รับแอปรับแอป

หยุดดราม่าว่าคนไทยไม่อ่านหนังสือ เพราะเดี๋ยวนี้อ่านจัดเต็มทั้งมังงะ นิยาย และอีบุ๊ก

อัครพล แซ่ตั้ง01-29

คนไทยไม่ได้อ่านแค่ 8 บรรทัดต่อวันแล้วนะ

ใครยังติดกับคำพูดเดิมๆ ว่าคนไทยอ่านหนังสือวันละแค่ 8 บรรทัด ควรอัปเดตความคิดได้แล้ว เพราะผลสำรวจล่าสุดชี้ว่า พฤติกรรมการอ่านของเราขยับไปไกลกว่านั้นมาก

จากงานวิจัยของสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ร่วมกับคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า คนไทยอ่านเฉลี่ยวันละ 93 นาที และกว่า สองในสาม (66.66%) อ่านอย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์

ถ้าดูเฉพาะการอ่าน “หนังสือเล่ม” ที่ไม่ใช่หนังสือเรียนหรือสิ่งที่จำเป็นต้องอ่าน พบว่า คนไทยอ่านเฉลี่ย 60 นาทีต่อวัน คิดเป็นประมาณสองในสามของเวลาอ่านทั้งหมด โดยส่วนใหญ่จะหยิบเล่มขึ้นมาอ่าน สัปดาห์ละ 1-2 วัน (35%)

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ คนรุ่นใหม่อายุ 20-35 ปี หันมาอ่านหนังสือมากขึ้นถึง 20% จนทำให้แชมป์ยอดขายตามร้านหนังสือเปลี่ยนมือ จากที่เมื่อก่อนนิยายครองอันดับ 1 ตอนนี้ถูก มังงะ แซงขึ้นแท่นหมวดยอดนิยมแทน

คำถามคือ ทำไมเด็กรุ่นใหม่ถึงกลับมาหาหนังสือเล่ม และทำไมมังงะถึงครองใจได้ขนาดนี้?

เบื่อฟีดดราม่า เลยหนีมาหลบในโลกหนังสือ

หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ หลายคนเริ่มเหนื่อยกับโซเชียลมีเดีย ฟีดที่เต็มไปด้วยดราม่า ข่าวลบ และความรู้สึกท็อกซิก จนทำให้ผู้ใช้งานโดยเฉพาะกลุ่มเด็กและวัยรุ่น อยากหาพื้นที่เงียบๆ สำหรับตัวเอง

หนังสือเลยกลับมาเป็นที่พักใจที่ดี เพราะการอ่านช่วยให้มีสมาธิ อยู่กับตัวเอง และได้ทบทวนความคิดมากขึ้น แทนที่จะไถหน้าจอแล้วรู้สึกวุ่นวายไปเรื่อยๆ

อีกประเด็นสำคัญคือ สำนักพิมพ์เริ่มปรับตัวกับยุคใหม่ หนังสือไม่ใช่แค่สิ่งที่อ่านจบแล้ววางทิ้ง แต่ถูกออกแบบให้กลายเป็นของสะสม ปกสวย กระดาษดี จัดทำเป็นเซ็ต ลิมิเต็ดเอดิชัน เรียกได้ว่า “อ่านก็ได้ ตั้งโชว์ก็เท่” ยิ่งสำหรับสายมังงะ ยิ่งโดนใจเต็มๆ

อีบุ๊กครองใจวัยเก๋า ไม่ได้เป็นของเด็กสายไอทีอย่างที่คิด

ตลาดอีบุ๊กเองก็เติบโตขึ้นต่อเนื่อง ปัจจุบันเมื่อเทียบกับหนังสือเล่มกระดาษแล้ว อีบุ๊กมีสัดส่วนราว 47% ส่วนหนังสือเล่มอยู่ที่ประมาณ 50% ขณะที่ หนังสือเสียง (Audiobook) ยังมีสัดส่วนเพียง 3% เท่านั้น

