เที่ยวจีนด้วยรถไฟ ง่ายกว่าที่คิด
การไปเที่ยวจีนแล้วเลือกเดินทางด้วยรถไฟ ถือว่าเป็นวิธีที่ทั้งสะดวก ประหยัด และช่วยประหยัดเวลาได้มาก เส้นทางครอบคลุมเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ที่นั่งนั่งสบาย แถมยังตรงต่อเวลา ทำให้หลายคนที่เคยลองแล้วมักจะติดใจ
ตอนนี้ระบบรถไฟจีนหันมาใช้ ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ (E-Ticket) กันเกือบหมด ไม่ต้องกังวลว่าตั๋วจะหาย เปียกน้ำ หรือฉีกขาดอีกต่อไป ขั้นตอนการซื้อและการใช้งานก็ง่ายมาก ยิ่งถ้าจองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ยิ่งสะดวกเข้าไปใหญ่
บทความนี้จะพาไปดูทั้งเคล็ดลับการใช้ E-Ticket ประเภทตั๋วรถไฟจีน วิธีอ่านข้อมูลบนตั๋ว ไปจนถึง Q&A ยอดฮิตสำหรับมือใหม่ที่อยากนั่งรถไฟเที่ยวจีน
เคล็ดลับใช้ตั๋วรถไฟจีนแบบ E-Ticket

รถไฟจีนส่วนใหญ่เปลี่ยนมาใช้ ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้การเดินทางง่ายขึ้นมาก โดยเฉพาะช่วงพีคซีซันที่คนเดินทางเยอะ ไม่ต้องต่อคิวยาวๆ เพื่อซื้อตั๋วหน้าสถานีอีกต่อไป แค่มีพาสปอร์ตกับมือถือก็ขึ้นรถไฟได้แล้ว
1. จอง E-Ticket ใช้แค่พาสปอร์ตใบเดียว
การจอง E-Ticket สำหรับรถไฟจีนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ทำได้สะดวกมาก ใช้เพียงข้อมูลจากหนังสือเดินทางในการกรอก เมื่อจองเสร็จเรียบร้อย คุณจะได้รับที่นั่งและ E-Ticket บนแอป พร้อมรายละเอียดสำคัญ เช่น
หมายเลขขบวนรถไฟ
หมายเลขตู้โดยสาร
หมายเลขที่นั่ง
ทั้งหมดจะแสดงเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งบนแอปและในอีเมล เหมาะมากสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อ่านภาษาจีนไม่ออก
2. ผ่านจุดตรวจความปลอดภัยและเข้าสถานี
เมื่อถึงสถานีรถไฟ ให้นำ E-Ticket และ พาสปอร์ต ที่ใช้ในการจองไปแสดงที่จุดตรวจ ระบบจะใช้ข้อมูลจากเอกสารระบุตัวตนในการยืนยันข้อมูลตั๋ว
โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องมีตั๋วกกระดาษ แต่ถ้าต้องการใบเสร็จหรือสำเนาตั๋วจริง เพื่อเก็บไว้ใช้เป็นหลักฐาน หรือเผื่อลืมข้อมูลที่นั่ง ก็สามารถไปพิมพ์ได้ที่ช่องจำหน่ายตั๋วภายในสถานี
3. เช็กอินและขึ้นรถไฟให้ถูกจุด
เมื่อผ่านประตูตรวจความปลอดภัยแล้ว ให้มองหาประตูทางเข้า (Gate/Platform) ที่ระบุบนตั๋วหรือจอ LED ภายในโถงผู้โดยสาร
การเช็กอินขึ้นรถไฟทำได้โดย
ใช้พาสปอร์ตสแกนที่ ประตูตรวจตั๋วอัตโนมัติ
