รับแอปรับแอป

20 หนังญี่ปุ่น Netflix ดูเพลินทุกแนว อนิเมะ–รัก–ดราม่า–ซามูไร ครบจบในลิสต์เดียว

จิรายุ คงมั่น01-29

เปิดดูวันว่าง เลือกหนังญี่ปุ่นบน Netflix ยังไงไม่ให้พลาดของดี

ถ้าวันหยุดยาวหรือวันว่างๆ คุณเปิด Netflix แล้วนั่งเลื่อนหา หนังญี่ปุ่น อยู่พักใหญ่แต่ยังไม่รู้จะดูอะไร ลิสต์นี้เกิดมาเพื่อคุณเลย

เรารวมมาให้แล้วแบบจัดเต็ม หนังญี่ปุ่น Netflix น่าดู 20 เรื่อง ครบทุกอารมณ์ ทั้งอนิเมะภาพสวย เรื่องรักชวนฟิน ดราม่าบีบหัวใจ แอ็คชั่นซามูไรดุเดือด ไปจนถึงระทึกขวัญจิตวิทยาหนักๆ

ไม่ว่าคุณจะเป็นสาย อนิเมะ, สายรักโรแมนติก, สายหนังรางวัล หรือชอบอะไรโหดๆ ดาร์กๆ ลิสต์นี้มีตัวเลือกให้กดดูยาวทั้งอาทิตย์แน่นอน

1. A Whisker Away (เหมียวน้อยคอยรัก)

อนิเมะจาก Studio Colorido ที่ทั้งละมุนและกินใจ เล่าเรื่อง มิโยะ เด็กสาวมัธยมที่สดใสภายนอกแต่ซ่อนความเจ็บปวดข้างใน เธอแอบรักเพื่อนร่วมชั้นอย่างเคนโตะ แต่ไม่กล้าสารภาพ จนได้พบ “หน้ากากแมว” ปริศนาที่ทำให้เธอแปลงร่างเป็นแมวชื่อ ทาโร่ และได้ใกล้ชิดเขาในฐานะสัตว์เลี้ยง

ปัญหาคือ ถ้าใช้ชีวิตในร่างแมวนานเกินไป เธออาจไม่ได้กลับมาเป็นมนุษย์อีกแล้ว

หนังโดดเด่นด้วยงานภาพอนิเมะที่สวย ละเอียด และมีสไตล์เฉพาะตัว ผสมความโรแมนติกใสๆ เข้ากับเรื่องการยอมรับตัวเอง การสื่อสาร และบาดแผลในครอบครัวได้อย่างนุ่มนวล ดูแล้วทั้งอบอุ่น ทั้งอินไปกับเส้นทางของมิโยะแบบสุดๆ

รายละเอียดหนัง

  • นักพากย์หลัก: มิไร ชิดะ, นัตสึกิ ฮานาเอะ, โคอิจิ ยามาเดระ

  • ความยาว: 1 ชั่วโมง 44 นาที

  • ปีที่ฉาย: 2020

  • แนว: อนิเมะ / แฟนตาซี / โรแมนติก / ดราม่า

จุดเด่นที่ไม่ควรพลาด

  • ภาพสวย ละมุนตา ลายเส้นมีเอกลักษณ์

  • พล็อตแฟนตาซีเบาสมองแต่แอบดราม่า ลงตัวทั้งน่ารักและจริงจัง

  • เพลงประกอบช่วยขยี้อารมณ์ได้ดีมาก

  • แอบสอนเรื่องการเติบโตและการรักตัวเองแบบไม่ยัดเยียด

2. Bubble (บับเบิ้ล)

อนิเมะฟอร์มยักษ์จาก Wit Studio ที่โชว์สกิลงานภาพแบบจัดเต็ม พาคุณไปโตเกียวเวอร์ชันพังทลาย เต็มไปด้วยฟองสบู่ปริศนาที่ทำให้แรงโน้มถ่วงวิปริต เมืองทั้งเมืองเลยกลายเป็นสนามแข่งปาร์กัวร์ของวัยรุ่น

ฮิบิกิ เด็กหนุ่มพรสวรรค์ด้านปาร์กัวร์ ได้พบกับ อูตะ สาวลึกลับผู้มีพลังไม่ธรรมดา และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งแอ็คชั่นและโรแมนติกปนเหงา

ใครเป็นสายงานภาพจัดๆ ต้องโดน เพราะทุกช็อตคือความอลัง ทั้งฉากวิ่งไล่บนตึกพังๆ และฟองสบู่ลอยละล่อง ผสมกับเพลงจาก ฮิโรยูกิ ซาวาโนะ ที่ช่วยดึงอารมณ์ให้สุดเข้าไปอีก เนื้อเรื่องอาจไม่ได้หักมุมจนตกเก้าอี้ แต่แค่ดูภาพ+เพลงก็คุ้มเวลามากแล้ว

รายละเอียดหนัง

  • นักพากย์หลัก: จุน ชิซง, ริเรีย, มาโมรุ มิยาโนะ, ยูกิ คาจิ

  • ความยาว: 1 ชั่วโมง 40 นาที

  • ปีที่ฉาย: 2022

  • แนว: อนิเมะ / ไซไฟ / แอ็คชั่น / ผจญภัย / โรแมนติก

จุดเด่นที่ต้องลอง

  • งานภาพอนิเมชั่นระดับท็อปจาก Wit Studio

  • ฉากปาร์กัวร์ดีไซน์โคตรมันส์และคิดมาดี

  • ดนตรีอลังการ เติมความรู้สึกให้ทุกฉาก

  • คอนเซ็ปต์โลกหลังภัยพิบัติที่ทั้งสวยและน่าเศร้าไปพร้อมกัน

3. Drifting Home (บ้านล่องลอย)

ผลงานอีกเรื่องจาก Studio Colorido ที่ผสมแฟนตาซีบ้าพลังกับดราม่ามิตรภาพได้ลงตัว เล่าเรื่อง โคสุเกะ และ นัตสึเมะ เพื่อนสมัยเด็กที่เริ่มห่างกันไป พวกเขาแอบเข้าไปในแฟลตเก่าซึ่งเต็มไปด้วยความทรงจำ และอยู่ๆ อาคารทั้งหลังกลับลอยออกไปกลางทะเลแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

