AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือ แต่มาเป็น “ยุคสมัย”
“ถ้าพูดถึงเทรนด์ปี 2026 ยังไงก็หนีคำว่า AI ไม่พ้นแน่ๆ” — ประโยคเปิดของ อติชาญ เชิงชวโน หรือที่ทุกคนรู้จักกันในชื่อ ‘อู๋ Spin9’ ชัดมากว่าคนพูดเตรียมตัวมาดีสุดๆ
เขาเล่าว่า AI วันนี้ไม่ได้เป็นแค่ “เครื่องมือ” แต่ควรมองมันเป็น “แพลตฟอร์มระดับอินเทอร์เน็ต” เลยด้วยซ้ำ ถ้าย้อนกลับไปช่วงปี 2000 อินเทอร์เน็ตคือเทรนด์ใหญ่ของโลก คนเข้าถึงได้ยังไม่เยอะ ใช้กันหลักๆ เพื่อเช็กอีเมล แชต คุยกัน แต่ในความเป็นจริง อินเทอร์เน็ตคือฐานที่ทำให้ธุรกิจระดับโลกอย่าง Google, Wikipedia และสารพัดเว็บไซต์บริการต่างๆ เกิดขึ้นได้
AI ในวันนี้ก็มาในบทบาทเดียวกันเลย แค่เปลี่ยนตัวละครจาก “เน็ต” เป็น “ปัญญาประดิษฐ์” เท่านั้นเอง
จากของแพงสำหรับคนกลุ่มเล็ก ไปสู่ของ “เกือบฟรี” สำหรับทุกคน
อินเทอร์เน็ตยุคแรกมีคนใช้ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก เพราะทั้งแพง ทั้งเข้าถึงยาก คนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่ได้ประโยชน์ก่อนใคร ใช้งานก็แค่ทักแชต ส่งเมล เข้าเว็บ แต่จริงๆ พลังของมันใหญ่กว่านั้นมาก
อู๋มองว่า ตอนนี้ AI กำลังยืนอยู่ในเฟสเดียวกับอินเทอร์เน็ตยุคเห่อแรกๆ
ตอนนี้ AI ยังจัดว่าค่อนข้างแพง คนที่จะเข้าถึงเวอร์ชันเต็มๆ ต้องยอมจ่าย
พอเวลาเดินไปเรื่อยๆ ราคาจะถูกลงจนแทบจะฟรี เหลือแค่จ่ายรายเดือนเบาๆ ที่ทุกคนไหว
พอคนใช้เยอะขึ้น ความ “แมส” ก็จะเกิดขึ้น เหมือนวันที่อินเทอร์เน็ตกลายเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน
อู๋เชื่อว่าในปี 2026 คนทั่วไปจะ เริ่ม “ชิน” กับ AI มากกว่าตื่นเต้นกับมัน เหมือนที่เราเคยชินกับการออนไลน์ทั้งวันจนลืมไปแล้วว่าเมื่อก่อนชีวิตเรา “ออฟไลน์” แทบตลอดเวลา
3 มิติการใช้ AI ที่จะมาแรงในปี 2026
อู๋แบ่งภาพใหญ่ของการใช้ AI ในชีวิตประจำวันออกเป็น 3 มิติ ที่จะชัดขึ้นมากในปี 2026 คือ
Text (ข้อความ)
Media (ภาพและวิดีโอ)
Voice (เสียง)
1. Text: ภาษาไม่เก่ง แต่พิมพ์อังกฤษได้เฉียบกว่าเดิม
สำหรับหลายคน การลองใช้ AI ครั้งแรกมักเริ่มจาก “การคุยด้วยข้อความ” นี่แหละ
เราใช้มันเพื่อ
ถาม-ตอบเรื่องที่อยากรู้
ขอให้ช่วยสรุปบทความยาวๆ
ให้ช่วยเขียนอีเมล โต้ตอบเอกสาร
เขียนทั้งภาษาที่เราถนัดและภาษาที่เราไม่คล่อง
