OECMs คืออะไร และทำไมกรณีบุญรอดฯ จึงสำคัญ
การอนุรักษ์ OECMs คือการรับรองพื้นที่ที่อยู่นอกเขตพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมายซึ่งมีการบริหารจัดการให้เกิดผลเชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยคำนึงถึงบริการของระบบนิเวศ คุณค่าทางวัฒนธรรม และบริบทเศรษฐกิจสังคมท้องถิ่น และพื้นที่ดังกล่าวอาจอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ ชุมชน หรือภาคเอกชนก็ได้ กรณีที่กลุ่มบริษัทในเครือของบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัดได้รับการรับรองพื้นที่ OECMs ทั้งในโครงการสิงห์ปาร์ค เชียงรายและ CROSSROADS Maldives ครอบคลุมระบบนิเวศบนบกและระบบนิเวศทะเล จึงเป็นจุดเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ว่าภาคธุรกิจไม่ได้อยู่ขอบเวทีสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่สามารถเป็นเจ้าภาพการอนุรักษ์ในพื้นที่ที่ตนใช้ดำเนินธุรกิจได้โดยตรง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ หากสะท้อนกรอบคิดใหม่ของบริษัทไทยสิ่งแวดล้อมที่กล้ารับผิดชอบต่อทรัพยากรธรรมชาติในระดับพื้นที่

สิงห์ปาร์ค เชียงราย ตัวอย่างระบบนิเวศบกในมือเอกชน
สิงห์ปาร์ค เชียงรายเริ่มต้นจากพื้นที่เกษตรและท่องเที่ยว แต่วันนี้กลายเป็นหลักฐานว่าที่ดินเอกชนสามารถวิวัฒน์เป็นพื้นที่อนุรักษ์ได้ หากมีการออกแบบการใช้ประโยคอย่างรับผิดชอบ พื้นที่สีเขียวและระบบแหล่งน้ำถูกบริหารควบคู่กับเกษตรอย่างยั่งยืนจนฟื้นฟูความสมบูรณ์ของระบบนิเวศและกลายเป็นแหล่งอาหาร แหล่งหากิน ทำรัง และขยายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด ผลการสำรวจระหว่างปี 2023–2025 ระบุชัดเจนว่าพบสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ถึง 184 ชนิด ครอบคลุมทั้งพืช แมลง สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และนก โดยมีเป็ดดำหัวสีน้ำตาลซึ่งอยู่ในสถานภาพใกล้ถูกคุกคามตามบัญชีแดง IUCN รวมทั้งเป็ดแดงและนกปรอดหัวโขนที่พบไม่ง่ายในประเทศ ข้อมูลเช่นนี้ทำให้สิงห์ปาร์คไม่ใช่แค่แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร แต่เป็นทรัพย์สินทางความหลากหลายทางชีวภาพที่บริษัทต้องรักษาให้สมดุลกับการดำเนินธุรกิจ

CROSSROADS Maldives กับบทบาทใหม่ในการดูแลระบบนิเวศทะเล
ด้านระบบนิเวศทะเล โครงการ CROSSROADS Maldives ซึ่งบริหารโดยธุรกิจโรงแรมในเครือสิงห์ เอสเตท เป็นตัวอย่างชัดว่าการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ไม่จำเป็นต้องเดินคนละทาง โครงการนี้เลือกลงทุนเวลาและความรู้กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูแนวปะการังจนพื้นที่แนวปะการังที่อยู่ในเขตดูแลขยายจากประมาณ 1,300 ตารางเมตรเป็นมากกว่า 8,000 ตารางเมตรในช่วงปี 2018–2026 เพิ่มขึ้นมากกว่า 600 เปอร์เซ็นต์ภายใน 8 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนผลลัพธ์เชิงระบบนิเวศได้ชัดเจน การสำรวจทางทะเลยังพบสัตว์ทะเลในบัญชีแดง IUCN จำนวน 24 ชนิด รวมถึงเต่ากระ ฉลามหัวค้อน และกระเบนนกรางกระแสที่จัดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง พร้อมบันทึกการพบโลมาสะสมรวม 7,851 ตัวจากการสำรวจ 246 ครั้ง สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว ตัวเลขเช่นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความน่าตื่นตา แต่คือดัชนีว่าการบริหารจัดการพื้นที่ทะเลของเอกชนสามารถสร้างประโยชน์ให้ระบบนิเวศทะเลอย่างยั่งยืนได้

จาก CSR สู่ Global Citizen โมเดลใหม่ของบริษัทไทยสิ่งแวดล้อม
สิ่งที่ทำให้กรณีบุญรอดฯ น่าสนใจคือการเคลื่อนไหวออกจากกรอบความรับผิดชอบสังคมองค์กรแบบเดิมที่มักเป็นโครงการระยะสั้น หรือกิจกรรมเฉพาะกิจ ไปสู่แนวคิด Global Citizen ที่เข้าไปดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกพื้นที่ที่บริษัทดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ผู้บริหารย้ำชัดว่าการได้รับการรับรอง OECMsครั้งนี้ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ แต่เป็นการยืนยันผลลัพธ์จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติตลอด 93 ปีของการทำธุรกิจที่พยายามเติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ในมุมมองเชิงนโยบาย การที่พื้นที่ OECMs สามารถอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ ชุมชน หรือเอกชน ทำให้เครื่องมือนี้เชื่อมบทบาทของบริษัทกับเป้าหมาย 30x30 ภายใต้กรอบงานคุนหมิง–มอนทรีออลเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพของโลกที่ตั้งเป้าให้มีการอนุรักษ์พื้นที่บก น้ำจืด ชายฝั่ง และทะเลอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2030 นี่คือจุดที่ CSR ไม่ใช่เพียงงานด้านภาพลักษณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาค

หมุดหมายของ OECMs และความท้าทายต่อไป
การที่บุญรอดฯ กลายเป็นองค์กรไทยรายแรกที่มีพื้นที่ภายใต้การดูแลได้รับการรับรอง OECMs ทั้งระบบนิเวศบนบกและระบบนิเวศทะเลจึงเป็นหมุดหมายที่ส่งสัญญาณแรงไปยังภาคธุรกิจอื่นว่า ความรับผิดชอบต่อธรรมชาติไม่ใช่เรื่องสมัครใจลอยๆ แต่สามารถใส่ในกรอบมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ และผูกกับเป้าหมายโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างไรก็ดี การรับรองไม่ได้จบที่ใบเกียรติบัตร เพราะเงื่อนไขกำหนดให้พื้นที่ที่ได้รับการยอมรับต้องจัดส่งรายงานติดตามผลทางนิเวศต่อหน่วยงานรัฐทุกปีและจะถูกประเมินอย่างเป็นทางการทุกห้าปี ซึ่งบุญรอดฯ ระบุว่าจะติดตามและรายงานผลของทั้งสองพื้นที่ตามเงื่อนไขนี้อย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญต่อไปจึงไม่ใช่ว่าใครจะเป็นรายถัดไปที่ได้รับการรับรองเท่านั้น แต่คือว่าในโลกที่วิกฤตสิ่งแวดล้อมรุนแรงขึ้น บริษัทจะยอมปรับวิธีคิดและการใช้พื้นที่ที่ตนถือครองให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายอนุรักษ์หรือยังเลือกทำธุรกิจโดยไม่สนใจมรดกทางธรรมชาติที่อยู่รอบตัว







