รับแอปรับแอป

พู่กันจีนเชื่อมไทย-จีน 50 ปี: เมื่อหยดหมึกกลายเป็นทูตวัฒนธรรม

สุพจน์ วัฒนชัย01-30

พู่กันจีน: เส้นสายเล็กๆ แต่พาเราเห็นจีนทั้งจักรวาล

ภาพวาดพู่กันจีนไม่ใช่แค่งานศิลปะที่สวยงามให้มองเพลินๆ เท่านั้น แต่คือ “หน้าต่าง” ที่เปิดให้เราเข้าไปสัมผัสหัวใจของอารยธรรมจีน ทั้งความคิด ความเชื่อ และจิตวิญญาณที่สืบทอดกันมาหลายพันปี

เส้นหมึกบนกระดาษแต่ละเส้น ล้วนซ่อนเรื่องราวลึกซึ้งเอาไว้ ตั้งแต่ปรัชญาการใช้ชีวิตไปจนถึงมิตรภาพระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ไทย-จีนเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 50 ปี ศิลปะพู่กันจีนยิ่งทำหน้าที่เหมือน “ทูตวัฒนธรรม” ที่เชื่อมใจคนสองชาติให้ใกล้กันมากขึ้น

ภาพพู่กันจีน: งานศิลปะที่เต็มไปด้วยปรัชญาและสัญลักษณ์

ภาพวาดพู่กันจีนมีเสน่ห์ตรงที่ไม่เน้นความเหมือนจริงแบบภาพถ่าย แต่เน้น “จิตวิญญาณ” และ “ความหมาย” ที่ซ่อนอยู่ในภาพมากกว่า

  • สะท้อนปรัชญาเต๋าและขงจื๊อ
    ธรรมชาติในภาพไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่คือสัญลักษณ์ของความคิด เช่น ภูเขาแทนความมั่นคงนิ่งลึกแบบหยิน น้ำแทนความเคลื่อนไหวอ่อนโยนแบบหยาง ทุกองค์ประกอบถูกจัดวางอย่างตั้งใจเพื่อสื่อถึงความสมดุลของจักรวาล

  • ใช้สัญลักษณ์จากสิ่งรอบตัวแทนความเชื่อใจคนจีน
    แต่ละภาพไม่ได้วาดสิ่งของเพราะมัน “สวย” อย่างเดียว แต่เพราะมัน “มีความหมาย”:

    • ไม้ไผ่: ความยืดหยุ่น อดทน โค้งงอได้แต่ไม่หักง่าย

    • ปลาคาร์ฟ: การฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อไปสู่ความสำเร็จ

    • เสือ: พลัง อำนาจ และบารมี

เส้นพู่กันจึงไม่ใช่แค่การลากเส้น แต่คือการเล่าเรื่องของโลกทัศน์แบบจีนอย่างแนบเนียน

ศิลปะที่ฝึกทั้งมือและจิตใจ

การวาดพู่กันจีนไม่ได้ฝึกแค่ฝีมือ แต่ฝึกจิตใจอย่างลึกซึ้งด้วย

  • ผู้วาดต้องใช้สมาธิสูง ทุกจังหวะพู่กันต้องชัดเจน ไม่ลังเล เพราะแก้ไขยาก

  • ก่อนลงหมึกต้องตั้งสติ หายใจนิ่ง จิตใจกับเส้นหมึกต้องไปในทิศทางเดียวกัน

จึงไม่น่าแปลกที่หลายคนใช้การวาดพู่กันจีนเป็น วิธีขัดเกลาจิตใจและปรับสมดุลอารมณ์ เหมือนการทำสมาธิในรูปแบบของศิลปะ

มรดกกว่า 3,000 ปี: จากโบราณวัตถุสู่ศิลปะร่วมสมัย

ศิลปะภาพวาดจีนมีประวัติยาวนานกว่าสามพันปี ย้อนกลับไปได้ถึงสมัยราชวงศ์ซาง และพัฒนาต่อเนื่องมาในหลายยุคสมัย

ภาพโบราณอย่างเช่น “คนขี่มังกร” ในยุคจั้นกั๋ว ไม่เพียงเป็นงานศิลปะ แต่ยังเป็น หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่บอกเล่าเรื่องราวความเชื่อและวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต

ศิลปะแบบนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ในพิพิธภัณฑ์ แต่ยังมีชีวิตในยุคปัจจุบัน ผ่านการตีความใหม่ของศิลปินร่วมสมัย

รัตนะทั้งสี่และหัวใจของสุนทรียศาสตร์จีน

เบื้องหลังภาพพู่กันจีนทุกภาพ คือเครื่องมือที่คนจีนเรียกรวมกันว่า “รัตนะทั้งสี่” บนโต๊ะเขียนพู่กัน ได้แก่

  • พู่กันจีน

  • หมึก

  • กระดาษเซวียนจื่อ

  • แท่นฝนหมึก

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าวัสดุ คือหลักการทางศิลปะที่สืบทอดกันมา โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง “จิตวิญญาณแห่งจังหวะ” ที่มองว่าภาพวาดที่ดี ต้องมีชีวิตชีวาเหมือนสิ่งนั้นกำลังเคลื่อนไหวอยู่จริง ๆ

อีกจุดเด่นคือการใช้ พื้นที่ว่าง และความเรียบง่าย ไม่วาดทุกอย่างจนเต็มกระดาษ แต่เหลือพื้นที่ให้ผู้ชมใช้จินตนาการต่อเติมเอง

