รับแอปรับแอป

“สายใยรักสองแผ่นดิน” จากประวัติศาสตร์ 50 ปี สู่หนังรักดราม่าที่ทั้งโลกต้องหันมามอง

ธนพล กิตติศักดิ์01-30

โหมโรงหนังรักที่เริ่มต้นจากมิตรภาพไทย–จีน

ภาพยนตร์ “สายใยรักสองแผ่นดิน” ไม่ได้เป็นเพียงหนังรัก–ดราม่าทั่วไป แต่คือการถ่ายทอดสายใยมิตรภาพ 50 ปีระหว่างไทย–จีน ให้กลายเป็นเรื่องราวอบอุ่นหัวใจที่คนดูทั้งโลกเข้าถึงได้

เบื้องหลังโปรเจกต์นี้คือความร่วมมือของสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และมูลนิธิปัญญาวุฒิ ที่ตั้งใจเจียระไนให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าได้ทั้งความประทับใจ ความซาบซึ้ง และตัวตนของสองแผ่นดินที่ผูกพันกันมายาวนาน

จุดเริ่มต้นของ “สะพาน” ระหว่างสองประเทศ

นายกร ทัพพะรังสี นายกสมาคมมิตรภาพไทย-จีน และอดีตผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ เล่าย้อนถึงวันที่เริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย–จีน ผ่านถ้อยคำที่ยังคงชัดเจนในความทรงจำ

การลงนามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 ถูกยกให้เป็น “สะพานเชื่อมสายใย” ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการให้เกียรติ และการเคารพซึ่งกันและกันของทั้งสองประเทศ

หลังการลงนาม นายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล เคยบอกไว้ว่า ความสัมพันธ์ไม่ควรหยุดแค่ระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล แต่ต้องขยายไปสู่หัวใจของประชาชนไทยและประชาชนจีนอย่างแท้จริง

จากแนวคิดนี้ นำไปสู่การผลักดันให้เกิดสมาคมมิตรภาพจีน-ไทยในประเทศจีน และสมาคมมิตรภาพไทย-จีนในประเทศไทย ซึ่งนายกรได้รับหน้าที่เป็นนายกสมาคมคนที่สอง และยังคงสานต่อภารกิจนี้มาจนถึงปัจจุบัน

จากความทรงจำทางการทูต สู่หนังรักที่ทั้งโลกต้องได้ดู

นายกรเล่าว่า นับจากวันที่สองประเทศเริ่มมีสัมพันธ์ทางการทูต มาจนถึงวันนี้ ความสัมพันธ์ไทย–จีนเติบโตอย่างก้าวกระโดด ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่ระดับราชวงศ์ ผู้นำประเทศ ไปจนถึงประชาชนในทุกสาขาอาชีพ

เขาย้ำว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเป็นเพียงตัวเลขหรือบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ควรถูกเล่าในรูปแบบที่จับต้องได้ ผ่านงานศิลปะที่เข้าถึงคนได้ง่ายอย่างภาพยนตร์ดราม่า–โรแมนติก “สายใยรักสองแผ่นดิน” เพื่อให้คนทั้งโลกได้ซาบซึ้งถึงมิตรภาพนี้ไปพร้อมกัน

ภาพยนตร์ที่เล่าประวัติศาสตร์ด้วยหัวใจ

ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน มองว่าโปรเจกต์ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นมากกว่ากิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย–จีน เพราะมันคือเครื่องมือสื่อสารเหตุการณ์สำคัญที่ร้อยรัดสองประเทศให้ใกล้ชิดกันมาตลอดครึ่งศตวรรษ

เขาเชื่อว่าศิลปะการเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์ จะช่วยให้คนรุ่นใหม่เข้าใจความหมายของมิตรภาพไทย–จีนได้ลึกซึ้งกว่าการอ่านจากตำรา เพราะภาพยนตร์สามารถพาคนดู “รู้สึก” ไปพร้อมกับการ “รับรู้” ได้ในเวลาเดียวกัน

ดร.กำพลยังกล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนที่เห็นคุณค่าของโครงการนี้ โดยมีทั้งการนำหนังสือรวมผลงานศิลปินยุคจีนเปิดประเทศมาจัดแสดง และนิทรรศการความสัมพันธ์ไทย–จีนจากสถาบันการศึกษาร่วมมาเติมเต็มบรรยากาศให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ไอเดียที่ลุกเป็นไฟ กลายเป็นหนังรักข้ามแผ่นดิน

นายศักดิ์ชัย พฤฒิภัค เลขานุการมูลนิธิปัญญาวุฒิ เล่าว่าจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ถูกจุดประกายขึ้นช่วงปลายปี 2567 ก่อนจะถูกนำไปหารือกับดร.กำพล เพื่อรวมพลังกันขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม

จากนั้น โครงการถูกนำไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ซึ่งให้คำแนะนำสำคัญว่า เรื่องราว 50 ปีความสัมพันธ์ไทย–จีนควรถูกเล่าในรูปแบบหนังที่ อิงข้อมูลจริง ดูสนุก และให้สาระไปพร้อมกัน

คำแนะนำนี้เองที่กลายเป็นต้นกำเนิดของภาพยนตร์ “สายใยรักสองแผ่นดิน” ที่ไม่ใช่แค่หนังประวัติศาสตร์ แต่คือหนังรักที่มีฉากหลังเป็นความจริงทางการทูตของสองประเทศ

ทีมสร้างระดับแนวหน้าร่วมถักทอสายใย

แน่นอนว่าโปรเจกต์ระดับนี้ต้องการทีมสร้างที่แข็งแรง ทั้งในมุมการเล่าเรื่องและดนตรีประกอบ มูลนิธิปัญญาวุฒิและสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีนจึงร่วมกันเชิญ ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับแถวหน้าของวงการภาพยนตร์ไทย และ ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ นักประพันธ์ดนตรีชื่อดังระดับโลก มาร่วมเนรมิตหนังเรื่องนี้ให้สมบูรณ์

เลขานุการมูลนิธิปัญญาวุฒิเล่าว่า ทั้งสองท่านคือคนสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้กลายเป็นหนังรัก–ดราม่าที่คนดู อินทั้งหัวใจ ไม่ใช่แค่เข้าใจแต่ในเชิงข้อมูล

ผู้กำกับเผยโจทย์โหด: พีเรียด หนังรัก และประวัติศาสตร์ในเรื่องเดียว

ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับภาพยนตร์ เล่าว่า การสร้างหนังเรื่องนี้ไม่ใช่โจทย์ง่ายเลย เพราะต้องเล่าประวัติศาสตร์ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย–จีนในกรอบของหนังพีเรียด ย้อนยุค และยังต้องเชื่อมโยงมาถึงยุคปัจจุบันให้ลื่นไหล

ทีมงานต้องค้นคว้าข้อมูลอย่างละเอียด ย้อนกลับไปถึงบรรยากาศเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน แล้วค่อยๆ สานต่อเรื่องราวให้เดินมาถึงยุคนี้โดยไม่เสียความต่อเนื่อง

ในมุมของความเป็น “หนังรัก” ผู้กำกับยังคัดเลือกนักแสดงนำอย่างพิถีพิถัน จนได้คู่พระนางคือ มุก วรนิษฐ์ ถาวรวงศ์ และ เอส ชิษณุพงศ์ สกุลนันทิพัฒน์ มารับบทถ่ายทอดสายใยรักที่สะท้อนความผูกพันของสองชาติไปพร้อมกัน

ดนตรีที่เชื่อมความรู้สึกของสองวัฒนธรรม

สำหรับดนตรีประกอบ ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ คณบดีคณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า การทำเพลงให้เรื่องนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย เพราะต้องออกแบบจังหวะและอารมณ์ให้ “เดินคู่ไปกับภาพยนตร์ทุกลมหายใจ”

โจทย์สำคัญคือการผสมผสานดนตรีไทย ดนตรีจีน และดนตรีสากลเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน เพื่อให้ผู้ชมและผู้ฟังรู้สึกซาบซึ้งไปกับเรื่องราว และสัมผัสได้ถึงความงดงามของทั้งสองวัฒนธรรมในคราวเดียว

มากกว่าหนังรักธรรมดา คือความทรงจำร่วมของสองแผ่นดิน

เมื่อมองภาพรวม โปรเจกต์ “สายใยรักสองแผ่นดิน” คือการจับเอา 3 สิ่งมารวมกันอย่างลงตัว

  • ประวัติศาสตร์ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย–จีน

  • เรื่องราวความรักดราม่าที่เข้าถึงคนดูทุกวัย

  • ศิลปะภาพยนตร์และดนตรีที่ออกแบบอย่างประณีต

ทั้งหมดนี้ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์โรแมนติกให้เราเสียน้ำตา แต่ยังเป็น “บันทึกความทรงจำร่วม” ของสองประเทศที่ถูกเล่าด้วยหัวใจ ผ่านสายตาของคนทำหนังที่เชื่อในพลังของความรักและมิตรภาพ

ใครที่รักหนังโรแมนติก เชื่อในพลังของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน และอยากรู้ว่า 50 ปีของมิตรภาพไทย–จีนสัมผัสได้อย่างไรในเวลาไม่กี่ชั่วโมงบนแผ่นฟิล์ม เรื่องนี้คือหนึ่งในหนังที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง