จากศูนย์ประชุมสู่เดสติเนชันความบันเทิงแห่งเอเชีย
อิมแพ็ค เมืองทองธานีเดินเกมใหม่ ประกาศวิสัยทัศน์ก้าวขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจ MICE & Entertainment Event ของเอเชีย พร้อมตั้งเป้าดันรายได้รวมแตะ 9,000 ล้านบาทภายในปี 2573
แนวทางไม่ได้มีแค่การปล่อยเช่าพื้นที่จัดงานเหมือนเดิม แต่คือการขยายอาณาจักรทั้งในมิติไมซ์ โรงแรม ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์รอบทะเลสาบเมืองทองธานี เพื่อยกระดับให้กลายเป็น Destination ครบวงจรระดับภูมิภาค
ไทยบนเวทีไมซ์โลก โอกาสที่อิมแพ็คต้องคว้า
ประเทศไทยถูกมองเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของผู้จัดงานจากทั่วโลก จากทั้งด้าน ความมั่นคงทางอาหาร การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปจนถึงความสามารถในการต่อยอดมูลค่าสินค้าและบริการด้วยครีเอทีฟ
ตามรายงาน Globe Watch Business Analytics – Country & City Rankings 2567 ของ ICCA
ไทยติดอันดับที่ 25 ของโลก จาก 160 ประเทศที่ถูกจัดอันดับ
อยู่ที่ 5 ของภูมิภาคเอเชีย
และครองอันดับ 1 ของอาเซียนด้านจำนวนงานประชุมนานาชาติ
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ศักยภาพของประเทศไทยและอาเซียนในฐานะศูนย์กลางการประชุมนานาชาติยังโตได้อีกมาก และอิมแพ็คตั้งใจจะเป็นหัวหอกสำคัญในเกมนี้
ดีมานด์คอนเสิร์ตล้น เมืองไทยกลายเป็นฮับ Entertainment Event
ความต้องการจัดคอนเสิร์ตในไทยพุ่งไม่หยุด แต่ละปีมีงานคอนเสิร์ตทั้งไทยและต่างชาติรวมกันราว 250 – 300 งาน กลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญ
สร้างงานในอุตสาหกรรมอีเวนต์
เพิ่มการใช้จ่ายด้านการเดินทาง โรงแรม ร้านอาหาร
ดันเศรษฐกิจรอบพื้นที่จัดงานให้คึกคักต่อเนื่อง
พฤติกรรมผู้บริโภคหลังโควิดก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หลายคน ลดการซื้อของชิ้นใหญ่แต่หันมาลงทุนซื้อประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็น
ไปดูคอนเสิร์ตศิลปินที่รัก
เดินทางท่องเที่ยวตามเทศกาลดนตรี
แชร์ช่วงเวลาประทับใจผ่านรูปและคอนเทนต์
คอนเสิร์ตและอีเวนต์บันเทิงจึงกลายเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคนี้แบบตรงจุด
ดีมานด์ที่พุ่งขึ้นทำให้พื้นที่อย่าง อิมแพ็ค อารีน่า ถูกจองแน่นล่วงหน้า 6-9 เดือน โดยเฉพาะช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ที่แทบไม่ว่างเลย ส่งผลให้ต้องขยายการรองรับงานคอนเสิร์ตจาก 2 อาคารหลัก
อิมแพ็ค อารีน่า
ธันเดอร์โดม
ไปสู่
อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 รองรับผู้ชมได้ราว 40,000 – 50,000 คน
อาคาร 5-12 รองรับอีเวนต์ในร่มระดับ 3,500 – 4,500 คนต่ออาคาร
จับมือไลฟ์เนชั่น รีโนเวทอารีน่า ยกระดับสู่เวทีโลก