ทุกวันนี้แค่เปิดอีเมล เราแทบแยกไม่ออกแล้วว่า อีกฝั่งเก่งภาษาอังกฤษจริงๆ หรือมี AI เป็นแบ็กอัปให้ เพราะตอนนี้ คนที่เคยเขียนอังกฤษแข็งๆ อยู่ดีๆ ก็ “ลื่น” ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นี่คือพลังของ AI ในมิติของ text ที่ทำให้ทุกคนสื่อสารได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็วชนิดที่ตัวเองก็ยังตกใจ
2. Media: เมื่อภาพและวิดีโอ “ปลอมเนียน” จนแยกไม่ออก
อู๋ชวนเราถอยกลับไปดูแค่ 12 เดือนก่อน จะรู้เลยว่า ความเนียนของภาพและวิดีโอที่สร้างด้วย AI กระโดดขึ้นแบบโหดมาก
คนที่ไม่คุ้นกับการใช้ AI จะเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าภาพ/คลิปไหนของจริง คลิปไหนสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะคนรุ่นที่เคยเชื่อว่า
ภาพ “แต่งได้ด้วย Photoshop” เลยไม่ค่อยเชื่อภาพ
วิดีโอ “น่าเชื่อกว่า” เพราะเคยคิดกันว่าปลอมยาก
แต่วันนี้ AI กำลังทำลายกรอบความเชื่อนั้น เพราะเราสามารถสร้างวิดีโอหนึ่งชิ้นได้โดยไม่ต้องมีกล้องจริงด้วยซ้ำ สคริปต์ดีๆ + เครื่องมือ AI เก่งๆ ก็เล่าเรื่องผ่านภาพเคลื่อนไหวได้แล้ว
ผลลัพธ์คือ โลกสื่อกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ “สายตา” ของเราถูกหลอกได้ง่ายกว่าที่เคยเป็นมาแบบทวีคูณ
3. Voice: เสียงที่คุ้นเคย… แต่เจ้าของเสียงไม่ได้พูดเอง
ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกหลอนนิดๆ โดยเฉพาะพออู๋เริ่มพูดถึงเรื่อง เสียง
เสียงเป็นสิ่งที่คนเชื่อใจมานานมาก เพราะเราคิดว่า
“เสียงใครเสียงมัน ของใครของมัน ถ้าได้ยินเสียงคนนี้ แปลว่าคนนี้พูดเอง”
แต่ AI วันนี้กำลังพิสูจน์ว่า มันไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไป
แค่มีตัวอย่างเสียงเยอะพอ AI ก็สามารถสร้างเสียงเลียนแบบได้ใกล้เคียงเกิน 90%
คนทำสื่อ ดารา ผู้นำประเทศทั้งหลาย ล้วนมี “ต้นฉบับเสียง” ให้เก็บไปเรียนรู้ได้เพียบ
และนี่คือจุดที่อู๋เองก็ยกตัวอย่างตัวเอง เพราะเขาทำสื่อมานาน มีเสียงให้ระบบไปเรียนรู้เยอะมาก การเลียนแบบจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว
เมื่อกำแพงภาษาเริ่มพังลงแบบจริงจัง
อีกเทรนด์นึงที่อู๋มั่นใจว่าจะมาแรงในปี 2026 คือ “การทลายกำแพงภาษา” อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เขายกตัวอย่างช่องของตัวเองให้ดูง่ายๆ:
เดิมทีพอดแคสต์ของ Spin9 เป็นภาษาไทยล้วน
ทุกคอนเทนต์ถูกออกแบบมาสำหรับ “คนไทย” เป็นหลัก
แต่ทุกวันนี้ ใครก็สามารถ ดูคอนเทนต์เดียวกันในเวอร์ชันภาษาอังกฤษ ได้ ผ่านฟีเจอร์ auto-dubbed ที่เอาเสียงภาษาไทยเดิมของเขาไปแปลงเป็นภาษาอื่น
ตอนนี้เสียงภาษาอังกฤษที่ได้ยังไม่ใช่เสียงจริงของอู๋ 100% แต่เขาเชื่อว่า อีกไม่นาน เสียงที่เราฟังในภาษาอื่นจะ “เป็นเสียงเขาเอง” ที่ถูกจำลองไปพูดอีกภาษาได้อย่างแนบเนียน
แปลว่า
คอนเทนต์ที่เคยเจาะตลาดคนไทย จะเริ่มไปได้ทั้งโลก
คนที่ฟัง/อ่านภาษาไทยไม่ได้ ก็จะเข้าใจเนื้อหาไทยได้ผ่านเสียงแปลแบบเรียลไทม์
นี่คือการปลดล็อกโอกาสของคอนเทนต์ไทยแบบที่เมื่อก่อนเราแทบไม่กล้าฝัน
AI จะทำให้คุณไม่ “พิเศษ” อีกต่อไป ถ้ายังยืนอยู่ที่เดิม
อู๋มองว่า 3 มิติของ AI (ข้อความ–ภาพ–เสียง) จะกลายเป็นตัวปลดล็อกธุรกิจใหม่จำนวนมหาศาล ในขณะเดียวกันก็ทำให้ธุรกิจบางประเภท “หมดความได้เปรียบ” ไปด้วย
เพราะอะไร?
เมื่อก่อน ใครมีเทคโนโลยีแรงๆ ล้ำๆ ก่อนคนอื่น ก็เหนือกว่าในตลาด
แต่วันนี้ AI ทำให้ “ความเก่งของคอมพิวเตอร์” ถูกยกระดับไปอยู่จุดที่ทุกคนเข้าถึงได้
ถ้าธุรกิจของคุณเคยเด่นเพราะ
เป็นเจ้าเดียวที่ทำคอนเทนต์รูปแบบหนึ่งในประเทศไทย
ใช้เทคโนโลยีที่คนอื่นทำตามยาก
วันนี้ผู้ชมไทยสามารถ เข้าใจคอนเทนต์จากทั้งโลก ผ่านเทคโนโลยีที่เกือบฟรีได้แล้ว ความพิเศษเดิมๆ เลยเริ่มถูกลดทอนลงแบบช่วยไม่ได้
ในฐานะผู้บริโภค นี่คือข่าวดี — เราได้ของดีขึ้น ในราคาที่ถูกลง หรือแทบจะฟรี ส่วนในฐานะคนทำงาน นี่คือสัญญาณว่า ถึงเวลาต้องหาจุดแข็งใหม่ ที่ลึกกว่าแค่ “เครื่องมือ” แล้ว
ความเร็วไม่ใช่จุดขายอีกต่อไป ความน่าเชื่อถือต่างหากคือของจริง
สำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเอง “หนืด” กับความเปลี่ยนแปลง อู๋ก็ไม่ได้อยู่กันคนละโลกอย่างที่คิด เขามองความเปลี่ยนแปลงแบบเรียลลิสต์มากๆ
เขาบอกว่า
“วันนี้ไม่มีใครเคลมได้แล้วว่าความเร็วคือจุดขาย”
เพราะเครื่องมือทุกอย่างถูกบีบให้เร็วขึ้นพร้อมกันหมด สิ่งที่กลายเป็นหัวใจของอาชีพ content creator มากๆ คือ “ความน่าเชื่อถือ”
มันคือสายสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างคนดูและคนทำ
ความไว้ใจสร้างไม่ได้ในวันเดียว