หลายคนอาจคิดว่า กลุ่มหลักของอีบุ๊กคือนักอ่านรุ่นใหม่หรือคนที่ใช้เทคโนโลยีคล่อง แต่ผลสำรวจกลับบอกคนละเรื่อง เพราะกลุ่มหลักของอีบุ๊กกลับเป็น ผู้อ่านวัยสูงอายุ

เหตุผลก็ตรงไปตรงมา อีบุ๊กสามารถปรับขนาดตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้น เหมาะกับคนที่เริ่มมีปัญหาสายตา แถมยังพกพาง่าย ไม่ต้องแบกหนังสือหนาๆ ไปไหนมาไหน โดยหมวดยอดนิยมของกลุ่มนี้คือ นิยาย ซึ่งยังครองพื้นที่ในใจคนอ่านทุกช่วงวัยไม่เปลี่ยน

ใครอ่านอะไร? ชอบแบบไหน ขึ้นอยู่กับเพศและช่วงวัย

ถ้าซูมดูให้ละเอียด จะเห็นว่า ความชอบในการอ่านไม่ได้เหมือนกันไปหมด แต่ว่าแบ่งค่อนข้างชัดตามเพศและช่วงวัย ทั้งในกลุ่มเรื่องแต่ง (Fiction) และเรื่องจริง (Non-Fiction)

Fiction: เมื่อมังงะ นิยายโรแมนติก และวรรณกรรมเยาวชน แย่งพื้นที่กันในหัวใจนักอ่าน

สำหรับหนังสือกลุ่มเรื่องแต่ง ผลสำรวจสรุปภาพรวมได้ว่า

  • เพศชาย 12-19 ปี ชื่นชอบ การ์ตูนมังงะมากที่สุด (48%)

  • เพศหญิง 12-19 ปี เทใจให้ นิยายโรแมนติก (63%)

  • LGBTQ+ 12-19 ปี สนใจ นิยายสืบสวนสอบสวนมากที่สุด (64%)

  • เพศชาย 20-29 ปี ยังอยู่ทีม มังงะ (59%)

  • เพศหญิง 20-29 ปี ก็ยังรัก นิยายโรแมนติก (58%)

  • LGBTQ+ 20-29 ปี มาทางสาย วรรณกรรมเยาวชน (62%)

  • เพศชาย 30-39 ปี หันมาอ่าน วรรณกรรมเยาวชน (50%)

  • เพศหญิง 30-39 ปี ก็ยังชอบ วรรณกรรมเยาวชน (58%) เช่นกัน

  • LGBTQ+ 30-39 ปี อ่านทั้ง วรรณกรรมเยาวชนและมังงะ (59% เท่ากัน)

  • เพศชาย 40-49 ปี ยังไม่ทิ้ง มังงะ (48%)

  • เพศหญิง 40-49 ปี โอนเอียงมาทาง วรรณกรรมเยาวชน (51%)

  • LGBTQ+ 40-49 ปี สนใจทั้ง นิยายสืบสวนสอบสวนและเรื่องสั้น (40% เท่ากัน)

  • เพศชาย 50 ปีขึ้นไป หันไปอ่าน นิยายสืบสวนสอบสวน (33%)

  • เพศหญิง 50 ปีขึ้นไป ชอบ เรื่องสั้น (56%)

  • ส่วน LGBTQ+ อายุ 50 ปีขึ้นไป ยังไม่พบกลุ่มตัวอย่างเพียงพอต่อการสรุปผล

จะเห็นว่า มังงะไม่ได้อยู่แค่ในใจเด็กวัยมัธยม แต่กลายเป็นเพื่อนคู่ใจของคนวัยทำงานหลายช่วงอายุด้วย ขณะที่นิยายโรแมนติกและวรรณกรรมเยาวชนก็ยังแข็งแรงไม่แพ้กัน