เพื่อเสริมแกร่งฝั่ง Entertainment Event อิมแพ็คจับมือกับ ไลฟ์เนชั่น ตั้งบริษัทร่วมทุน “บริษัท อิมแพ็ค ไลฟ์เนชั่น จำกัด” ถือหุ้นในสัดส่วน 51:49 โดยอิมแพ็คให้เช่าอาคารและที่ดินอิมแพ็ค อารีน่า เป็นเวลา 20 ปี มูลค่าตามสัญญากว่า 4,617 ล้านบาท
เป้าหมายคือบริหารและพัฒนาอิมแพ็ค อารีน่า ร่วมกัน เพื่อ
เพิ่มศักยภาพในการรองรับงานบันเทิงระดับโลก
ตอกย้ำภาพลักษณ์อิมแพ็คในฐานะ จุดหมายปลายทางด้านความบันเทิงระดับอินเตอร์
ปัจจุบันอิมแพ็ค อารีน่า และธันเดอร์โดม ติด Top 5 สถานที่จัดงานในไทยที่ผู้จัดงานทั่วโลกเลือกใช้ ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเดินทางสะดวก และรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายที่เชื่อมต่อถึงอาคารโดยตรง
การตั้งบริษัทร่วมทุนครั้งนี้ยังตามมาด้วยแผน รีโนเวทอิมแพ็ค อารีน่าครั้งใหญ่ในรอบกว่า 20 ปี ปรับทั้ง
ระบบและอุปกรณ์จัดงานให้ทันสมัย ลดต้นทุนและเวลาเซ็ตงาน
การจัดการพื้นที่ให้คล่องตัวขึ้น เพิ่มจำนวนงานที่รองรับได้
เพิ่มบริการวงจรครบ เช่น บริการอาหาร-เครื่องดื่ม และโซน VIP Box
พร้อมกันนี้ยังเตรียมอัปเกรด
อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 พื้นที่ 60,000 ตร.ม. พื้นที่โล่งไร้เสากั้น สำหรับอีเวนต์บันเทิงในร่มสเกลใหญ่
ห้องแต่งตัวใหม่บริเวณอาคาร 5-6 สำหรับรองรับศิลปินและทีมงานในอนาคต
พื้นที่ธันเดอร์โดม ที่ใกล้หมดสัญญาจากผู้เช่ารายเดิม เตรียมรีโนเวทใหม่เน้นประสบการณ์ทั้งผู้จัดและผู้ชม
จุดขายสำคัญคือ พื้นที่กลางแจ้งริมน้ำกว่า 150,000 ตร.ม. รอบทะเลสาบเมืองทองธานี ที่เหมาะกับการจัด
เทศกาลดนตรีกลางแจ้ง
เฟสติวัลใหญ่ระดับเอเชีย
พร้อมวิวทะเลสาบเปิดโล่งที่สร้างบรรยากาศไม่เหมือนใคร
ทุบกระปุก 3,000 ล้าน ปูทางสู่การเป็นผู้นำ MICE & Entertainment Event
การยกระดับครั้งนี้ไม่ใช่แค่การรีโนเวท แต่คือการวางหมากระยะยาวเพื่อรักษาตำแหน่ง ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอันดับ 1 ของไทยและอาเซียน พร้อมตั้งเป้าใหม่ชัดเจน
เป็นผู้นำธุรกิจ MICE ของเอเชีย และจุดหมายปลายทางด้านการประชุม ธุรกิจ และความบันเทิงที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก
แผนการลงทุนรอบใหม่กว่า 3,000 ล้านบาท เน้นเติมเต็มโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะด้านโรงแรม เพื่อรองรับงานไมซ์และคอนเสิร์ตที่ขยายตัวต่อเนื่อง
อิมแพ็คเตรียมเพิ่มห้องพักใหม่อีก 1,000 ห้อง ผ่าน 2 โรงแรมภายในอาคารเดียวกันริมทะเลสาบเมืองทองธานี
โรงแรมระดับ 5 ดาว Hilton จำนวน 300 ห้อง
โรงแรมระดับ 4 ดาว Hilton Garden Inn จำนวน 700 ห้อง
รองรับอีเวนต์ระดับโลกที่อาจต้องการห้องพักกว่า 2,000 ห้องขึ้นไป ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้ผู้จัดและผู้ร่วมงานได้รับความสะดวกครบวงจร ตั้งเป้าเริ่มก่อสร้างไตรมาสแรกปีหน้า และเปิดบริการปลายปี 2570
ปัจจุบันอิมแพ็คมีโรงแรมให้บริการอยู่แล้ว 2 แห่ง
โนโวเทล กรุงเทพ อิมแพ็ค
ไอบิส กรุงเทพ อิมแพ็ค