หนังใช้สถานการณ์เหนือจริงมาเล่าการเติบโต การเผชิญหน้ากับอดีต และการเยียวยาความสัมพันธ์เก่าๆ ได้อย่างนุ่มนวล แม้จังหวะจะไม่เร่งรีบ แต่ใครชอบงานภาพสวยและดราม่าอบอุ่นใจ นี่คืออีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

รายละเอียดหนัง

  • นักพากย์หลัก: มุตสึมิ ทามุระ, อาซามิ เซโตะ, อายูมุ มุราเสะ, คานะ ฮานาซาวะ

  • ความยาว: 2 ชั่วโมง

  • ปีที่ฉาย: 2022

  • แนว: อนิเมะ / แฟนตาซี / ผจญภัย / ดราม่า / Coming-of-Age

จุดเด่นสำหรับสายซึ้ง

  • ไอเดีย “อาคารลอยทะเล” สุดแฟนตาซีแต่เล่าได้จริงใจ

  • ภาพสวยตามสไตล์ Studio Colorido

  • ใครเคยมีเพื่อนสนิทที่ห่างกันไป จะยิ่งอินเป็นพิเศษ

  • มีทั้งความอบอุ่น เศร้า และอิ่มใจในเรื่องเดียว

4. Rurouni Kenshin: The Final (รูโรนิ เคนชิน ซามูไรพเนจร: ปัจฉิมบท)

ถึงคิวสายดาบบ้าง กับภาคปิดฉากสุดเดือดของมหากาพย์ Rurouni Kenshin เวอร์ชัน Live-Action ในภาคนี้ เคนชิน ฮิมุระ อดีตมือสังหารในตำนาน ต้องเจอกับ เอนิชิ ยูกิชิโระ น้องชายของโทโมเอะ ที่กลับมาพร้อมแผนล้างแค้นแบบย่อยยับ

หนังยังคงมาตรฐานสูงของแฟรนไชส์ไว้อย่างแน่นหนา ฉากต่อสู้ฟันดาบคือดีงามระดับต้องกรอวน บวกกับการแสดงของ ทาเครุ ซาโต้ และ แมคเคนยู ที่ใส่กันสุดแรง ทำให้ภาคนี้กลายเป็นบทสรุปที่ทั้งเข้มข้นและน่าจดจำ

รายละเอียดหนัง

  • นักแสดง: ทาเครุ ซาโต้, เอมิ ทาเคอิ, แมคเคนยู อาราตะ, มุเนทากะ อาโอกิ, ยู อาโออิ

  • ความยาว: 2 ชั่วโมง 18 นาที

  • ปีที่ฉาย: 2021

  • แนว: แอ็คชั่น / ซามูไร / ดราม่า / ประวัติศาสตร์ (อิง)

จุดเด่นสายบู๊ต้องดู

  • แอ็คชั่นดาบที่ทั้งสวย ดุเดือด และวางคิวโคตรดี

  • ปิดตำนานได้สมศักดิ์ศรีแฟนมังงะ

  • โปรดักชั่นเนี๊ยบทุกด้าน ทั้งฉาก เสื้อผ้า เพลง

  • ใครตามมาตั้งแต่ภาคแรก ภาคนี้คือของหวาน

5. Rurouni Kenshin: The Beginning (รูโรนิ เคนชิน ซามูไรพเนจร: ปฐมบท)

ถ้า The Final คือบทจบ The Beginning ก็คือภาคที่พาย้อนกลับไปยังจุดมืดมิดที่สุดของเคนชิน ก่อนจะกลายเป็นซามูไรพเนจรใจดีที่เราคุ้นเคย

เรื่องนี้เล่าอดีตสมัยเขายังเป็นมือสังหาร บัตโตไซ ช่วงปฏิวัติบาคุมัตสึ และความสัมพันธ์แสนเศร้ากับ โทโมเอะ ผู้หญิงที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล พร้อมเฉลยที่มาของรอยแผลกากบาทบนแก้ม

โทนหนังจะหม่น ดิบ และเน้นดราม่าหนักๆ มากกว่าโชว์ฉากบู๊ แต่กลับทำให้ตัวละครเคนชินมีมิติมากขึ้นอีกเท่าตัว

รายละเอียดหนัง

  • นักแสดง: ทาเครุ ซาโต้, คาซุมิ อาริมุระ, อิซเซย์ ทาคาฮาชิ, โยสุเกะ เองุจิ

  • ความยาว: 2 ชั่วโมง 17 นาที

  • ปีที่ฉาย: 2021

  • แนว: แอ็คชั่น / ซามูไร / ดราม่า / โรแมนติก / ประวัติศาสตร์ (อิง)

จุดเด่นสำหรับคนอยากรู้ “ต้นกำเนิด”

  • เปิดปมแผลเป็นและอดีตอันเลือดสาดของเคนชิน

  • ดราม่าความรักที่ทั้งงดงามและเจ็บปวดมาก

  • บรรยากาศดิบ หม่น สมจริง

  • ทำให้คุณมองตัวละครตัวเดิมด้วยมิติใหม่หมด

6. Kingdom (คิงดอม)

สายสงครามอิงประวัติศาสตร์ต้องจัด Kingdom เวอร์ชัน Live-Action ที่ยกมังงะชื่อดังมาใส่จอแบบลงทุนหนัก เล่าเรื่อง ชิน เด็กหนุ่มทาสที่ฝันอยากเป็นขุนพลอันดับหนึ่งของแผ่นดิน และการจับพลัดจับผลูได้จับมือกับกษัตริย์แห่งฉินอย่าง อิ๋งเจิ้ง เพื่อช่วงชิงบัลลังก์กลับคืน

