รับแอปรับแอป

5 เกมล้มยักษ์สุดช็อกในเอฟเอคัพ ที่แฟนบอลไม่มีวันลืม

ธัญญารัตน์ วิชัย01-29

เอฟเอคัพ เวทีที่บอลรองกลายเป็นตำนาน

มนต์เสน่ห์ของฟุตบอลถ้วยเก่าแก่ที่สุดในอังกฤษอย่าง เอฟเอคัพ (FA Cup) อยู่ตรงที่ว่า สโมสรเล็ก ๆ จากลีกรอง หรือแม้แต่ทีมนอกลีก สามารถยืนหยัดสู้กับบรรดายักษ์ใหญ่พรีเมียร์ลีกได้แบบไม่มีกลัว และไม่ใช่แค่สู้ดี แต่ยังเขี่ยทีมใหญ่ร่วงแบบสุดช็อกให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ฟุตบอลสมัยใหม่ที่โลกรู้จักและใช้กติกาคล้ายกันในปัจจุบัน ล้วนถูกขัดเกลามาจากเกาะอังกฤษ เกิดจากวัฒนธรรมฟุตบอลโรงเรียน ก่อนจะเติบโตบนพลังของชนชั้นแรงงานในยุคอุตสาหกรรม

สำหรับคนเหมือง คนงานโรงงาน ไปจนถึงลูกจ้างอู่ต่อเรือ ช่วงบ่าย-เย็นของวันหยุดที่ได้เข้าไปเชียร์ฟุตบอลในสนาม คือเวลาแห่งการพบปะ ปลดปล่อยความเครียด และใช้ชีวิตร่วมกับชุมชนแบบเต็มที่

เมื่อฟุตบอลเริ่มเฟื่องฟูอย่างจริงจัง สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (The Football Association หรือ FA) จึงจัดการแข่งขันชิงถ้วยขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1871 โดยมีจุดเด่นสำคัญคือ ทุกทีมจากทุกดิวิชันสามารถเจอกันได้หมด ทีมพรีเมียร์ลีกอาจต้องบุกไปเยือนทีมจากลีกรอง หรือแม้แต่ทีมกึ่งสมัครเล่นได้ทั้งนั้น

ปัจจุบัน (ปี 2025) มีสโมสรสมาชิกสมาคมฟุตบอลอังกฤษที่ลงเล่นในเอฟเอคัพมากถึง 745 ทีม เพราะตราบใดที่อยู่ภายใต้ FA ไม่ว่าจะเป็นสโมสรอาชีพเต็มตัว หรือทีมสมัครเล่น ก็สามารถลงทะเบียนร่วมล่าแชมป์ถ้วยนี้ได้

รูปแบบการแข่งขันเริ่มจากรอบคัดเลือกของสโมสรเล็กในระดับล่าง แข่งแบบนัดเดียวแพ้คัดออก จากนั้นทีมในลีกวัน-ลีกทู (ดิวิชัน 3-4) จะเข้ามาในรอบแรก หลังจบรอบคัดเลือก ขณะที่ทีมจากพรีเมียร์ลีกและแชมเปียนชิพ จะลงเล่นตั้งแต่รอบ 3 เป็นต้นไป

ตรงจุดนี้เองที่ทำให้เกิดแมตช์สุดเดือดและผลการแข่งขันสุดเซอร์ไพรส์ในทุกยุคทุกสมัย เพราะเมื่อ บอลถ้วย + นัดเดียวรู้ผล + บอลรองวิ่งไม่มีหมด ทุกอย่างจึงเป็นไปได้เสมอ

ความไม่แน่นอนของลูกฟุตบอลกลม ๆ ทำให้เอฟเอคัพกลายเป็นเวทีแห่ง Giant Killings – เกมล้มยักษ์ ที่ถูกเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำอีก และนี่คือ 5 แมตช์พลิกล็อกระดับประวัติศาสตร์ ที่แฟนบอลอังกฤษไม่มีวันลืม

1. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-1 วีแกน แอธเลติก (ชิงชนะเลิศ 2013)

ในปีที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อุดมไปด้วยสตาร์ระดับโลก แชมป์กลับหลุดมือไปให้กับ วีแกน แอธเลติก ทีมหนีตกชั้นที่แทบไม่มีใครกล้าคิดว่าจะยืนระยะไหวตลอด 90 นาที