Non-Fiction: เมื่อคู่มือสอบ ประวัติศาสตร์ และพัฒนาตนเองครองเกม

ฝั่งหนังสือกลุ่มเรื่องจริง ภาพรวมก็ชัดไม่แพ้กันว่า ต่างวัยต่างโฟกัสคนละแบบ

  • เพศชาย 12-19 ปี นิยม ตำราเรียน/คู่มือเตรียมสอบ (65%)

  • เพศหญิง 12-19 ปี ก็เน้น ตำราเรียน/คู่มือเตรียมสอบ (74%)

  • LGBTQ+ 12-19 ปี ก็ยังมาในสาย ตำราเรียน/คู่มือเตรียมสอบ (75%)

  • เพศชาย 20-29 ปี หันไปอ่าน ประวัติศาสตร์ (58%)

  • เพศหญิง 20-29 ปี สนใจ หนังสือพัฒนาตนเอง (53%)

  • LGBTQ+ 20-29 ปี เลือก ประวัติศาสตร์ (53%)

  • เพศชาย 30-39 ปี ยังคงอยู่กับ ประวัติศาสตร์ (58%)

  • เพศหญิง 30-39 ปี เคลื่อนสู่สาย พัฒนาตนเอง (60%)

  • LGBTQ+ 30-39 ปี ก็ยังชอบ ประวัติศาสตร์ (52%)

  • เพศชาย 40-49 ปี สนใจเรื่อง เทคโนโลยี (58%)

  • เพศหญิง 40-49 ปี หันไปอ่าน หนังสือท่องเที่ยว (53%)

  • LGBTQ+ 40-49 ปี เลือก พัฒนาตนเอง (53%)

  • เพศชาย 50 ปีขึ้นไป ชอบ สารคดี (59%)

  • เพศหญิง 50 ปีขึ้นไป หันมาดูแลตัวเองด้วย หนังสือสุขภาพ (59%)

  • ส่วน LGBTQ+ 50 ปีขึ้นไป ยังไม่พบกลุ่มตัวอย่างเพียงพอเช่นกัน

ภาพรวมชัดมากว่า คนไทยอ่านเยอะและอ่านหลากหลายกว่าที่เคยคิด และมังงะก็ไม่ใช่แค่ของเล่นสำหรับวัยรุ่นอีกต่อไป แต่กลายเป็นหมวดหลักที่ผลักดันตลาดหนังสืออย่างจริงจัง

ร้านหนังสืออิสระกำลังย่ำแย่ คือโจทย์ใหญ่ของวงการ

แม้ภาพรวมการอ่านจะไม่ได้ดิ่งเหว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ร้านหนังสืออิสระจำนวนมากทยอยปิดตัว ในช่วงที่ผ่านมา ภูมิทัศน์การซื้อหนังสือเลยเปลี่ยนไปพอสมควร

ปัจจุบัน ร้านหนังสือใหญ่ส่วนมากไปปักหลักอยู่ในห้างสรรพสินค้า ทำให้เวลาคนอยากซื้อหนังสือ ก็ไม่จำเป็นต้องดั้นด้นไปหาร้านสแตนด์อโลนอีกต่อไป แค่เดินห้างก็จบทุกอย่าง หนังสือ คาเฟ่ อาหาร ช็อปปิ้ง อยู่ในที่เดียว

ร้านหนังสืออิสระที่ยังรอดอยู่ได้จึงต้องมีเสน่ห์พิเศษจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศ การคัดเล่มเฉพาะทาง หรือการจัดกิจกรรมเสวนา เวิร์กช็อป และอีเวนต์ต่างๆ เพื่อดึงให้คนตั้งใจมาหา

ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พยายามช่วยด้วยการร่วมมือกับสมาคมนักเขียน จัดกิจกรรมเสวนาในร้านหนังสืออิสระ แต่ก็ยังยอมรับว่าทางรอดยังไม่ชัดมากนัก