หนังจัดเต็มทั้งฉากรบ กองทัพ และดวลดาบในสนามรบใหญ่ๆ ได้อารมณ์แบบหนังสงครามยุคโบราณที่ดูสนุก พร้อมการแคสต์นักแสดงที่เข้ากับบทสุดๆ ทำให้แฟนมังงะยิ้มออก ไม่รู้สึกถูกหักหลัง

รายละเอียดหนัง

  • นักแสดง: เคนโตะ ยามาซากิ, เรียว โยชิซาวะ, มาซามิ นางาซาวะ, คันนะ ฮาชิโมโตะ, คานาตะ ฮอนโก

  • ความยาว: 2 ชั่วโมง 14 นาที

  • ปีที่ฉาย: 2019

  • แนว: แอ็คชั่น / ผจญภัย / ประวัติศาสตร์ (อิง) / สงคราม

จุดเด่นที่ทำให้ดูแล้วมันส์

  • โปรดักชั่นใหญ่โต ทั้งกองทัพ ฉาก และชุดเกราะ

  • แอ็คชั่นสเกลใหญ่ ดูแล้วสะใจมาก

  • เล่าเส้นทางจาก “ทาส” สู่ “ตำนาน” แบบปลุกใจสุดๆ

7. We Couldn’t Become Adults (แล้วเราก็โตเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้)

ใครอยู่วัยทำงานแล้วหันไปมองอดีตบ่อยๆ เรื่องนี้คือกระจกอีกบานหนึ่งของคุณ เล่าเรื่อง ซาโต้ ชายวัยกลางคนในปี 2020 ที่ชีวิตดูว่างเปล่า จนวันหนึ่งเขาได้รับคำขอเป็นเพื่อนจากรักเก่าในยุค 90s บนโซเชียล แล้วความทรงจำทุกอย่างก็ถูกรีสตาร์ตกลับมา

หนังกระโดดไปมาระหว่างอดีตกับปัจจุบันให้เห็นชัดๆ ว่า คนหนึ่งคน จากวัยหนุ่มไฟแรงจนกลายมาเป็นผู้ใหญ่ที่หลงทาง มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เต็มไปด้วยบรรยากาศเหงาๆ เพลงยุค 90s และความรู้สึกที่หลายคนอาจเคยแอบถามตัวเองว่า “แบบนี้เรียกว่าผู้ใหญ่จริงๆ หรือเปล่า?”

รายละเอียดหนัง

  • นักแสดง: มิราอิ โมริยามะ, ซาอิริ อิโตะ, มาซาฮิโระ ฮิกาชิเดะ, ยูโกะ โอชิมะ

  • ความยาว: 2 ชั่วโมง 4 นาที

  • ปีที่ฉาย: 2021

  • แนว: ดราม่า / โรแมนติก / Slice of Life

จุดเด่นที่ทำให้ปวดใจแต่ก็ชอบ

  • เล่า “ชีวิตจริง” แบบไม่แต่งสวย

  • ฟีลนอสตัลเจียยุค 90s มาเต็ม

  • เหมาะกับคนที่เคยมีฝันใหญ่ แต่โตมาพบว่าทุกอย่างไม่ง่ายอย่างที่คิด

8. Homunculus (โฮมุนครุส)

สายจิตวิทยาดาร์ก เตรียมใจไว้ให้ดี เพราะเรื่องนี้พาไปไกลกว่าแค่หนังระทึกขวัญทั่วไป

นาโคชิ ชายไร้บ้านที่ความจำไม่สมบูรณ์ อาศัยอยู่บนรถเก่าๆ ถูกชักชวนให้เข้าร่วมการทดลองผ่ากะโหลกแบบ Trepanation แลกกับเงิน พอผ่าตัดเสร็จ เขากลับเริ่มมองเห็น “โฮมุนครุส” หรือรูปทรงบิดเบี้ยวที่สะท้อนปมในใจของคนรอบตัว

หนังเล่นกับโลกในหัวมนุษย์แบบโหดและฟุ้งมาก ดึงคนดูให้ดำดิ่งเข้าไปในความป่วยลึกๆ ของแต่ละตัวละคร โดยมีการแสดงของ โก อายาโนะ เป็นแกนหลักที่โคตรทรงพลัง

รายละเอียดหนัง

  • นักแสดง: โก อายาโนะ, เรียว นาริตะ, ยูกิโนะ คิชิอิ, อันนา อิชิอิ

  • ความยาว: 1 ชั่วโมง 55 นาที

  • ปีที่ฉาย: 2021

  • แนว: ระทึกขวัญ / จิตวิทยา / ลึกลับ / เหนือจริง

จุดเด่นสายตีความ

  • พล็อต “เห็นตัวตนด้านมืดของคนอื่น” ที่ทั้งหลอนและน่าสงสาร

  • งานภาพโฮมุนครุสชวนอึดอัดแต่ก็อยากมองต่อ

  • เหมาะกับคนชอบหนังที่ชวนคิด ชวนถก ไม่ใช่ดูเอามันส์อย่างเดียว

9. Ride or Die (อยู่เป็น ยอมตาย เพื่อเธอ)

เรื่องนี้ไม่ได้มาเล่นๆ ทั้งในแง่เนื้อหาและอารมณ์ เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของสองหญิงสาว เรย์ และ นานาเอะ ที่มีอดีตฝังใจร่วมกันตั้งแต่สมัยเรียน

เมื่อเรย์รู้ว่านานาเอะถูกสามีทำร้ายอย่างหนัก เธอจึงเลือกวิธีสุดโต่งที่สุด…ลงมือฆ่าสามีให้ แล้วพาทั้งคู่หนีไปด้วยกันบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยเลือด ความรัก ความเจ็บปวด และคำถามเรื่องศีลธรรม

