รับแอปรับแอป

หนาวนี้ต้องไปเชียงใหม่! ดมกลิ่นศิลปะ ชมงานดีไซน์ เที่ยวให้ครบใน Chiang Mai Design Week 2025

ก้องภพ แสนดี01-30

เปิดฤดูหนาว ด้วยศิลปะและดีไซน์ทั้งเมืองเชียงใหม่

ลมหนาวปลายปีพัดมาเมื่อไหร่ เชียงใหม่ก็กลายเป็นเมืองศิลปะทันที โดยเฉพาะในงานเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2568 (Chiang Mai Design Week 2025) ที่ปีนี้มาพร้อมแนวคิด “LOCAL PLUS” ยกระดับทุนท้องถิ่นให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเมืองในอนาคต

ตลอดทั้งเทศกาล คุณจะได้สัมผัสตัวตนของภาคเหนือในหลายมิติ ทั้งศิลปะ ดีไซน์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ที่ถูกถักทอเข้าด้วยกันอย่างร่วมสมัย ตั้งแต่งานที่กระตุ้นประสาทสัมผัสอย่าง “กลิ่นหอม” ไปจนถึงเสียงดนตรีและพื้นที่ทดลองสำหรับคนสร้างสรรค์จากหลากหลายสาขา

เทศกาลจัดเต็มกว่า 150 โปรแกรม กระจายอยู่ในย่านสำคัญของเมืองเชียงใหม่ ทั้งย่านกลางเวียง ช้างม่อย–ท่าแพ และสันป่าข่อย โดยเปิดพื้นที่ให้ทุกคนมาร่วมตั้งคำถาม ลองคิด ลองทำ และมองเห็นโอกาสใหม่จากทุนทางวัฒนธรรมที่เรามีอยู่แล้วให้เติบโตต่อได้แบบไร้ขีดจำกัด

ไฮไลต์ใหญ่: นิทรรศการ “กลิ่น” ที่ใช้จมูกอ่านวัฒนธรรม

หนึ่งในโซนที่ห้ามพลาด คือ “กลิ่นในฐานะภาษาท้องถิ่น: Make Scents, Make Sense – สร้างกลิ่น สร้างถิ่น สร้างอนาคต” นิทรรศการที่เปลี่ยนกลิ่นหอมให้กลายเป็นภาษาวัฒนธรรมและเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

นิทรรศการนี้สร้างสรรค์โดย CEA สำนักภาคเหนือ ร่วมกับสมาคมสุคนธกรไทย (Thai Perfumers) และห้องปฏิบัติการสกัดน้ำหอมสยาม LOSIam (Laboratoire Olfactif du Siam) ที่ช่วยกันออกแบบประสบการณ์ให้ผู้ชมได้ดม คิด และจินตนาการไปพร้อมกัน

หัวใจของนิทรรศการถูกเล่าออกมาใน 3 เรื่องหลัก

  • 1. Make Scents
    เปิดโลกศาสตร์และศิลป์ของ “กลิ่น” ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน พาย้อนดูประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และอุตสาหกรรมน้ำหอมที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมและอัตลักษณ์จากทั่วโลก ผ่านการเล่าเรื่องอย่างร่วมสมัย

  • 2. Make Sense
    พา “กลิ่น” กลับสู่รากเหง้า ผ่านภูมิปัญญาท้องถิ่นและความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ไปจนถึงภาคใต้ โดยใช้พืชพรรณท้องถิ่นเป็นตัวหลักในการเล่าเรื่องว่ากลิ่นสามารถช่วยสร้างมูลค่าใหม่ให้เกษตรกรได้อย่างไร

  • 3. Make Scents, Make Sense
    เชื่อมต่อศิลปะ วิทยาศาสตร์ และจินตนาการเข้าด้วยกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่า “กลิ่น” ไม่ได้เป็นแค่ความหอมชั่วคราว แต่คือ พลังแห่งวัฒนธรรม ที่สามารถขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Wellness และเศรษฐกิจแห่งอนาคตได้อย่างจริงจัง