มันเกิดจากระยะเวลา การสม่ำเสมอ และการเป็นตัวของตัวเองอย่างต่อเนื่อง
สำหรับอู๋เอง เขาเชื่อว่าคนดูช่องของเขา
รู้สึก “สบายใจ” ที่ได้ดู
ผูกพันกันมาตั้งแต่ยุคที่เขายังไม่แต่งงาน ยังไม่มีลูก
ขณะที่คนดูก็เติบโตไปพร้อมกัน จากเด็กเรียนยังไม่จบ จนตอนนี้บางคนแต่งงาน มีครอบครัว แล้วก็ยังดูอยู่
ความสัมพันธ์แบบนี้ ต่อให้ AI เก่งแค่ไหนก็ลอกเลียนไม่ได้ และนี่คือเหตุผลที่เขาไม่กลัวว่าเทคโนโลยีจะมาแทนที่ แต่เลือกใช้มันเป็นเครื่องมือเสริมพลังแทน
ถ้าจะใช้ AI ให้คุ้ม ต้องเริ่มจาก “ไม่เชื่อหมดใจ”
อู๋ย้ำว่า คนที่ยังไม่คุ้นกับ AI ต้องเข้าใจก่อนว่า
สิ่งที่ AI ตอบ ไม่ใช่ความจริง 100%
คนยุคนี้เริ่มรู้แล้วว่า ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตมีทั้งจริงและเฟก แต่พอเป็น AI คนกลับพร้อมจะเชื่อมากกว่า เพราะรู้สึกว่า “มันเก่ง” และเราเองก็มีแนวโน้มจะเชื่อ “คนเก่ง” อยู่แล้ว
เขาเลยเตือนว่า
AI คือเครื่องมือช่วยย่นเวลา
ไม่ใช่เครื่องมือที่มาคิดแทนเราทุกเรื่อง
เรายังต้องใช้การคิด วิเคราะห์ และการตรวจสอบของตัวเองอยู่ดี
ไม่ต้องกลัว AI แต่ต้อง “เอ๊ะให้บ่อยขึ้น”
อู๋สรุปมุมมองต่อ AI ไว้แบบน่าคิดมาก
เขาไม่มองว่า AI เป็นภัยโดยตรง แต่ยอมรับว่าปัญหาใหญ่จะเกิดขึ้น เมื่อมันเลียนแบบความจริงได้เนียนมากจนเราแยกไม่ออก
เขาเปรียบเทียบว่า เราต้องตั้งสติให้มากกว่าเวลาที่เจอ
ข้อความฟอร์เวิร์ดแนว “เครื่องดื่มมหัศจรรย์รักษามะเร็ง” แบบที่เคยแชร์กันยุคก่อน
สิ่งที่ควรทำคือ
อย่าเชื่อก่อน
เอ๊ะไว้ก่อน แม้ตอนนั้นเราจะเผลอเชื่อไปแล้วก็ตาม
เพราะถ้าคนจำนวนมากเชื่อข่าวปลอมอะไรสักอย่างไปแล้ว การแก้ข่าวทีหลังจะยากมาก นี่คือโจทย์ใหญ่ของสังคมในยุคที่เสียง ภาพ และวิดีโอถูกสร้างขึ้นมาใหม่ได้เหมือนจริงทุกองศา
สำหรับ content creator นั่นหมายความว่า ความน่าเชื่อถือ จะไม่ใช่สิ่งที่สร้างได้ด้วยคอนเทนต์ไวรัลชิ้นเดียว แต่ต้องอาศัยเวลาและร่องรอยการทำงานที่สม่ำเสมอ
อู๋ทิ้งท้ายไว้ชัดมากว่า
หา จุดแข็งของตัวเอง ให้เจอ
ยึดมั่นกับสิ่งนั้นในระยะยาว
ใช้ AI เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ภัยคุกคาม
นี่แหละคือคีย์เวิร์ดของการเป็น creator ในปี 2026 ที่เทคโนโลยีวิ่งเร็วกว่าอารมณ์คนดูเสมอ แต่คนที่จะอยู่รอด คือคนที่ทำให้คนดู เชื่อและสบายใจ ที่จะอยู่ด้วยไปอีกหลายปีข้างหน้า