หนังอัดแน่นด้วยฉากจัดๆ ทั้งด้านอารมณ์และความรุนแรง ใครที่ไม่พร้อมสำหรับคอนเทนต์หนักๆ อาจต้องคิดดีๆ แต่สำหรับคนที่อยากดูความรักที่ไม่สวยงามแต่จริงจังมาก นี่คืออีกเรื่องที่พลาดไม่ได้

รายละเอียดหนัง

  • นักแสดง: กิโกะ มิซุฮาระ, โฮนามิ ซาโต

  • ความยาว: 2 ชั่วโมง 22 นาที

  • ปีที่ฉาย: 2021

  • แนว: ดราม่า / ระทึกขวัญ / โรแมนติก / LGBTQ+ / Road Movie

จุดเด่นสายดราม่าจัดเต็ม

  • ความสัมพันธ์ LGBTQ+ ที่ซับซ้อนและดิบมาก

  • กล้าพูดเรื่องความรุนแรงในครอบครัวแบบไม่เบาลงให้สบายใจ

  • การแสดงของสองนักแสดงนำคือหัวใจของเรื่อง

10. Asakusa Kid (อาซากุสะ คิด)

ใครชอบหนังชีวประวัติวงการบันเทิงญี่ปุ่น เรื่องนี้คือของดีที่ไม่ควรมองข้าม สร้างจากความทรงจำของ บีท ทาเคชิ ตำนานตลก–ผู้กำกับชื่อดัง เล่าช่วงที่เขายังเป็นเด็กหนุ่มธรรมดาๆ ที่เริ่มต้นจากการเป็นนักแสดงตลกฝึกหัดในย่านอาซากุสะ

หนังพาคุณย้อนไปยุค 70s แบบมีชีวิตชีวาสุดๆ ทั้งบรรยากาศโรงละคร การฝึกฝนแบบโหดแต่น่ารักระหว่างศิษย์–อาจารย์ และการวิ่งไล่ตามความฝันบนเวทีเล็กๆ ก่อนจะดังไปทั้งประเทศ

รายละเอียดหนัง

  • นักแสดง: โย โออิซุมิ, ยูยะ ยากิระ, มุกิ คาโดวากิ, โนบุยูกิ ซึจิยะ

  • ความยาว: 2 ชั่วโมง 2 นาที

  • ปีที่ฉาย: 2021

  • แนว: ชีวประวัติ / ดราม่า / ตลก / ย้อนยุค

จุดเด่นที่ดูแล้วมีไฟในชีวิตขึ้นมา

  • แรงบันดาลใจล้วนๆ เรื่องคนธรรมดาที่สู้จนกลายเป็นตำนาน

  • บรรยากาศญี่ปุ่นยุค 70s ที่ทั้งเก่าและอบอุ่น

  • มีทั้งมุกตลกและโมเมนต์ซึ้งๆ สลับกันไป

11. Love Like the Falling Petals (ความรักดั่งกลีบซากุระร่วงโรย)

หนังรักสายทิชชู่เปียก ที่มาพร้อมพล็อตบีบใจสุดๆ ฮารุโตะ ช่างภาพฝึกหัด แอบรัก มิซากิ ช่างทำผมสาวที่ทำให้ชีวิตเขามีความหมายขึ้นเรื่อยๆ แต่ทุกอย่างก็พังทลาย เมื่อเขารู้ว่าเธอป่วยเป็นโรคหายากที่ทำให้แก่เร็วราวกดเร่งเวลา

หนังใช้ดอกซากุระเป็นสัญลักษณ์ของความสวยงามชั่วคราวได้อย่างตรงไปตรงมาและโคตรเจ็บ เคมีของคู่พระ–นางก็ทำให้ยิ่งอิน และยิ่งรู้ว่าทุกวินาทีที่อยู่ด้วยกันมีจำกัด น้ำตายิ่งไหลง่ายขึ้นไปอีก

รายละเอียดหนัง

  • นักแสดง: เคนโตะ นากาจิมะ, โฮโนกะ มัตสึโมโตะ, เคนโตะ นางายามะ, ยูกิ ซากุราอิ

  • ความยาว: 2 ชั่วโมง 8 นาที

  • ปีที่ฉาย: 2022

  • แนว: โรแมนติก / ดราม่า

จุดเด่นสายรักเศร้า

  • โรแมนติกปนโรคดราม่าแบบจัดเต็ม

  • งานภาพสวยละลาย โดยเฉพาะฉากซากุระ

  • เหมาะมากในวันที่อยากปล่อยโฮให้สุดแล้วค่อยไปต่อ

12. Call Me Chihiro (จิฮิโระ)

หนังดราม่าโทนอบอุ่นที่เล่าเรื่องคนธรรมดาได้อย่างสวยงาม จิฮิโระ อดีตสาวขายบริการที่หันมาทำงานร้านข้าวกล่องริมทะเล เธอเป็นคนพูดตรง มีสไตล์เป็นของตัวเอง และแอบทำหน้าที่เป็น “คนเยียวยาใจ” ให้ลูกค้าขาประจำและคนเหงาที่เดินผ่านเข้ามาในชีวิตเธอ

หนังไม่ได้มีดราม่าร้องไห้ฟูมฟาย แต่ใช้เหตุการณ์เล็กๆ ในชีวิตประจำวันค่อยๆ เปิดให้เห็นความรู้สึกของผู้คน และความเหงาที่เก็บซ่อนไว้แต่ไม่มีใครพูดถึง ดูแล้วเหมือนได้นั่งพักหายใจลึกๆ ริมทะเลไปพร้อมกับจิฮิโระ

รายละเอียดหนัง

  • นักแสดง: คาซุมิ อาริมุระ, ฮานะ โทโยชิมะ, เท็ตตะ ชิมาดะ, จุน ฟุบุกิ

  • ความยาว: 2 ชั่วโมง 11 นาที

  • ปีที่ฉาย: 2023

  • แนว: ดราม่า / Slice of Life

จุดเด่นสำหรับคนที่อยากให้หนังโอบกอด

  • เล่าเรื่อง “ความเหงา” ได้เรียบง่ายแต่ลึกมาก

  • ตัวละครจิฮิโระมีเสน่ห์แบบแปลกๆ แต่คุณจะเผลอผูกพันไปเอง

  • ฟีลสบายๆ แต่ดูจบแล้วเหมือนได้รับการปลอบใจเบาๆ

13. Zom 100: Bucket List of the Dead (ซอม 100: 100 สิ่งที่อยากทำก่อนจะกลายเป็นซอมบี้)

โลกซอมบี้ที่ไม่หม่นมืด แต่เต็มไปด้วยสีสันและความบ้าบิ่นแทน อากิระ พนักงานบริษัทชีวิตเหมือนตกนรกทุกวัน ตื่นขึ้นมาเจอโลกโดนซอมบี้ยึด เขากลับดีใจสุดเหวี่ยง เพราะ “ไม่ต้องไปทำงานแล้ว!”