รวมราว 1,000 ห้อง ซึ่งมีอัตราเข้าพักเติบโตต่อเนื่องตามจำนวนงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้แผนระยะยาวตั้งเป้า
ขยายเป็น 3,000 ห้อง ภายในปี 2571
และเพิ่มเป็น 5,000 ห้อง ภายในปี 2575
โรงแรมจึงไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจเสริม แต่เป็น แกนกลางของการพัฒนา Ecosystem เมืองทองธานี เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการ ร้านค้า และชุมชนรอบข้างให้เติบโตไปด้วยกัน
ผุด Mixed Use ริมทะเลสาบ ดันเมืองทองเป็นไมซ์เดสติเนชันเต็มรูปแบบ
การต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลาง MICE & Entertainment Event ไม่ได้จบที่ฮอลล์และโรงแรม แผนในอนาคตคือการพัฒนาโครงการ Mixed Use รอบทะเลสาบเมืองทองธานี เพื่อให้ตอบโจทย์นักเดินทางกลุ่มไมซ์และสายเฟสติวัลแบบครบวงจร
องค์ประกอบที่วางไว้ เช่น
ช้อปปิ้งมอลล์ รองรับการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง
สวนน้ำหรือแอคทิวิทีรูปแบบใหม่ เติมสีสันไลฟ์สไตล์
ร้านอาหารริมน้ำและพื้นที่พักผ่อน
ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้ร่วมงานไม่ได้แค่มาประชุมหรือดูคอนเสิร์ตแล้วกลับ แต่ อยู่ใช้ชีวิต ใช้เวลา ใช้เงิน ในพื้นที่ได้มากขึ้น
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญคือการเดินทางที่สะดวกผ่าน รถไฟฟ้าสายสีชมพู ที่เปิดให้บริการแล้ว ช่วยลดปัญหาจราจรและทำให้ภาพของอิมแพ็คชัดเจนขึ้นในฐานะ ศูนย์กลางไมซ์และเอนเตอร์เทนเมนต์ที่เข้าถึงง่าย
เครื่องยนต์ 4 ธุรกิจหลัก ดันรายได้แตะ 9,000 ล้านบาท
โครงสร้างรายได้ของอิมแพ็ควันนี้มาจาก 4 กลุ่มธุรกิจหลัก
ธุรกิจให้เช่าพื้นที่จัดงาน
ธุรกิจรับจ้างจัดงานครบวงจรและให้เช่าอุปกรณ์
ธุรกิจโรงแรม
ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม
ด้วยการเดินเกมเชิงรุกในทุกด้าน คาดว่ารายได้รวมปีนี้จะอยู่ราว 4,000 ล้านบาท และไต่ระดับไปถึง 9,000 ล้านบาทในอีก 5 ปี หรือภายในปี 2573
1) กลุ่มบริการเช่าพื้นที่จัดงาน
กลุ่มนี้ถือเป็น รายได้หลัก ของบริษัท และกำลังขยายตลาดสู่ประเทศใหม่ๆ อย่าง
อินเดีย
จีน
กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
จากศักยภาพเศรษฐกิจและความต้องการจัดงานที่เพิ่มสูงขึ้น อิมแพ็คตั้งทีม Business Development เฉพาะกิจเพื่อเจาะตลาดจีนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เพื่อดึงทั้งงานไมซ์และอีเวนต์บันเทิงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
2) ธุรกิจรับจ้างจัดงานครบวงจรและให้เช่าอุปกรณ์
ธุรกิจนี้ไม่ได้แค่รับงานจากลูกค้า แต่เริ่ม สร้างอีเวนต์ของตัวเอง มากขึ้น ทั้งในรูปแบบ
งานแสดงสินค้า
งานเจรจาธุรกิจ
อีเวนต์ไลฟ์สไตล์
รวมถึงเปิดโอกาสจับมือพันธมิตรผ่านแพ็กเกจ “IMPACT NEXT” สำหรับผู้จัดหน้าใหม่หรือคนที่มีไอเดียอีเวนต์แปลกใหม่ ให้สามารถเข้ามาร่วมสร้างโปรเจ็กต์ที่น่าสนใจร่วมกัน ซึ่งได้รับการตอบรับดี และช่วยเพิ่มทั้งกลุ่มลูกค้าและจำนวนงานใหม่จำนวนมาก