ส่วนร้านหนังสือเจ้าใหญ่ๆ แม้ยังเติบโต แต่ก็เริ่มลดขนาดหน้าร้านในห้าง เพราะต้นทุนค่าเช่าพุ่งสูง แล้วหันมาลุยช่องทางออนไลน์แทน ไม่ว่าจะขายแบบไหน เงินยังหมุนอยู่ในตลาดหนังสือ เพียงแต่ช่องทางเปลี่ยนไป

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ: สวรรค์ของหนอนหนังสือและสายมังงะกลับมาแล้ว

พูดถึงหนังสือทั้งที จะไม่พูดถึง งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 23 ก็คงไม่ได้ เพราะปีนี้เตรียมจัดเต็มแบบ “อ่านใหญ่” สมชื่อธีม “ย ยักษ์ อ่านใหญ่”

งานครั้งนี้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในงานที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 53 ปี เพราะใช้พื้นที่ถึง 4 ฮอลล์ของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รวมกว่า 20,000 ตารางเมตร มากกว่าครั้งล่าสุดถึง 5,000 ตารางเมตร เรียกได้ว่าเดินกันเพลินแบบจุกๆ

ที่น่าสนใจคือ งานนี้ไม่ได้มีแค่หนังสือ แต่ยังคิดมาครบเรื่องสุขภาพและไลฟ์สไตล์ของคนเดินงานด้วย สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ จับมือกับกรมการแพทย์ จัดโซนนวดคอบ่าไหล่ให้สายช็อปที่เดินจนเมื่อย

ยังมีโซน PUBAT Cafe ที่ร่วมกับร้านกาแฟ ROWIE’S พร้อมเมนูพิเศษที่ทำขายเฉพาะในงาน ใครเป็นสายอ่านพร้อมจิบกาแฟ คือฟีลลิ่งจะดีมากเป็นพิเศษ

ในเมื่อธีมงานคือ “ยักษ์” แน่นอนว่าต้องมีคอนเทนต์เกี่ยวกับยักษ์ให้สมชื่อ ภายในงานจะมี นิทรรศการเยี่ยมยักษ์ บ้านยักษ์ไซซ์โอเวอร์ พร้อมหนังสือแนะนำมากมายที่ถูกคัดมาในสไตล์ “เล่มนี้ธรรมดานะ แต่คุณน่าจะลองอ่านดู”

ไฮไลต์นิทรรศการและกิจกรรมที่ห้ามพลาด

ภายในงานยังอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมและนิทรรศการสายหนังสืออีกเพียบ โดยเฉพาะคนที่ชอบดูเบื้องหลังวงการพิมพ์และการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย

ไฮไลต์สำคัญ เช่น

  • นิทรรศการแปลหนังสือไทย เพื่อผลักดันงานไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศ

  • นิทรรศการ Book Power รวมหนังสือที่ได้รับการแนะนำโดยบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมครีเอทีฟและซอฟต์พาวเวอร์

  • นิทรรศการวรรณกรรมรางวัลพานแว่นฟ้า จากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา

  • นิทรรศการหนึ่งอ่านล้านตื่น มาพร้อมกิจกรรมมอบทุนให้โรงเรียนและสถานที่ที่ขาดแคลน เพื่อนำไปเลือกซื้อหนังสือภายในงาน

  • โครงการ PUBAT Contest กับกิจกรรม

    • ย ยักษ์ นักพรูฟ” การแข่งขันหาคำผิดในหนังสือ

    • ย ยักษ์ นักอ่าน” การแข่งทดสอบความรู้ของสายอ่านในหมวดต่างๆ

สมาคมฯ ประเมินว่า งานครั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วม ไม่ต่ำกว่า 1.3 ล้านคน และคาดว่ายอดขายจะทะลุ 420 ล้านบาท โตขึ้นราว 5-10% จากครั้งก่อน