เขาเลยเริ่มเขียนลิสต์ 100 สิ่งที่อยากทำก่อนกลายเป็นซอมบี้ แล้วออกตะลุยทำจริงท่ามกลางโลกที่กำลังแตกสลาย หนังผสมความสยองกับความฮาและการมองโลกในแง่ดีแบบสุดโต่งได้อย่างลงตัว ดูแล้วทั้งขำ ทั้งอิน ทั้งรู้สึกอยากเขียน Bucket List ของตัวเองขึ้นมาบ้าง

รายละเอียดหนัง

  • นักแสดง: เอจิ อากะโซ, ไม ชิราอิชิ, ชุนทาโร่ ยานางิ, คาซึกิ คิตะมุระ

  • ความยาว: 2 ชั่วโมง 8 นาที

  • ปีที่ฉาย: 2023

  • แนว: แอ็คชั่น / ตลก / สยองขวัญ / ผจญภัย

จุดเด่นสายคลายเครียด

  • ซอมบี้โทนสดใส ไม่ได้มีแต่ความสิ้นหวัง

  • ไอเดีย Bucket List กลางโลกแตกที่ทั้งตลกและน่าคิด

  • ดูเพลินๆ เหมาะกับคืนที่อยากหัวเราะแล้วนอนหลับสบาย

14. My Tomorrow, Your Yesterday (พรุ่งนี้ผมจะเดตกับเธอคนเมื่อวาน)

หนังรัก–แฟนตาซีโคตรคอนเซ็ปต์ ที่ทำเอาใครหลายคนเสียน้ำตาและปวดหัวกับไทม์ไลน์ไปพร้อมๆ กัน ทาคาโตชิ นักศึกษาศิลปะในเกียวโต ตกหลุมรัก เอมิ บนรถไฟตั้งแต่แรกเห็น และเริ่มคบกันอย่างหวานชื่น

จนวันหนึ่ง เอมิเผยความลับว่า เวลาของเธอเดินถอยหลัง ในขณะที่เวลาของเขาเดินไปข้างหน้า ทุกวันที่เขาเริ่มรู้จักเธอมากขึ้น คือทุกวันที่เธอจำเขาได้น้อยลงเรื่อยๆ

หนังใช้พล็อตเวลาได้ฉลาดมาก และยิ่งเข้าใจโครงสร้างเวลาของทั้งคู่ ก็ยิ่งทำให้ทุกซีนหวานๆ กลายเป็นมีดคมๆ ที่จี้ใจคนดู

รายละเอียดหนัง

  • นักแสดง: โซตะ ฟุคุชิ, นานะ โคมัตสึ, มาซาฮิโระ ฮิกาชิเดะ

  • ความยาว: 1 ชั่วโมง 51 นาที

  • ปีที่ฉาย: 2016

  • แนว: โรแมนติก / แฟนตาซี / ดราม่า

จุดเด่นสายโรแมนติกหัวคิดเยอะ

  • พล็อตเวลาไม่ซ้ำใคร และใช้ประโยชน์จากไอเดียนี้เต็มที่

  • โรแมนติกแบบยิ่งรู้ความจริง ยิ่งเจ็บ

  • โลเคชันเกียวโตสวยมาก เป็นของแถมชั้นดี

15. Shoplifters (ครอบครัวที่ลัก)

หนึ่งในหนังญี่ปุ่นที่ต้องดูให้ได้สักครั้งในชีวิต เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำจากคานส์ เล่าเรื่อง ครอบครัวชิบาตะ ที่ใช้ชีวิตอย่างฝืดเคืองในบ้านเล็กๆ และเอาตัวรอดด้วยการลักเล็กขโมยน้อย

วันหนึ่งพวกเขาเก็บ ยูริ เด็กหญิงที่ถูกทำร้ายและถูกทอดทิ้ง กลับมาเลี้ยงเหมือนคนในบ้าน แม้ทุกอย่างจะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ความผูกพันที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น กลับจริงกว่าหลายๆ ครอบครัวที่ถูกต้องตามกระดาษเสียอีก

หนังค่อยๆ เปิดความจริงทีละชั้น แล้วทิ้งหมัดหนักช่วงท้ายแบบทำคนดูนิ่งไปนาน ตั้งคำถามแรงๆ ว่า แท้จริงแล้ว “ครอบครัว” คือสายเลือด หรือคือคนที่เลือกจะอยู่ด้วยกัน

รายละเอียดหนัง

  • นักแสดง: ลิลลี่ แฟรงกี้, ซากุระ อันโด, มายุ มัตสึโอกะ, คิริน กีกิ, ไคริ โจ, มิยุ ซาซากิ