ถ้าสถานีไม่มีเครื่อง หรือเครื่องไม่รองรับเอกสารของคุณ ให้ไปที่ช่องเจ้าหน้าที่ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะช่วยสแกนและเปิดประตูให้เอง
4. เช็กเอาต์เมื่อถึงปลายทาง
เมื่อถึงสถานีปลายทาง ต้องเช็กเอาต์ก่อนออกจากสถานี โดยทำได้ 2 แบบคือ
สแกนหนังสือเดินทางหรือใบอนุญาตเดินทางที่ช่องออกอัตโนมัติ
หรือแสดงเอกสารให้เจ้าหน้าที่ที่ช่องออกแบบมีคนให้บริการ
เตรียมพาสปอร์ตให้หยิบง่าย จะช่วยให้การออกจากสถานีเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่เสียเวลา
ทำความรู้จักประเภทตั๋วรถไฟจีน
การเดินทางด้วยรถไฟในจีนจะพบว่ามีตั๋วหลายแบบมาก ทั้งรถไฟความเร็วสูงและรถไฟธรรมดา แต่ละแบบตอบโจทย์การเดินทางที่ต่างกัน
ตั๋วรถไฟความเร็วสูง (High-Speed Train)
ตั๋วรถไฟความเร็วสูงถือเป็นตัวเลือกยอดนิยมของนักท่องเที่ยว เพราะ
เร็วมาก ความเร็วสูงสุดประมาณ 250–350 กม./ชม.
ครอบคลุมเส้นทางท่องเที่ยวหลักเกือบทั่วประเทศ
ประหยัดเวลามากเมื่อเทียบกับรถไฟธรรมดาหรือเครื่องบินในเส้นทางระยะสั้นถึงกลาง
ภายในรถไฟความเร็วสูงมีที่นั่งหลายระดับ เช่น First Class, Second Class และแบบอื่นๆ ให้เลือกตามงบและความสบายที่ต้องการ
ตั๋วรถไฟธรรมดา (Non-Bullet Trains)
รถไฟธรรมดาเหมาะสำหรับคนที่
ต้องการเดินทางระยะไกลหรือข้ามคืน
เน้นความประหยัดมากกว่าความเร็ว
ถึงแม้จะใช้เวลาเดินทางนานกว่ารถไฟความเร็วสูง แต่ก็มักมีตัวเลือกที่นั่งหลากหลาย เช่น ที่นั่งปกติ เตียงบน–ล่าง หรือเตียงแบบนุ่มสำหรับการนอนข้ามคืน
ประเภทตั๋วที่แนะนำ
เดินทางระยะสั้น (ไม่เกิน 5 ชั่วโมง)
แนะนำที่นั่ง First Class หรือ Second Class บนรถไฟความเร็วสูง นั่งสบาย เคลื่อนตัวสะดวก และถึงไวเดินทางระยะไกลหรือค้างคืน
เหมาะกับ รถนอนแบบนุ่ม ทั้งบนรถไฟความเร็วสูงหรือรถไฟธรรมดา ช่วยให้พักผ่อนได้เต็มที่
ถ้าอยากได้ความเป็นส่วนตัวและความหรูหราเพิ่มขึ้น สามารถเลือก รถนอนแบบนุ่มระดับดีลักซ์ จะได้ห้องที่เงียบและเป็นส่วนตัวมากกว่า
วิธีอ่านข้อมูลบนตั๋วรถไฟจีน

ตั๋วรถไฟจีนจะระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเดินทางค่อนข้างละเอียด โดยหลักๆ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
ตั๋วแม่เหล็กสีน้ำเงิน: สามารถสแกนผ่านประตูอัตโนมัติในหลายๆ สถานี ทำให้เข้า–ออกได้รวดเร็ว
ตั๋วกระดาษสีชมพู: ต้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วด้วยมือ เพราะไม่รองรับการสแกนอัตโนมัติ
หมายเลขตั๋ว
หมายเลขตั๋วจะอยู่บริเวณมุมซ้ายของตั๋ว ประกอบด้วยตัวอักษรและตัวเลข ไม่ซ้ำกันในแต่ละใบ ใช้สำหรับ