แปลว่าอุตสาหกรรมหนังสือยังไม่ตาย แค่เปลี่ยนหน้าตาและวิธีเข้าถึงคนอ่านเท่านั้น

Bangkok Rights Fair 2025: สังเวียนซื้อขายลิขสิทธิ์ที่ปั้นนักเขียนไทยสู่เวทีโลก

อีกหนึ่งอีเวนต์ใหญ่ที่จัดควบคู่กันไปคือ Bangkok Rights Fair 2025 เวทีสำหรับจับคู่ธุรกิจลิขสิทธิ์หนังสือระดับนานาชาติ จัดขึ้นในวันที่ 28-29 มีนาคม 2025

งานนี้รวมตัวสำนักพิมพ์และตัวแทนลิขสิทธิ์กว่า 115 บริษัท จาก 14 ประเทศ ทั้งสหราชอาณาจักร จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินเดีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และอีกหลายประเทศ โดยมีหน่วยงานไทยอย่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์เป็นผู้สนับสนุน

ความสำคัญของงานนี้คือ มันเปิดทางให้ นักเขียนไทยได้พบเจอกับสำนักพิมพ์ต่างชาติ ซึ่งอาจนำไปสู่การซื้อลิขสิทธิ์ แปลผลงาน และพาตัวละครจากหน้ากระดาษไทยไปโลดแล่นในตลาดโลก

สมาคมฯ ยังวางแผนลงนามข้อตกลงการแลกเปลี่ยนและพัฒนางานหนังสือร่วมกับองค์กรต่างประเทศอย่าง Taiwan Creative Content Agency และ Asian Rights Fair เพื่อขยับอุตสาหกรรมหนังสือไทยให้เข้าใกล้เวทีโลกมากขึ้นไปอีก

หลังจากความสำเร็จจากการเจรจาธุรกิจในครั้งก่อน ความสนใจจากสำนักพิมพ์และตัวแทนลิขสิทธิ์ในหลายประเทศก็เพิ่มขึ้น รอบนี้สมาคมฯ ตั้งเป้าการเจรจา Business Matching มากกว่า 200 คู่ พร้อมมูลค่าการซื้อขายลิขสิทธิ์ที่คาดว่าจะพุ่งไปถึง ราว 68.5 ล้านบาท

สรุป: คนไทยอ่านเยอะกว่าที่คิด มังงะคือผู้เล่นตัวหลัก หนังสือไทยกำลังเดินสู่เวทีโลก

ทั้งหมดนี้สะท้อนชัดเจนว่า ภาพจำเดิมๆ ว่า “คนไทยอ่านหนังสือน้อย” ไม่ตรงกับความจริงแบบเมื่อก่อนแล้ว

  • คนไทยอ่านเฉลี่ย 93 นาทีต่อวัน

  • หนังสือเล่มยังมีพื้นที่ในชีวิตประจำวันราว 60 นาทีต่อวัน

  • คนรุ่นใหม่อายุ 20-35 ปี หันกลับมาอ่านมากขึ้นถึง 20%

  • มังงะขึ้นแท่นหมวดยอดนิยม แซงนิยายในหลายกลุ่มเพศและวัย

  • อีบุ๊กเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้อ่านวัยเก๋า

  • อุตสาหกรรมหนังสือเดินหน้าในหลายมิติ ตั้งแต่งานแฟร์ใหญ่ไปจนถึงเวทีซื้อขายลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ

ดังนั้น แทนที่จะพูดวนว่าคนไทยอ่านวันละ 8 บรรทัด น่าจะถึงเวลาที่เราปรับมายด์เซ็ตใหม่ว่า คนไทยอ่านเยอะกว่าที่คิด และอ่านหลากหลายกว่าที่เคยเป็น

ยิ่งสำหรับสายมังงะ นี่คือยุคทองที่ทั้งร้านหนังสือ งานหนังสือ และเวทีลิขสิทธิ์ต่างประเทศ เริ่มเปิดทางให้ผลงานไทยมีโอกาสไปไกลกว่าแค่ชั้นวางในบ้านเราแล้วจริงๆ.