  • ความยาว: 2 ชั่วโมง 1 นาที

  • ปีที่ฉาย: 2018

  • แนว: ดราม่า / ครอบครัว / อาชญากรรมเชิงสังคม

จุดเด่นสายหนังรางวัล

  • เล่าเรื่องเบาๆ แต่ทำให้รู้สึกหนักแน่นในอก

  • การแสดงธรรมชาติสุดๆ ทุกคนเหมือนคนจริงไม่ใช่ตัวละคร

  • ปิดท้ายด้วยความจริงที่เจ็บและสวยงามไปพร้อมกัน

16. Our Little Sister (เพราะเราพี่น้องกัน)

ผลงานโทนอุ่นอีกเรื่องจาก ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ เล่าเรื่องสามสาวพี่น้องตระกูลโคดะที่อาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านเก่าที่คามาคุระ วันหนึ่งพวกเธอไปร่วมงานศพพ่อและได้พบ ซึสุ น้องสาวต่างแม่วัย 14 ปี เลยชวนมาอยู่ด้วยกันแบบไม่ต้องคิดเยอะ

หนังไม่ได้มีดราม่าตบตี แต่ใช้เหตุการณ์เล็กๆ ในทุกๆ วัน แสดงให้เห็นว่า การมี “น้องคนใหม่” เข้ามาในชีวิต สามารถเยียวยาบาดแผลเก่าๆ ได้ยังไง ภาพเมืองคามาคุระ อาหารโฮมมี่ และเคมีของสี่พี่น้องคือสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นหนังฟีลกู้ดที่ดูแล้วอิ่มใจมาก

รายละเอียดหนัง

  • นักแสดง: ฮารุกะ อายาเสะ, มาซามิ นางาซาวะ, คาโฮะ, ซึสุ ฮิโรเสะ

  • ความยาว: 2 ชั่วโมง 8 นาที

  • ปีที่ฉาย: 2015

  • แนว: ดราม่า / ครอบครัว / Slice of Life

จุดเด่นสายอบอุ่นหัวใจ

  • บรรยากาศดีงามตั้งแต่คนจนถึงวิว

  • การแสดงของสี่นักแสดงหญิงคือเสน่ห์หลักของเรื่อง

  • เหมาะดูในคืนวันฝนตกพร้อมขนมอร่อยๆ สักถ้วย

17. The Forest of Love (ป่ารักอำมหิต)

เตือนก่อนว่าหนังเรื่องนี้ โหด หนัก และดาร์กมาก จากผู้กำกับชิออน โซโนะ ที่ขึ้นชื่อเรื่องงานสุดขอบ เล่าเรื่อง โจ มุราตะ นักต้มตุ๋นเจ้าเสน่ห์ที่ใช้วาทศิลป์และการควบคุมจิตใจลากกลุ่มคนหนุ่มสาว เข้าไปในวังวนความรุนแรงและอาชญากรรมแบบไร้ทางถอย

หนังได้รับแรงบันดาลใจจากคดีจริงอันสุดสยองในญี่ปุ่น เต็มไปด้วยฉากที่ทั้งโหด เลือดสาด และบีบสภาพจิตใจคนดู รวมถึงตั้งคำถามว่ามนุษย์สามารถถูกชักจูงให้ทำเรื่องบ้าๆ ได้ไกลแค่ไหน

รายละเอียดหนัง

  • นักแสดง: คิปเปย์ ชิอินะ, ชินโนะสุเกะ มิตสึชิมะ, เคียวโกะ ฮินามิ, เอริ คามาทากิ

  • ความยาว: 2 ชั่วโมง 31 นาที

  • ปีที่ฉาย: 2019

  • แนว: ระทึกขวัญ / อาชญากรรม / ดราม่า / จิตวิทยา

จุดเด่นสายโหดจัด

  • ดำดิ่งลงด้านมืดของมนุษย์แบบไม่เผื่อคนใจบาง

  • การแสดงของคิปเปย์ ชิอินะ น่ากลัวและทรงพลังมาก

  • เหมาะกับคนที่รับได้กับความรุนแรง และชอบดูด้านมืดของสังคม

18. Confessions (คำสารภาพ)

หนึ่งในหนังระทึกขวัญเชิงจิตวิทยาที่ขึ้นหิ้งไปแล้ว เล่าเรื่องครูสาว ยูโกะ โมริกุจิ ที่ลูกสาววัย 4 ขวบเสียชีวิตในสระว่ายน้ำโรงเรียน เธอเชื่อว่านี่คือการฆาตกรรมโดยนักเรียนในห้องของตัวเอง

ในวันสุดท้ายของการสอน เธอลุกขึ้นมา “สารภาพ” ทุกอย่างต่อหน้าทั้งห้อง พร้อมวางแผนแก้แค้นอย่างเย็นชาและโหดเหี้ยม

หนังใช้วิธีเล่าเรื่องผ่านมุมมองหลายตัวละคร ค่อยๆ เปิดความจริงทีละชิ้น ทำให้คนดูไม่อาจตัดสินใครได้ง่ายๆ พร้อมขยี้ประเด็นการกลั่นแกล้งในโรงเรียน ครอบครัวพังๆ และผลลัพธ์ของการแก้แค้นได้อย่างทรงพลัง

รายละเอียดหนัง

  • นักแสดง: ทาคาโกะ มัตสึ, มาซากิ โอคาดะ, โยชิโนะ คิมุระ, ยูกิโตะ นิชิอิ, คาโอรุ ฟูจิวาระ

  • ความยาว: 1 ชั่วโมง 46 นาที

  • ปีที่ฉาย: 2010

  • แนว: ระทึกขวัญ / ดราม่า / ลึกลับ / จิตวิทยา

จุดเด่นสายกดดัน

  • บทคมมาก ทุกคำพูดมีน้ำหนัก

  • งานภาพสวยแต่เย็นชา ทำให้บรรยากาศอึดอัดตลอดเรื่อง

  • เป็นหนังที่จบแล้วจะเงียบไปพักใหญ่ เพื่อคิดต่อเอง

19. Departures (ความสุขนั้นนิรันดร)

หนังดราม่าญี่ปุ่นระดับออสการ์ ที่พูดเรื่องความตายได้อบอุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ ไดโกะ นักเชลโลที่วงถูกยุบ จนต้องกลับบ้านต่างจังหวัด และบังเอิญได้งานใหม่เป็น โนคังชิ – คนทำพิธีบรรจุร่างผู้เสียชีวิตลงโลง

