศูนย์กลางการเดินทางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยุคใหม่

สินค้า HORECA ไทย: อาวุธลับเชื่อมการค้าเข้ากับการท่องเที่ยว
จุดแข็งที่มักถูกมองข้ามในความร่วมมือท่องเที่ยวไทย-เวียดนามคือสินค้า HORECA ไทย ซึ่งกำลังถูกผลักดันเข้าสู่โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจจัดเลี้ยงในเวียดนามอย่างเป็นระบบผ่านการเจรจากับสมาคมโรงแรมเวียดนามและสมาคมโรงแรมนครดานังโดยตรง การหารือที่โรงแรมในนครโฮจิมินห์เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นำโดยรองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สะท้อนชัดว่าฝั่งไทยมองการท่องเที่ยวและการค้าบริการเป็นห่วงโซ่เดียวกัน ไม่ใช่สองเรื่องแยกขาด สินค้า HORECA ไทยที่ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องใช้ อุปกรณ์ตกแต่ง ห้องอาหาร เครื่องแบบพนักงาน สิ่งทอ สปา และไลฟ์สไตล์ถูกนำเสนอในฐานะโซลูชันครบวงจรที่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างบริการในเวียดนาม นี่คือการใช้ความเชี่ยวชาญด้านดีไซน์และมาตรฐานการผลิตของไทยเป็นสะพานเชื่อมให้แบรนด์ไทยฝังตัวอยู่ในประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวเวียดนามและต่างชาติได้รับในปลายทางของตนเอง

งาน ITE HCMC และ Gala Vietnam Night: เวทีแข่งกันดึงนักท่องเที่ยวเวียดนาม
ฝั่งการตลาดการเดินทาง ททท. เลือกใช้เวที ITE HCMC 2026 และงาน Gala Vietnam Night เป็นสนามหลักในการขยายฐานนักท่องเที่ยวเวียดนามและรีเซ็ตภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางของตนเอง การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าการท่องเที่ยวนานาชาติที่นครโฮจิมินห์ไม่ใช่แค่การออกบูธ แต่เป็นการประกาศว่าต้องการแย่งส่วนแบ่งจิตใจนักเดินทางในตลาดที่ใกล้และเชื่อมต่อทางอากาศสะดวกที่สุดแห่งหนึ่ง กลยุทธ์ใหม่ชัดเจนว่ามุ่งไปที่กลุ่มนักเดินทางเพื่อเป็นรางวัล ผู้ร่วมงานอีเวนต์ และนักท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะ Gen Z เวียดนามที่เริ่มมองหาจุดหมายที่ลึกกว่าเส้นทางคุ้นเคยอย่างกรุงเทพฯ พัทยา หรือภูเก็ต คำกล่าวของผู้ว่าการททท.ที่ว่า “เราต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงขึ้น และสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้นักท่องเที่ยวอยู่เที่ยวนานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น และสำรวจประเทศในรูปแบบใหม่ๆ” จึงเป็นสัญญาณชัดว่าการแข่งกันดึงนักท่องเที่ยวเวียดนามกำลังก้าวสู่มิติของคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต: วัฒนธรรมและการทูตเชิงนุ่มกำลังนำเกม
การเฉลิมฉลอง 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศในงาน Gala Vietnam Night ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่กลายเป็นเครื่องมือการตลาดท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ งานที่รวบรวมผู้นำจากภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรด้านการท่องเที่ยวของเวียดนามและอาเซียน ทำให้เวทีเดียวสามารถผลักดันทั้งการรับรู้แบรนด์ชาติ สร้างเครือข่ายธุรกิจ และต่อยอดแผนงานร่วมในระดับภูมิภาคได้พร้อมกัน แนวทางนี้คือการใช้การทูตเชิงนุ่มผ่านวัฒนธรรม การแสดง และกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อเชื่อมผู้คน เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม โดยมีตลาดนักท่องเที่ยวเวียดนามเป็นเป้าหมายหลัก เมื่อผูกเข้ากับการมุ่งนำเสนอสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักเดินทางยุคใหม่ การฉลองทางการทูตจึงกลายเป็นแพลตฟอร์มสร้างเรื่องเล่าใหม่ว่าการเดินทางระหว่างสองปลายทางคือการท่องเที่ยวเชิงความสัมพันธ์ ไม่ใช่แค่การไปพักผ่อนแบบสั้นๆ

ACMECS และยุคใหม่ของเส้นทางข้ามแดน: ใครจะครองบทบาทศูนย์กลาง
การประชุมรัฐมนตรีการท่องเที่ยว ACMECS ครั้งที่ 7 ที่จัดขึ้นในนครโฮจิมินห์ระหว่างงาน ITE-HCMC เป็นอีกหลักฐานว่าความร่วมมือท่องเที่ยวกำลังขยายจากระดับทวิภาคีสู่ระดับภูมิภาคอย่างจริงจัง แผนปฏิบัติการร่วมปี 2026-2028 ภายใต้แนวคิด “ห้าประเทศ หนึ่งจุดหมายปลายทาง” มุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและทำให้การเดินทางข้ามประเทศในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงต่อเนื่องขึ้น โดยเล็งไปที่ตลาดใหญ่เช่นจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ข้อมูลที่ว่า ภายในปี 2025 โลกจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 1.52 พันล้านคน เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2024 กลายเป็นตัวเลขเตือนว่าใครออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวข้ามแดนได้ก่อนจะได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ เมื่อคาดว่าการเชื่อมต่อทางอากาศระหว่างเวียดนามและปลายทางใกล้เคียงจะมีสายการบินให้บริการเที่ยวบินตรงเพิ่มเป็น 8 สายการบินภายในปี 2026 จาก 5 สายการบินในปี 2025 โดยรวมราว 14,437 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 7% หรือมากกว่า 1,200 เที่ยวบินต่อเดือน เส้นทางท่องเที่ยวไทย-เวียดนามจึงอยู่ในตำแหน่งพร้อมจะกลายเป็นแกนกลางของคอร์ริดอร์ท่องเที่ยวใหม่ หากสามารถผูกสินค้า HORECA ไทย การตลาดปลายทาง และการทูตเชิงนุ่มให้ทำงานร่วมกันได้อย่างจริงจัง