แต่ฟุตบอลมันสวยงามก็ตรงนี้ นาทีบาปช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เบน วัตสัน (Ben Watson) โหม่งประตูโค่นกองทัพเรือใบสีฟ้า ส่งวีแกนขึ้นแท่นชูถ้วยเอฟเอคัพในปีที่พวกเขาเองก็ต้องต่อสู้กับความยากลำบากในลีก

ชัยชนะครั้งนั้นทำให้วีแกนกลายเป็นทีมเล็กที่คว้าแชมป์เอฟเอคัพได้อย่างยิ่งใหญ่ และยังเป็นทีมแรกที่สามารถล้มแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในนัดชิงถ้วยใหญ่ นับจากปี 2008 เป็นต้นมา ก่อนที่ซิตี้จะไปเจอฝันร้ายอีกครั้งกับเชลซีในนัดชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ปี 2021

2. ลิเวอร์พูล 0-1 วิมเบิลดัน (ชิงชนะเลิศ 1988)

แม้จะเป็นนัดชิงที่ดวลกันระหว่างสองทีมจากลีกสูงสุดเหมือนกัน แต่ช่องว่างด้านประวัติศาสตร์และความสำเร็จระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ วิมเบิลดัน ในตอนนั้น เรียกได้ว่าอยู่กันคนละระดับ

ลิเวอร์พูลยุค เคนนี่ ดัลกลิช (Kenny Dalglish) คือมหาอำนาจลูกหนังอังกฤษที่กวาดแชมป์แทบทุกปี จนแฟนบอลเชื่อกันว่าแชมป์เอฟเอคัพอีกสมัยน่าจะเป็นเพียงพิธีการ

แต่ที่เวมบลีย์วันนั้น วิมเบิลดันกลับเขียนตอนจบใหม่ให้ตัวเอง ด้วยการเล่นอย่างมีวินัยและเปี่ยมแพสชัน ก่อน ลอว์รี ซานเชซ (Lawrie Sanchez) จะโฉบโหม่งประตูสำคัญ พลิกความคาดหมายทั้งประเทศ

ความพ่ายแพ้ของลิเวอร์พูลในวันนั้นยังถูกพูดถึงไม่รู้จบ ในฐานะเกมที่สะท้อนว่า ไม่มียักษ์ทีมไหนใหญ่เกินกว่าจะแพ้ได้ในเอฟเอคัพ

3. เร็กซ์แฮม 2-1 อาร์เซนอล (รอบ 3 ปี 1992)

ค่ำคืนในเวลส์เหนือที่กลายเป็นฝันร้ายของแฟน อาร์เซนอล ทีมดังจากลอนดอน เพราะพวกเขาเพิ่งครองแชมป์ดิวิชัน 1 ได้สำเร็จ แต่กลับพลาดท่าให้กับ เร็กซ์แฮม ทีมจากดิวิชัน 4

อาร์เซนอลเดินทางไปเยือนด้วยสถานะทีมเต็งจ๋า แต่เกมกลับพลิกในช่วงท้าย เมื่อเร็กซ์แฮมใช้การโต้กลับที่เฉียบคม เล่นงานแนวรับของเดอะ กันเนอร์ส จนพลิกแซงชนะ 2-1 ได้แบบเหลือเชื่อ

ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นทำให้อาร์เซนอลต้องกระเด็นตกรอบ 3 ไปตั้งแต่เริ่มต้นเส้นทาง และกลายเป็นหนึ่งใน แมตช์ล้มยักษ์ที่ถูกยกมาเล่าซ้ำบ่อยที่สุด เวลาใครพูดถึงเอฟเอคัพ

4. เฮริฟอร์ด ยูไนเต็ด 2-1 นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (รอบ 3 ปี 1972)

ถ้าย้อนกลับไปหาเกมระดับตำนานของบอลถ้วยอังกฤษ ต้องมีชื่อของ เฮริฟอร์ด ยูไนเต็ด ปะทะ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ติดอยู่ในลิสต์เสมอ

เฮริฟอร์ดในตอนนั้นเป็นเพียง ทีมนอกลีก (Non-League club) ส่วนฝั่งนิวคาสเซิลคือทีมจากลีกสูงสุดที่มีคุณภาพนักเตะเหนือกว่าแทบทุกด้าน