แม้งานจะถูกมองว่าเป็นอาชีพต่ำต้อย แต่หนังค่อยๆ แสดงให้เห็นความงดงาม ความเคารพ และความหมายของการส่งใครสักคนเป็นครั้งสุดท้าย จนคุณอาจเปลี่ยนมุมมองต่อ “ความตาย” ไปเลย

รายละเอียดหนัง

  • นักแสดง: มาซาฮิโระ โมโตกิ, เรียวโกะ ฮิโรสุเอะ, สึโตมุ ยามาซากิ, คิมิโกะ โย

  • ความยาว: 2 ชั่วโมง 10 นาที

  • ปีที่ฉาย: 2008

  • แนว: ดราม่า / Slice of Life / ดนตรี

จุดเด่นสายซาบซึ้ง

  • เจ้าของรางวัลออสการ์สาขาหนังต่างประเทศยอดเยี่ยม

  • เล่าเรื่องความสูญเสียแบบงดงามและละมุนมาก

  • ดูจบแล้วทั้งน้ำตาคลอทั้งรู้สึกอบอุ่นในอก

20. Howl’s Moving Castle (ปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์)

ตำนานจาก Studio Ghibli ที่สายอนิเมะต้องเคยได้ยินชื่ออย่างน้อยหนึ่งครั้ง เล่าเรื่อง โซฟี เด็กสาวช่างทำหมวกที่โดนแม่มดสาปให้กลายเป็นหญิงชรา เธอเลยออกเดินทางและบังเอิญเข้าไปอยู่ใน “ปราสาทเคลื่อนที่” ของพ่อมดหนุ่มรูปหล่อและลึกลับอย่าง ฮาวล์

เรื่องนี้เต็มไปด้วยจินตนาการระดับเวทมนตร์ของจริง ทั้งดีไซน์ปราสาท พลังเวท ตัวละครอย่าง แคลซิเฟอร์ ปีศาจไฟขี้บ่น และการพูดถึงสงครามในมุมต่อต้านแบบแฝงๆ ทำให้เป็นหนังที่ดูได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แล้วแต่ใครจะเก็บอะไรกลับไปมากกว่ากัน

รายละเอียดหนัง

  • นักพากย์หลัก: จิเอโกะ ไบโช, ทาคุยะ คิมุระ, อากิฮิโระ มิวะ

  • ความยาว: 1 ชั่วโมง 59 นาที

  • ปีที่ฉาย: 2004

  • แนว: อนิเมะ / แฟนตาซี / ผจญภัย / โรแมนติก / ต่อต้านสงคราม

จุดเด่นที่ทำให้กลายเป็นคลาสสิก

  • ภาพสวยระดับโพสเตอร์ทุกเฟรม

  • ตัวละครมีเสน่ห์ น่าจดจำทุกตัว

  • ผสมโรแมนติก ผจญภัย และสารสงครามได้กลมกล่อม

หนังญี่ปุ่น Netflix 2025 เรื่องไหนมักมียอดชมสูง?

อันดับยอดชมใน Netflix เปลี่ยนได้ตลอด แต่จากกระแสและฐานแฟนเดิม ชื่อที่มีโอกาสติด Top อยู่เสมอ มักจะเป็นพวกนี้

  • สาย Live-Action จากมังงะ/อนิเมะดัง

    • Rurouni Kenshin ทั้ง The Final และ The Beginning

    • Kingdom

    • Zom 100: Bucket List of the Dead

  • หนัง Original ญี่ปุ่นที่มีนักแสดงแม่เหล็ก

    • Call Me Chihiro (คาซุมิ อาริมุระ)

    • Love Like the Falling Petals (เคนโตะ นากาจิมะ)

  • อนิเมะสเกลใหญ่

    • Bubble

    • Drifting Home

    • รวมถึงอนิเมะระดับตำนานอย่างงาน Ghibli หากมีให้รับชมในภูมิภาคของคุณ

ถ้าอยากรู้ว่า ตอนนี้ เรื่องไหนกำลังแรงสุด แนะนำเปิดแอปไปดูหมวด Top 10 ในไทย หรือหมวดที่ Netflix แนะนำเป็นการอัปเดตแบบเรียลไทม์ที่สุด

แฟรนไชส์หนังญี่ปุ่นบน Netflix ที่มีหลายภาคมากที่สุด

บน Netflix ถ้ามองเฉพาะ “หนังโรง” ไม่รวมซีรีส์ แฟรนไชส์ที่เห็นภาคต่อเรียงกันมากสุดจะมีประมาณนี้

  • Rurouni Kenshin (Live-Action)

    • มีหลายภาคต่อกัน และสองภาคล่าสุดคือ The Final และ The Beginning มักถูกนำมาลง Netflix ให้ดูกันต่อเนื่อง

  • Kingdom (Live-Action)

    • ภาคแรกได้รับความนิยมจนมีภาคต่อในโรง แต่สถานะบน Netflix แต่ละภาคอาจขึ้นไม่พร้อมกัน ต้องคอยตามเช็คเป็นระยะ

ส่วนฝั่งซีรีส์ อย่าง Alice in Borderland แม้จะมีหลายซีซั่น แต่เป็นซีรีส์ไม่ใช่หนังโรง

แนวหนังญี่ปุ่นบน Netflix ที่คอหนังไม่ควรพลาด

หมวดหมู่หนังญี่ปุ่นใน Netflix เยอะมาก แต่ถ้าอยากเริ่มจากแนวที่ โดดเด่นเป็นพิเศษ ลองไล่จากกลุ่มนี้ได้เลย

  • อนิเมะ (Anime Movies)

