Gaggan at Louis Vuitton: เมื่อแฟชั่นระดับโลกเจอไฟน์ไดนิงสุดล้ำ
หลังจากเปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา ร้านอาหาร Gaggan at Louis Vuitton ก็ไม่ปล่อยให้คนรักอาหารต้องรอนาน เพราะสามารถทะยานขึ้นมาติดอันดับที่ 31 ในรายชื่อ Asia’s 50 Best Restaurants 2025 ได้สำเร็จ
ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ร่วมกันระหว่าง หลุยส์ วิตตอง และ เชฟ Gaggan Anand ที่ตั้งใจสร้างประสบการณ์การกินแบบ Progressive Asian ที่ทั้งล้ำสมัย สนุก และเต็มไปด้วยอารมณ์ร่วม
ที่นี่ไม่ได้เน้นแค่อาหารหน้าตาสวยหรือเทคนิคซับซ้อนเท่านั้น แต่ยังดึงเอา ศิลปะ ความสนุก และตัวตนของแบรนด์แฟชั่นระดับโลก เข้ามาเล่าเรื่องในแต่ละจานอย่างมีเอกลักษณ์
ยิ่งไปกว่านั้น ความสำเร็จของร้านยังต่อยอดมาจากรางวัล Asia’s Best Pastry Chef Award 2025 ที่ตกเป็นของเชฟเดช คิ้วคชา หัวหน้าเชฟขนมหวานของร้าน ซึ่งตอกย้ำว่า ทีมนี้ไม่ได้เก่งแค่ของคาว แต่ ขนมหวานก็อยู่ระดับเวทีโลก เช่นกัน
คอนเซ็ปต์: กินด้วยตา ลิ้มด้วยลิ้น และรู้สึกด้วยทุกประสาทสัมผัส
Gaggan at Louis Vuitton ไม่ได้เป็นแค่ร้านอาหารหรู แต่ถูกออกแบบให้เป็น ประสบการณ์หลายประสาทสัมผัส (multi-sensory) ที่ทุกอย่างถูกคิดมาแล้วตั้งแต่บรรยากาศ โต๊ะ จาน ไปจนถึงลำดับจานอาหาร
แรงบันดาลใจของเมนูมาจากการเดินทางของเชฟ Gaggan รวมถึงการตีความฤดูกาลและสถานที่ต่าง ๆ ผ่านรสชาติและการนำเสนอที่ชวนให้ตั้งคำถามและอมยิ้มไปพร้อมกัน
หัวใจของเมนูคือการเล่นกับ 5 รสชาติหลัก ที่ถูกยกระดับให้มีมิติขึ้นไปอีกขั้น
หวาน (Sweet)
เปรี้ยว (Sour)
เค็ม (Salty)
เผ็ด (Spicy)
เซอร์ไพรส์ (Surprise)
โดยเฉพาะรสชาติที่ห้าอย่าง “เซอร์ไพรส์” นี่แหละ ที่ทำให้แต่ละคอร์สเต็มไปด้วยความไม่คาดคิด และสร้างความทรงจำให้มื้อนี้ไม่เหมือนมื้อไหนในชีวิต
เมนูไฮไลต์ที่สายกินต้องเล่าให้คนอื่นฟัง
หนึ่งในเมนูที่กลายเป็นซิกเนเจอร์และถูกพูดถึงบ่อยที่สุดคือ “Lick It Up” เมนูที่ทั้งชื่อและวิธีกินชวนขัดใจมารยาทบนโต๊ะอาหารแบบดั้งเดิม แต่กลับสนุกมากในโลกของ Progressive Dining
จานนี้ถูกเสิร์ฟบนภาชนะที่ออกแบบด้วยลาย Louis Vuitton อย่างเฉพาะตัว ด้านบนแต่งด้วยสีเขียวสดของเพียวเรจากยอดอ่อนถั่วลันเตา ผสมกับดอกซากุระกรอบ พริกเขียว ซูกินี และผักชีลาวที่ช่วยดึงเสน่ห์ของความเป็นเอเชียนออกมาแบบคาดไม่ถึง
อีกหนึ่งเมนูที่สะท้อนตัวตนของเชฟและธีมการเดินทางได้ชัดเจนคือ “World Map” ซึ่งเล่าเรื่องประสบการณ์การกินจากทั่วโลก ผ่านการจัดวางรสชาติหลากหลายมุมโลกลงบนจานทรงลูกโลก
มันไม่ใช่แค่จานอาหาร แต่คือการจำลอง โลกทั้งใบลงบนโต๊ะกินข้าว
ขนมหวานโดยเชฟเดช: ปิดมื้อด้วยความละเอียดอ่อนสไตล์เวทีโลก
ความน่าสนใจของ Gaggan at Louis Vuitton ไม่ได้จบแค่ของคาว เพราะ เชฟเดช คิ้วคชา รับหน้าที่ดูแลสายหวาน และยกระดับขนมให้กลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของมื้ออาหาร
ขนมแต่ละจานเน้นการเล่นกับ เนื้อสัมผัสและรสชาติ โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม ๆ แต่ยังคงบาลานซ์ทุกอย่างได้อย่างกลมกล่อมในคำเดียว
เมนูฤดูใบไม้ผลิของร้านเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม ถึง 31 พฤษภาคม 2568 โดยมีให้เลือกทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำในรูปแบบคอร์สเต็มอิ่ม
มื้อกลางวัน: 9 คอร์ส ราคา 6,000++ บาทต่อท่าน
มื้อค่ำ: 13 คอร์ส ราคา 10,000++ บาทต่อท่าน
สำหรับสายไฟน์ไดนิงและคนที่อยากลองอะไรที่มากกว่าการ “ไปกินข้าวร้านหรู” ที่นี่เหมาะจะเป็น มื้อพิเศษที่จดจำได้จริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสฉลอง หรือแค่วันธรรมดาที่อยากอัปเกรดให้กลายเป็นความทรงจำ
สรุป: ร้านนี้ไม่ใช่แค่ติดอันดับ…แต่ติดใจ
หากมองผ่านมุมของคนรักร้านอาหารแปลกใหม่ Gaggan at Louis Vuitton คือการพิสูจน์ว่า ไฟน์ไดนิงยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องเคร่งขรึม เสมอไป
ที่นี่คือพื้นที่ที่แฟชั่นระดับโลกมาจับมือกับเชฟหัวก้าวหน้า สร้างมื้ออาหารที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า รสชาติ และความเซอร์ไพรส์ในทุกคอร์ส
ใครกำลังมองหาร้านที่ให้ความรู้สึกทั้งหรู สนุก ล้ำ และต่างจากที่เคยเจอมาก่อน ชื่อนี้ควรอยู่ในลิสต์ต้น ๆ แบบไม่ต้องคิดนานเลย