ในเกมแรกที่เซนต์เจมส์พาร์ค นิวคาสเซิลถูกเฮริฟอร์ดบุกมาเสมอ 2-2 เหมือนโดนเตือนแล้ว แต่พอมาถึงนัดรีเพลย์ ทุกอย่างก็หลุดมือจริง ๆ

รอนนี่ แรดฟอร์ด (Ronnie Radford) จัดการซัดลูกยิงไกลสุดคลาสสิกแบบสายฟ้าฟาด หนึ่งในประตูที่ถูกยกให้สวยงามที่สุดลูกหนึ่งของฟุตบอลอังกฤษ ช่วยให้เฮริฟอร์ดพลิกแซงชนะ 2-1 และเขี่ยนิวคาสเซิลตกรอบไปอย่างสุดเหลือเชื่อ

ชัยชนะครั้งนั้นทำให้ชื่อของเฮริฟอร์ดถูกจารึกไว้ในฐานะหนึ่งในทีมนอกลีกที่ล้มยักษ์ได้แบบเป็นตำนาน

5. บอร์นมัธ 2-0 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (รอบ 3 ปี 1984)

ในยุคที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังขนซูเปอร์สตาร์ระดับโลกลงสนาม ทั้ง ไบรอัน ร็อบสัน (Bryan Robson) และ นอร์แมน ไวท์ไซด์ (Norman Whiteside) แทบไม่มีใครเชื่อว่าพวกเขาจะสะดุดตั้งแต่รอบ 3 ของเอฟเอคัพ

แต่ บอร์นมัธ จากดิวิชัน 3 ภายใต้การคุมทีมของ แฮร์รี่ เรดแนปป์ (Harry Redknapp) กลับทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อพวกเขาเล่นอย่างกล้าหาญ กดดันใส่ทีมดังจากโอลด์ แทรฟฟอร์ดแบบไม่ถอย

สองประตูที่มาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ บอร์นมัธชนะไป 2-0 ส่งปีศาจแดงตกรอบแบบช็อกโลก และทำให้ชื่อของสโมสรเล็กริมทะเลภาคใต้ถูกพูดถึงไปทั่วประเทศในทันที

เกมล่าสุดที่อาจกลายเป็นตำนานบทใหม่

นอกเหนือจาก 5 เกมระดับตำนานเหล่านี้ ผลการแข่งขันเมื่อคืนวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2025 ก็มีโอกาสถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์เอฟเอคัพเช่นกัน

ลิเวอร์พูล ในฐานะจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก ลงสนามพบกับ พลีมัธ ทีมอันดับสุดท้าย (อันดับ 24) ของลีกแชมเปียนชิพ ซึ่งบนกระดาษแทบจะคนละระดับกัน แต่ผลลัพธ์ในสนามกลับตรงกันข้าม

พลีมัธเล่นอย่างรัดกุมและมีวินัย ก่อนจะได้ประตูชัยจากลูกจุดโทษของ ไรอัน ฮาร์ดี้ (Ryan Hardie) จบเกมด้วยสกอร์ 1-0 ส่งลิเวอร์พูลร่วงตกรอบ พร้อมดับความหวังแชมป์เอฟเอคัพของแฟนหงส์แดงไปแบบสุดเจ็บ

ทำไมเราถึงรักเอฟเอคัพไม่เคยเปลี่ยน

เมื่อมองย้อนกลับไปในทุกยุค จะเห็นภาพซ้ำ ๆ ว่า เอฟเอคัพไม่ใช่เวทีที่แข็งแกร่งที่สุดชนะเสมอไป แต่มันคือเวทีของความหวังและความฝัน

  • ทีมเล็กมีพื้นที่ให้สร้างปาฏิหาริย์

  • ทีมใหญ่ไม่มีสิทธิ์ลงสนามแบบเล่น ๆ

  • แฟนบอลได้เห็นเรื่องราวเหนือจินตนาการในทุกฤดูกาล

และนี่แหละ คือเหตุผลที่ทุกครั้งที่จับสลากเอฟเอคัพ แฟนบอลทั่วโลกถึงยังตั้งตารอเสมอ เพราะไม่มีใครรู้ว่า เกมล้มยักษ์ครั้งต่อไป จะเกิดขึ้นที่สนามไหน และทีมไหนจะกลายเป็นตำนานหน้าใหม่