ตัวอย่างอีเวนต์ที่ใช้พื้นที่เมืองทองให้เป็น “สนามเด็กเล่น” แบบเต็มสปีด เช่น
เทศกาลยานยนต์ IMPACT Speed Fest 2025 ริมทะเลสาบเมืองทองธานี ตั้งเป้าปั้นเป็น Destination of Thailand Car Culture ในอนาคต
เฉพาะครึ่งปีแรกของ 2568 มีการจัดงานไปแล้ว 341 งาน แบ่งเป็น
ประชุม สัมมนา 167 งาน
อินเซนทีฟ 16 งาน
ประชุมขนาดใหญ่ (Convention) 5 งาน
คอนเสิร์ตไทยและต่างประเทศรวม 41 งาน
เอ็กซิบิชั่นระดับนานาชาติ 33 งาน
งานแต่งงาน 58 งาน
งานเลี้ยงสังสรรค์ 21 งาน
ส่วนครึ่งปีหลัง ยอดจองงานทะลุ กว่า 300 งาน โดยมีงานเด่นระดับภูมิภาคและระดับโลกทยอยจัดต่อเนื่อง เช่น
SUMMER SONIC BANGKOK 2025
งานแสดงสินค้าสวนสนุกและแหล่งท่องเที่ยวประเทศไทย
มหกรรมยานยนต์
เทศกาล EDM ระดับโลกอย่าง Creamfields Asia 2025
3) ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม
ด้าน F&B ก็ไม่ยอมหยุดอยู่กับที่ เตรียมเปิดร้านอาหารใหม่ “Xian yuan” ขนาด 900 ตร.ม. ที่ดุสิต เซ็นทรัลพาร์ค ปลายปีนี้ เสริมทัพจากร้านในเครือที่มีอยู่แล้ว 18 แบรนด์ 29 สาขา
ภายในอิมแพ็ค เมืองทองธานี 20 สาขา
นอกพื้นที่อิมแพ็ค 9 สาขา
แบรนด์ในเครือ ได้แก่
บิสโตร เดอ แชมเปญ
ฟลาน โอเบรียนส์ ไอริช ผับ
เฮยยิน
ฮ่องกง คาเฟ่
ฮ่องกง ฟิชเชอร์แมน
ฮ่องกง สุกี้
อิมแพ็ค ฟาร์ม
อิมแพ็ค เลคฟร้อนท์
อีสาน แอ็ท อารีน่า
เรโทร บาร์ แอนด์ คาเฟ่
เทอราซซ่า
ทองหล่อ
ซิกส์ ซีโร่ การาจ แอนด์ โรสเตอร์
อีส คาเฟ่
เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์ ไทยแลนด์
นิปปอน โยโคโจว
ไทโชเต
สึโบฮาจิ
การมี F&B แข็งแรงในพื้นที่ช่วยให้ เทศกาลดนตรี คอนเสิร์ต และงานไมซ์ มีบริการรองรับครบ จบในโซนเดียว ไม่ต้องออกไปหาของกินข้างนอกให้เสียเวลา
เผชิญความผันผวน แต่สปีดต้องไม่ตก
แม้อุตสาหกรรมไมซ์โดยรวมมีแนวโน้มเติบโต แต่ความท้าทายก็ยังรออยู่ทุกทิศ ไม่ว่าจะเป็น
ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและในประเทศ
ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการใช้จ่าย
นโยบายภาษีสหรัฐฯ
ปัญหาเศรษฐกิจจีน และนโยบายส่งเสริมท่องเที่ยวในประเทศของจีน ที่ทำให้จำนวนนักเดินทางไมซ์และนักท่องเที่ยวจีนชะลอลงตั้งแต่ต้นปี 2568
อย่างไรก็ตาม ฝั่งผู้ประกอบการ รวมถึงอุตสาหกรรมไมซ์ไทยยังคง เร่งเตรียมความพร้อมและปรับตัวเชิงรุก เพื่อรับมือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
สำหรับอิมแพ็ค ทิศทางชัดเจนคือ
ขยายการเติบโตของทุกกลุ่มธุรกิจแบบ “เดินหน้าเต็มคันเร่ง”
เสริมความแข็งแกร่งทั้งด้านโครงสร้าง สินค้า และประสบการณ์ลูกค้า
ต่อยอดภาพลักษณ์ให้ชัดว่าเป็น จุดหมายปลายทางด้านความบันเทิงระดับโลก
เมื่อไมซ์ระดับเอเชียมาชนกับเทศกาลดนตรีระดับอินเตอร์ เมืองทองธานีกำลังถูกรีดีไซน์ให้กลายเป็นเวทีที่ทั้งศิลปิน ผู้จัดงาน และแฟนๆ ทั่วเอเชียต้องมาเหยียบให้ได้สักครั้งในชีวิต

