สายใยรักบนแผ่นฟิล์ม
ภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายใยรัก สองแผ่นดิน” ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่โรงภาพยนตร์ควอเทียร์ซีเนอาร์ต เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพระหว่างไทย–จีน
ในงานเปิดตัวครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นาง หลี่ จี๋เจวียน ที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย มาร่วมเป็นประธานเปิดตัวภาพยนตร์ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของผลงานชิ้นนี้ ที่ไม่ได้เป็นเพียงหนังรักธรรมดา แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของสายสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
เบื้องหลังการร่วมมือไทย–จีน
ภาพยนตร์สั้น “สายใยรัก สองแผ่นดิน” เกิดจากการร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งฝั่งไทยและจีน เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดำเนินมายาวนานถึง 50 ปี
ผลงานชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานและองค์กรสำคัญมากมาย ทั้งในภาคสื่อ ภาคธุรกิจ และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งล้วนมีบทบาทในการเชื่อมโยงผู้คนสองชาติให้เข้าใจกันมากขึ้น ผ่านเรื่องราวความรักและมิตรภาพบนจอภาพยนตร์
พันธมิตรผู้ผลักดันภาพยนตร์รักเรื่องนี้
เบื้องหลังหนังรักข้ามแดนเรื่องนี้ คือการผสานพลังจากหลายองค์กรที่เข้ามาช่วยกันผลักดันให้โปรเจกต์เกิดขึ้นจริง และเข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง
ศูนย์เอเชียแอฟริกา สถานีวิทยุและโทรทัศน์ส่วนกลางแห่งประเทศจีน (CMG) ทำหน้าที่หลักในการร่วมผลิตและผลักดันด้านสื่อ
Quartier CineArt The EmQuartier ให้การสนับสนุนด้านสถานที่จัดฉายและบรรยากาศในโรงภาพยนตร์
ภาคธุรกิจเอกชนหลายแห่ง อาทิ บริษัท ที ไอ ที ทราเวล กรุ๊ป จำกัด, บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน), บริษัท เมกาเคม (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
องค์กรด้านโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม เช่น การท่าเรือแห่งประเทศไทย และบริษัท ไอ มอเตอร์แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ “ไอ-มอเตอร์”
เครือข่ายการค้าและการท่องเที่ยว อาทิ สมาคมการค้าไทย เหอเป่ย, บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ภาคการเงินอย่าง ธนาคารกสิกรไทย ที่ร่วมสนับสนุนด้านเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศ
และ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่ช่วยผลักดันให้เกิดผลงานที่มีเนื้อหาเชิงบวกและเป็นประโยชน์ต่อสังคม
มากกว่าหนังรัก คือสัญลักษณ์ของมิตรภาพสองแผ่นดิน
“สายใยรัก สองแผ่นดิน” ไม่ได้เล่าแค่เรื่องความรักของตัวละคร แต่ยังสะท้อน สายสัมพันธ์ระหว่างผู้คนสองประเทศ ที่เติบโตและแน่นแฟ้นขึ้นตามกาลเวลา
ผลงานนี้จึงไม่ใช่เพียงภาพยนตร์ฉายจบบนจอ แต่ยังเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายทางวัฒนธรรม ที่ยืนยันว่าเมื่อไทยและจีนร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการทูต ธุรกิจ หรือศิลปะ ก็สามารถสร้างสรรค์เรื่องราวที่งดงามตรึงใจผู้ชมได้อย่างยาวนาน.