    • จุดแข็ง: จินตนาการ งานภาพ และการเล่าเรื่องหลากหลาย

    • แนะนำ: A Whisker Away, Bubble, Drifting Home, Howl’s Moving Castle

  • ดราม่า / Slice of Life

    • เล่าเรื่องชีวิตธรรมดาให้ลึกและกินใจอย่างไม่น่าเชื่อ

    • แนะนำ: Shoplifters, Our Little Sister, Departures, Call Me Chihiro

  • โรแมนติก

    • เสน่ห์ของหนังรักญี่ปุ่นคือความละมุนและความเศร้าแบบไม่เวอร์

    • แนะนำ: Love Like the Falling Petals, My Tomorrow, Your Yesterday, We Couldn’t Become Adults

  • แอ็คชั่น / ซามูไร / สงคราม

    • เด่นเรื่องฉากต่อสู้จริงจังและงานสร้างยิ่งใหญ่

    • แนะนำ: Rurouni Kenshin ทั้งชุด, Kingdom

  • ระทึกขวัญ / จิตวิทยา

    • ดาร์กลึก หนักใจ แต่โคตรทรงพลัง

    • แนะนำ: Confessions, The Forest of Love, Homunculus, Ride or Die

ลองสลับแนวดูไปเรื่อยๆ คุณจะเห็นหน้าตาที่แตกต่างของ “หนังญี่ปุ่น” ที่มากกว่าแค่คำว่าอนิเมะหรือหนังรักเงียบๆ

FAQ: คำถามยอดฮิตเวลาอยากเริ่มดูหนังญี่ปุ่นบน Netflix

  1. หนังญี่ปุ่นบน Netflix มีพากย์ไทยหรือซับไทยไหม?
    ส่วนใหญ่โดยเฉพาะเรื่องใหม่ๆ หรือ Original มักมีอย่างน้อย ซับไทย ให้ และหลายเรื่องก็มี เสียงพากย์ไทย ให้เลือก กดเปลี่ยนได้ที่เมนู Audio & Subtitles ตอนกำลังดู

  2. Netflix เพิ่มหนังญี่ปุ่นใหม่บ่อยแค่ไหน?
    แทบทุกเดือนจะมีทั้งหนังญี่ปุ่นใหม่ที่ซื้อลิขสิทธิ์มา และหนัง Original ญี่ปุ่นที่สร้างเอง สลับหมุนเข้า–ออกเรื่อยๆ แนะนำเช็คหมวด “มาใหม่” หรือ “เพิ่งเพิ่มเข้ามา” เป็นประจำ

  3. ดาวน์โหลดหนังญี่ปุ่นไว้ดูออฟไลน์ได้ไหม?
    ได้ในแพ็กเกจส่วนใหญ่ แค่กดไอคอนดาวน์โหลดข้างๆ ชื่อเรื่องในแอปบนมือถือหรือแท็บเล็ต ก็เก็บไว้ดูตอนเครื่องบินหรือที่สัญญาณกากได้สบายๆ

  4. นอกจากหนัง มีซีรีส์ญี่ปุ่นน่าดูบน Netflix ไหม?
    มีเพียบ ตั้งแต่ Alice in Borderland, First Love, Midnight Diner: Tokyo Stories ไปจนถึงซีรีส์อนิเมะหลากหลายแนว ถ้าดูแต่หนังแล้วยังไม่จุใจ ซีรีส์คืออีกหลุมดำที่ดิ่งได้ยาวๆ

  5. อยากหาหนังญี่ปุ่นตามแนว เช่น อนิเมะ ดราม่า ต้องค้นยังไง?
    ใช้ช่องค้นหาแล้วพิมพ์คำอย่าง “หนังญี่ปุ่น”, “อนิเมะญี่ปุ่น”, “Japanese Drama Movies” หรือกดเข้าไปที่หมวดภาพยนตร์/ซีรีส์ แล้วเลือกหมวด “เอเชีย” หรือ “นานาชาติ” จากนั้นไล่ดูตามแนว (Genres) ที่ระบบจัดไว้ได้เลย

สรุป: ลิสต์นี้คือบันไดขั้นแรก สู่โลกหนังญี่ปุ่นที่คุณอาจตกหลุมรัก

20 เรื่องที่รวบรวมมานี้คือแค่ส่วนเล็กๆ ของโลก หนังญี่ปุ่นบน Netflix แต่ก็พอจะทำให้คุณเริ่มจับทางได้ว่า ตัวเองชอบแนวไหนมากที่สุด

ลองถามตัวเองสั้นๆ ก่อนกดดูสักเรื่องว่า วันนี้คุณอยากได้ฟีลอะไร

  • หนีไปโลกแฟนตาซี – A Whisker Away, Bubble, Drifting Home, Howl’s Moving Castle

  • มันส์ๆ ดาบปลิว เลือดสาดกำลังดี – Rurouni Kenshin ทุกภาค, Kingdom

  • หัวเราะคลายเครียด – Zom 100: Bucket List of the Dead

  • โอบกอดหัวใจแบบอบอุ่นนุ่มๆ – Call Me Chihiro, Our Little Sister, Departures, Asakusa Kid

  • ดราม่าเข้มข้น น้ำตาคลอแน่นอน – Shoplifters, Love Like the Falling Petals, Confessions

  • โรแมนติกมีอะไรให้คิด ไม่ใช่แค่หวานๆ – My Tomorrow, Your Yesterday, We Couldn’t Become Adults

  • ลึกลับ–ดาร์ก–จิตหลุดนิดๆ หรือเยอะๆ – Homunculus, Ride or Die, The Forest of Love, Confessions

แค่เริ่มจากหนึ่งเรื่องที่ตรงกับอารมณ์วันนี้ คุณอาจเผลอไถต่อไปเรื่อยๆ จนมี หนังญี่ปุ่นเรื่องโปรด อยู่เต็มลิสต์ของตัวเองแบบไม่รู้ตัว

เปิด Netflix แล้วลองเลือกสักเรื่องจากลิสต์นี้ดู คุณอาจได้เจอหนังที่ทำให้ทั้งหัวเราะ ร้องไห้ และตกหลุมรัก “เสน่ห์แบบญี่ปุ่น” ไปอีกนานก็ได้