ตรวจสอบการจอง
ยืนยันตัวตน
แจ้งออกตั๋วใหม่ในกรณีทำตั๋วหาย
ประตูทางเข้า
บริเวณมุมขวาบนของตั๋วจะระบุหมายเลขประตูทางเข้า ใช้บอกว่าต้องไปขึ้นรถไฟที่โซนไหนของสถานี
ถ้าตั๋วของคุณไม่มีข้อมูลนี้ สามารถดูได้จาก จอ LED ขนาดใหญ่ ภายในสถานี ที่จะแสดงขบวนรถ เวลาออก และประตูทางเข้าอย่างชัดเจน
สถานีต้นทางและปลายทาง
ชื่อสถานีบนตั๋วจะถูกพิมพ์ด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่และหนา
ด้านซ้ายคือสถานีต้นทาง
ด้านขวาคือสถานีปลายทาง
ด้านล่างตัวอักษรจีนมักมีคำเป็นพินอิน เพื่อให้สะดวกในการอ่านและเทียบกับป้ายในสถานี ใช้ช่วยดูทิศทางและยืนยันว่าขึ้นถูกขบวน
ประเภทและหมายเลขรถไฟ
ในส่วนนี้จะเป็นรหัสรถไฟ แสดงอยู่ระหว่างชื่อสถานีต้นทางและปลายทาง
ตัวอักษรตัวแรกบอกประเภทของรถไฟ (เช่น G, D ฯลฯ)
ตามด้วยตัวเลขไม่เกิน 4 หลักเป็นหมายเลขขบวน
ข้อมูลนี้สำคัญมาก เพราะในสถานีจะเรียงข้อมูลขึ้นจอด้วยรหัสเดียวกัน ต้องเช็กให้ตรงก่อนขึ้นทุกครั้ง
วันที่และเวลาออกเดินทาง
ใต้ชื่อสถานีจะมีข้อมูลวันที่และเวลาออกเดินทาง ซึ่งเรียงลำดับดังนี้
ปี / เดือน / วัน
ชั่วโมง / นาที (รูปแบบ 24 ชั่วโมง)
บนตั๋วจะระบุเฉพาะเวลาออกเดินทาง ไม่แสดงเวลาถึง ปลายทาง แต่ทุกขบวนใช้อ้างอิงเวลาแบบเดียวกันคือ เวลามาตรฐานของจีน
ราคาและชั้นที่นั่ง
แถวที่ 5 ของตั๋วจะบอกรายละเอียดด้านราคาและชั้นโดยสาร
ด้านซ้าย: ราคาตั๋ว (หน่วยเป็นเงินหยวนจีน ¥)
ด้านขวา: ประเภทที่นั่งหรือชั้นโดยสาร
จากตรงนี้จะช่วยให้ตรวจเช็กได้ว่าคุณได้ที่นั่งตรงกับที่จองไว้หรือไม่
ข้อมูลส่วนบุคคล
จีนใช้ระบบ Real-Name Policy สำหรับตั๋วรถไฟ นั่นหมายความว่า
ทุกใบต้องมีชื่อผู้โดยสาร
และหมายเลขหนังสือเดินทางหรือบัตรประชาชนที่ใช้จอง
เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล ส่วนหนึ่งของหมายเลขเอกสารจะถูกซ่อนด้วยสัญลักษณ์ (*) ช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบตัวตนได้ แต่ยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้โดยสาร แม้ต้องแสดงตั๋วหลายครั้งระหว่างเดินทาง
ทำไมควรเที่ยวจีนด้วยรถไฟ

รถไฟจีน โดยเฉพาะขบวน D และ G ได้รับคำชมอย่างมากเรื่องความตรงต่อเวลาและความเสถียรของระบบ แทบไม่ค่อยมีปัญหาล่าช้าเหมือนการเดินทางด้วยเครื่องบิน
อีกข้อดีที่เห็นชัดคือ ทำเลของสถานีรถไฟส่วนใหญ่อยู่ในตัวเมือง ทำให้
ต่อรถไฟใต้ดิน รถบัส หรือแท็กซี่ได้ทันที
ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกลเหมือนสนามบินที่มักอยู่ชานเมือง