จากสนามสอบขุนนางสู่ภาพมงคลในบ้านคนจีน

ในอดีต การเขียนพู่กันและภาพวาดไม่ได้เป็นแค่กิจกรรมงานอดิเรก แต่เคยเป็น ส่วนหนึ่งของระบบคัดเลือกขุนนาง

  • ลายมือและความประณีตของงานศิลปะ สะท้อนบุคลิก วินัย และการฝึกฝนของผู้สมัคร

  • คนที่เขียนสวย วาดภาพได้ดี จึงมักได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้มีการศึกษาและมีวัฒนธรรม

ปัจจุบัน แม้ระบบสอบแบบเดิมจะหายไป แต่ศิลปะพู่กันจีนยังคงมีบทบาทในสังคม

  • ถูกนำมาใช้ตกแต่งบ้าน เพื่อเสริมฮวงจุ้ยและความเป็นสิริมงคล

  • หลายผลงานผสมผสาน บทกวี ตราประทับ และภาพวาด เข้าด้วยกัน เรียกกันว่า “สี่ล้ำเลิศ” ซึ่งถือเป็นการรวมเอาศิลปะชั้นสูงหลายแขนงไว้ในผลงานเดียว

ทั้งหมดนี้ทำให้ศิลปะพู่กันจีนยังคงเป็น ศิลปะที่มีชีวิต ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในตำรา

นิทรรศการใหญ่ฉลอง 50 ปี ไทย-จีน

ในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ศิลปะพู่กันจีนได้ถูกยกระดับขึ้นมาเป็น “ตัวเอก” บนเวทีวัฒนธรรมอีกครั้ง

สมาคมการค้าไทย-จีนและเศรษฐกิจเอเชีย ร่วมมือกับ พิพิธภัณฑ์หงหู สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดงาน “นิทรรศการศิลปะภาพวาดพู่กันจีน ครั้งที่ 2” อย่างยิ่งใหญ่ ณ โรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พ้อยท์ กรุงเทพมหานคร

นิทรรศการครั้งนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อ ฉลองมิตรภาพไทย-จีนที่แน่นแฟ้นต่อเนื่องยาวนาน ผ่านภาษาของศิลปะแทนคำพูด

รวมศิลปินชั้นนำกว่า 20 คนจากแดนมังกร

หัวใจของงานนี้อยู่ที่การรวมตัวของศิลปินชั้นนำจากสาธารณรัฐประชาชนจีนกว่า 20 คน ซึ่งเดินทางมาร่วมแสดงผลงานด้วยตัวเอง

นำทีมโดย นายเฟิง กุ้ยฉวน ประธานพิพิธภัณฑ์หงหู และหัวหน้าคณะศิลปิน ซึ่งได้นำผลงานที่สะท้อนเอกลักษณ์วัฒนธรรมจีนมาหลากหลายแนวทาง

ผลงานที่จัดแสดงมีทั้ง

  • ภาพเขียนเทพเจ้ากวนอู ผู้เป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์และความจงรักภักดี

  • ภาพภูเขาและทิวทัศน์ ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศสงบ ลึกซึ้ง และทรงพลัง

  • ภาพหมีแพนด้า สัตว์สัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความอ่อนโยนของจีน

  • ภาพสัตว์มงคลต่างๆ ที่สื่อถึงโชคลาภ ความสำเร็จ และการเริ่มต้นที่ดี

  • ภาพดอกไม้ ที่ใช้แทนคุณธรรมและอารมณ์ของผู้คนในแต่ละฤดูกาล

ทุกภาพคือการเล่าเรื่องจีนในมุมต่างๆ ผ่านภาษาของหมึกและพู่กัน

ศิลปะในบทบาททูตวัฒนธรรม

งานนิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความงดงามทางศิลปะ แต่ยังตอกย้ำบทบาทของศิลปะในฐานะ “ทูตที่มองไม่เห็น” ระหว่างสองประเทศ

มุมมองจากภาคการเมืองและเศรษฐกิจชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ไทย-จีนไม่ได้แข็งแรงแค่ในด้านการค้าเท่านั้น แต่ยังแนบแน่นในด้านวัฒนธรรมและศิลปะ ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ความร่วมมือด้านอื่นๆ เติบโตอย่างมั่นคง

เมื่อเส้นหมึกจากปลายพู่กันจีนลากมาถึงกรุงเทพฯ มันไม่ได้พกมาแค่ความสวยงาม แต่ยังพามาด้วยมิตรภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และเรื่องราวร่วมกันของสองชาติที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นทุกปี

บทสรุป: เมื่อดูภาพ เรากำลัง “อ่านจิตวิญญาณ” ของจีน

ภาพวาดพู่กันจีนจึงไม่ใช่แค่ของแต่งผนังหรือของสะสม แต่คือเครื่องมือให้เราเข้าใจจีนในระดับที่ลึกกว่าตัวเลขเศรษฐกิจหรือข่าวการเมือง

  • เราได้เห็นปรัชญาแบบจีนผ่านภูเขา น้ำ สัตว์มงคล และดอกไม้

  • เราได้สัมผัสวินัยและสมาธิของศิลปินผ่านจังหวะของเส้นหมึก

  • เราได้เห็นว่าศิลปะสามารถเป็นภาษากลางที่เชื่อมผู้คนข้ามพรมแดน

ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ไทย-จีน เส้นพู่กันแต่ละเส้นในนิทรรศการนี้จึงเป็นดั่ง สะพานหมึก ที่เชื่อมวัฒนธรรมสองฝั่งให้เดินหากันได้ง่ายขึ้น และอาจทำให้คนดูหลายคนอยากหยิบพู่กันขึ้นมาลองวาด “มิตรภาพ” ในแบบของตัวเองบ้างก็เป็นได้