SPOTLIGHT: พื้นที่นานาชาติ ที่เปลี่ยนเชียงใหม่ให้เป็นเวทีโลก

อีกมุมสำคัญของเทศกาลคือ “สปอตไลต์” พื้นที่แสดงผลงานจากศิลปินและองค์กรนานาชาติ ทั้งจากเอเชียและยุโรป ที่รวมตัวกันเพื่อถ่ายทอดพลังสร้างสรรค์ผ่านมุมมองหลากวัฒนธรรม และช่วยผลักดันให้เชียงใหม่กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง Creative Economy ระดับภูมิภาค

พื้นที่นี้เปิดให้เข้าชมยาว ๆ ตั้งแต่ 10.00 – 22.00 น. พร้อมโปรแกรมที่น่าเดินเก็บทุกรายการ เช่น

ดนตรี แสง สี และบ้านในฝัน: 8 โปรแกรมที่ควรปักหมุด

  • 1. Tai หวาน Beats: Music Scene Exhibition (หอกลางเวียง)
    โปรเจกต์ความร่วมมือระหว่างไทย–ไต้หวัน ที่ใช้ “ดนตรี” เป็นตัวเล่าเรื่องงานออกแบบร่วมสมัย เน้นความ Interactive และ Immersive ให้คนดูได้มีส่วนร่วมมากกว่าการยืนมองเฉย ๆ

  • 2. Yumeie Dream House Project (หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่)
    การร่วมงานระหว่าง TCDC Chiang Mai และ Design and Creative Center Kobe (KIITO) จากญี่ปุ่น ที่นำผลงานจาก Workshop: Yumeie Dream House Project มาจัดแสดง
    ที่นี่เยาวชนจะได้เรียนรู้การออกแบบบ้านสำหรับยุค New Norm ที่ต้องพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ผ่านกระบวนการ Head – Hand – Heart เน้นทั้งความคิด ทักษะ และทัศนคติ พร้อมชม mini Exhibition จาก KIITO ไปในตัว

  • 3. RTBC | Russian Soul: modern heritage (ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์)
    นิทรรศการ “Russian Soul: modern heritage” ที่หยิบงานช่าง ศิลปะพื้นบ้าน และภูมิปัญญาที่สืบทอดยาวนานจากรัสเซียมาตีความใหม่ ให้มีความร่วมสมัยทั้งในมิติความสวยงามและการใช้เทคโนโลยี

  • 4. NEHHDC | North East India (Asthalakshmi) Pavilion (หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่)
    พาวิลเลียนจากองค์กรพัฒนางานหัตถกรรมและผ้าทอมือแห่งภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย NEHHDC ยกขบวนงานหัตถกรรมหลากหลายประเภทมาให้ชม เช่น

    • งานผ้าทอ

    • งานจักสาน

    • เครื่องประดับทำมือ

    • ผ้าไหม Eri

    • งานย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ

  • 5. เส้นทางใหม่หางโจว – The New Hangzhou Line (หอกลางเวียง)
    โปรเจกต์จากเมืองหางโจว ประเทศจีน ที่พาเราเดินบน “เส้นทางแห่งจินตนาการ” เชื่อมงานหัตถกรรมและการออกแบบร่วมสมัยเข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิด The New Hangzhou Line
    มาพร้อมเวิร์กช็อปสุดพิเศษ ที่เปิดโอกาสให้สำรวจโลกของงานฝีมือแบบหางโจว และเรียนรู้การต่อยอดมรดกวัฒนธรรมสู่ไอเดียใหม่ ๆ ในอนาคต

  • 6. นิทรรศการศิลปะไฟนีออน โดยสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย (ห่าน สตูดิโอ)
    ผลงานของศิลปิน ไจลส์ ไรเดอร์ ที่หลงรักภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มายาวนาน ใช้แสงไฟนีออนเป็นสื่อหลัก ถ่ายทอดภาพสถาปัตยกรรม วัฒนธรรมไทย และสายสัมพันธ์ที่เขามีกับพื้นที่ในหลายมิติ
    ใครชอบงานศิลปะแสงสี ต้องจัดไว้ในลิสต์

  • 7. The Eternal Elegance – ความวิจิตรอันเป็นนิรันดร์ (หอกลางเวียง)
    พื้นที่จัดแสดงจาก สปป.ลาว ที่เล่าเรื่อง “ความวิจิตรอันเป็นนิรันดร์” ผ่านผืนผ้าไหมที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ พร้อมผสมผสานลายเส้นร่วมสมัย
    แรงบันดาลใจถูกดึงมาจากความเชื่อเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมและเทพปกรณัมศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพระบาง ถ่ายทอดด้วยฝีมือที่เปี่ยมความประณีตและจิตวิญญาณของช่างฝีมือลาวอย่างแท้จริง

  • 8. CRAFTed of Taste (หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่)
    โปรเจกต์ที่เฉลิมฉลองมิตรภาพยาวนานระหว่างไทยและฝรั่งเศส ผ่านการร่วมกันสร้างงานเซรามิกโดยศิลปินจากทั้งสองประเทศ
    ผลงานสะท้อนการผสมผสานระหว่างศิลปะเซรามิกกับวัฒนธรรมอาหารเหนือในมุมมองร่วมสมัย พร้อมกิจกรรมเสวนา เวิร์กช็อป และดินเนอร์พิเศษในธีม “On y mange!” สำหรับสายกินสายดีไซน์ ที่นี่คือจุดเช็กอินสำคัญ

LOCAL PLUS: เมื่อทุนท้องถิ่นกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเมือง

แนวคิด “LOCAL PLUS” ของเทศกาลปีนี้ ไม่ได้หมายถึงการโชว์ความเป็นท้องถิ่นแบบเดิม ๆ เท่านั้น แต่คือการถามคำถามใหญ่ว่า

“เราจะต่อยอดสิ่งที่มีอยู่แล้วในเมือง ให้กลายเป็นอนาคตใหม่ได้อย่างไร?”

เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่จึงไม่ได้อยากเป็นเพียงงานโชว์ผลงานศิลปะหรือดีไซน์ แต่เลือกที่จะทำตัวเป็น “พื้นที่ทดลองของเมือง” ที่เปิดให้คนจากหลายวงการเข้ามาลองคิด ลองทำ และร่วมกันออกแบบอนาคต

  • คนทำงานสร้างสรรค์ได้แสดงศักยภาพ

  • ธุรกิจท้องถิ่นได้มองเห็นโอกาสใหม่จากทุนวัฒนธรรม

  • คนเมืองและนักท่องเที่ยวได้เข้าใจเชียงใหม่ในมิติที่ลึกกว่าการเที่ยวคาเฟ่หรือเช็กอินแลนด์มาร์ก

ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นชัดว่า พลังของคำว่า “PLUS” คือการต่อยอดให้เมืองเติบโตจากรากฐานที่มีอยู่แล้ว ขยายต่อไปได้แบบไม่รู้จบ ผ่านศิลปะ วัฒนธรรม ดีไซน์ และความร่วมมือระดับนานาชาติที่ไหลเวียนอยู่ในเมืองตลอดช่วงเทศกาล

หนาวนี้ ถ้าอยากหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ เติมเชื้อไฟให้ความคิดสร้างสรรค์ ลองแพ็คกระเป๋าไปเดินเล่นในงาน Chiang Mai Design Week 2025 แล้วปล่อยให้ศิลปะทั้งเมืองค่อย ๆ เล่าเรื่องเชียงใหม่ให้คุณฟังด้วยตัวมันเอง