นอกจากนี้ ระหว่างทางคุณจะได้เห็นวิวแบบเต็มตา ทั้งภูเขา แม่น้ำ หมู่บ้าน และทิวทัศน์ชนบท ที่ไม่มีทางได้เห็นจากบนเครื่องบิน ที่นั่งบนรถไฟก็กว้าง เดินยืดเส้นยืดสายได้สบาย
สำหรับเส้นทางระยะสั้นถึงปานกลาง เมื่อรวมเวลาต่อรถ–รอเช็กอิน–รอขึ้นเครื่องแล้ว รถไฟความเร็วสูงมักชนะเครื่องบินทั้งเรื่องเวลาและความสะดวก จึงเหมาะกับทั้งนักท่องเที่ยวและคนเดินทางเพื่อธุรกิจ
จองและใช้ตั๋วรถไฟจีนแบบออนไลน์
การจองตั๋วรถไฟจีนออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มท่องเที่ยวครบวงจร ทำให้จัดการทริปได้ง่ายมาก เพราะ
จองได้ทั้งโรงแรม รถไฟ และเครื่องบินในที่เดียว
จองตั๋วรถไฟจีนล่วงหน้าได้สูงสุดประมาณ 60 วัน
ชำระเงินได้ทันทีหลังทำการจอง
ตั๋วจริงของระบบรถไฟจีนจะถูกออกภายในช่วงประมาณ 15 วันก่อนเดินทาง ซึ่งเป็นช่วงเวลาออกตั๋วอย่างเป็นทางการของหน่วยงานรถไฟจีน ดังนั้นหากจองล่วงหน้า จึงอาจเห็นสถานะเป็น “จองสำเร็จ รอตัดตั๋ว” ก่อนจะได้รับการคอนเฟิร์มอีกครั้งเมื่อถึงรอบออกตั๋ว
ขั้นตอนจองตั๋วรถไฟจีนบนเว็บไซต์


ตัวอย่างขั้นตอนการจองบนเว็บไซต์โดยทั่วไป จะเป็นลำดับประมาณนี้
เลือกเมืองต้นทางและปลายทาง
เลือกวันที่ต้องการเดินทาง
ระบบแสดงรอบรถไฟและเวลาออก–ถึง
เลือกประเภทที่นั่งที่ต้องการ
กรอกข้อมูลผู้โดยสารตามหนังสือเดินทาง
ชำระเงินและรอรับยืนยัน E-Ticket
ขั้นตอนจองผ่านแอปพลิเคชัน

การจองผ่านแอปจะยิ่งง่ายขึ้นไปอีก เพราะสามารถ
ดูตั๋วทั้งหมดได้ในมือถือเครื่องเดียว
แสดง E-Ticket ที่ประตูสแกนได้ทันที
เช็กข้อมูลขบวนรถ เวลา และเกตได้แบบเรียลไทม์
เหมาะกับคนที่ต้องเดินทางหลายเมืองในทริปเดียว หรือมีการเปลี่ยนแผนบ่อยๆ
เว็บไซต์ทางการ 12306 หรือแพลตฟอร์มท่องเที่ยว: แบบไหนสะดวกกว่า
นักเดินทางที่ต้องการซื้อตั๋วรถไฟจีนออนไลน์ มีตัวเลือกหลักๆ คือ
เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของระบบรถไฟจีน
แพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับสากลที่เชื่อถือได้
สิ่งที่แตกต่างกันหลักๆ คือ
ภาษา: แพลตฟอร์มท่องเที่ยวมักรองรับหลายภาษา รวมถึงภาษาไทยและอังกฤษ ใช้งานง่ายกว่าสำหรับชาวต่างชาติ
วิธีชำระเงิน: รองรับบัตรเครดิตและช่องทางชำระเงินระหว่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องมีบัญชีธนาคารจีน
การใช้งาน: อินเทอร์เฟซอ่านง่าย เช็กตารางรถ เปรียบเทียบตัวเลือกที่นั่ง และจัดการตั๋วได้ในแอปเดียว
โดยรวมแล้ว ถ้าเน้นความง่าย สะดวก และต้องการบริการลูกค้าช่วยดูแลเวลาเจอปัญหา การจองผ่านแพลตฟอร์มท่องเที่ยวจะตอบโจทย์นักเดินทางต่างชาติมากกว่า
สรุป: มือใหม่ก็ซื้อตั๋วรถไฟจีนเองได้
การซื้อและใช้ตั๋วรถไฟจีนไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด แค่
เช็ก สถานีต้นทาง–ปลายทาง ให้ถูก
เลือก วันที่ เวลา และประเภทตั๋ว ให้เหมาะกับการเดินทาง
เตรียม พาสปอร์ต ให้พร้อมทุกครั้งที่เข้า–ออกสถานี
ยิ่งใช้ E-Ticket ยิ่งช่วยให้เดินทางได้คล่องตัว ไม่ต้องกังวลเรื่องกระดาษตั๋วหาย เหมาะทั้งสายเที่ยวและสายทำงานที่ต้องเดินทางหลายเมืองในทริปเดียว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตั๋วรถไฟจีน
1. ต้องซื้อตั๋วรถไฟจีนล่วงหน้านานแค่ไหน?
แนะนำให้จองล่วงหน้าอย่างน้อย 3–7 วัน โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาว เทศกาล Golden Week หรือช่วงปีใหม่จีน เพราะตั๋วมักเต็มเร็ว และที่นั่งยอดนิยมจะถูกจองไปก่อน
2. สามารถซื้อตั๋วรถไฟจีนออนไลน์ได้หรือไม่?
ได้ ปัจจุบันสามารถซื้อตั๋วรถไฟจีนออนไลน์ได้สะดวก รองรับหลายภาษา และรองรับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตหรือช่องทางออนไลน์ต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องมีบัญชีธนาคารจีน
3. ถ้าใช้ E-Ticket จำเป็นต้องพิมพ์ตั๋วไหม?
ในเส้นทางรถไฟความเร็วสูงส่วนใหญ่ สามารถใช้ E-Ticket หรือ QR Code บนมือถือ สแกนเข้าประตูได้เลย ไม่ต้องพิมพ์ตั๋ว
แต่บางเส้นทางหรือบางสถานีอาจยังต้องใช้ตั๋วกระดาษ คุณสามารถพิมพ์ได้จากเครื่องออกตั๋วอัตโนมัติหรือจากช่องจำหน่ายตั๋วภายในสถานี ควรตรวจสอบล่วงหน้าก่อนเดินทาง
4. ถ้าทำตั๋วหายต้องทำอย่างไร?
ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สถานีทันที พร้อมเตรียม
พาสปอร์ต
ข้อมูลการจองหรือหมายเลขตั๋ว
เจ้าหน้าที่จะช่วยตรวจสอบ และออกตั๋วใหม่หรือออกใบรับรองสำหรับการเดินทางให้ตามกฎของระบบรถไฟจีน
5. สามารถเปลี่ยนเวลาเดินทางหรือคืนตั๋วได้ไหม?
โดยทั่วไป สามารถเปลี่ยนรอบหรือขอคืนตั๋วได้ หากทำเรื่องก่อนเวลาออกเดินทางของขบวนที่จองไว้
อาจมีค่าธรรมเนียมเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับเวลาและประเภทตั๋ว
การเปลี่ยนหรือคืนตั๋วทำได้ที่จุดบริการในสถานี หรือผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่คุณใช้จอง
ถ้าคุณวางแผนล่วงหน้า ตรวจสอบเวลาและสถานีให้ดี แล้วใช้ E-Ticket ให้คล่อง บอกเลยว่าการนั่งรถไฟเที่ยวจีนจะทั้งง่าย สบาย และสนุกกว่าที่คิดมาก

