ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ปัญหาคุณภาพและความคุ้มค่า วิจารณ์ครั้งแรกของโครงการ AI Passport

ปัญหาคุณภาพและความคุ้มค่า วิจารณ์ครั้งแรกของโครงการ AI Passport
ความสนใจ|สำรวจการใช้งาน AI

AI Passport คืออะไร และข้อถกเถียงในสัปดาห์แรกบอกอะไรเรา

AI Passport คือแพลตฟอร์มรวมบริการปัญญาประดิษฐ์ที่ภาครัฐเปิดให้ประชาชนลงทะเบียน ใช้งานโมเดลแชต สร้างภาพ วิดีโอ เพลง และเรียนหลักสูตรออนไลน์ โดยตั้งเป้าเป็นประตูให้ผู้ใช้เริ่มทดลอง AI หลายรูปแบบในที่เดียว พร้อมระบบเครดิตควบคุมการใช้ และแดชบอร์ดติดตามการเรียนรู้ จุดมุ่งหมายหลักคือให้คนเข้าถึงเทคโนโลยีโดยไม่ต้องจ่ายค่าบริการเชิงพาณิชย์โดยตรง และหวังต่อยอดไปสู่งานจริงและเศรษฐกิจดิจิทัล

แต่ทันทีที่เปิดใช้งานเพียงสัปดาห์แรก แพลตฟอร์มนี้กลับถูกตั้งคำถามมากกว่าปรบมือ ทั้งเรื่องคุณภาพเอาต์พุต รูปแบบเครดิต ตัวเลขผู้ใช้ และความคุ้มค่าของโครงการ เมื่อวันที่ 2 กันยายน นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาที่เกิดจากการใช้โครงการ TH AI Passport ขณะที่บทวิเคราะห์อีกชิ้นหนึ่งชี้ว่ากระแสวิจารณ์ในสัปดาห์แรกครอบคลุมตั้งแต่คุณภาพและฟังก์ชัน โควตาเครดิต ตัวเลขการใช้งาน จนถึงความคุ้มค่าของงบประมาณ สัญญาณเหล่านี้บอกชัดว่า ปัญหา AI Passport ไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์ แต่คือคำถามว่าระบบนี้ตอบโจทย์ผู้ใช้จริงหรือไม่

เมื่อโมเดลราคาถูกกลายเป็นต้นตอข้อสงสัยคุณภาพ AI

จุดที่สร้างเสียงฮือฮามากที่สุดคือคุณภาพของผลลัพธ์ โดยเฉพาะการสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยที่อ่านไม่ออกหรือคล้ายภาษามนุษย์ต่างดาว นายภาวุธอธิบายว่าเป็นเพราะโมเดลสำหรับสร้างรูปภาพมีหลายตัว และโมเดลตั้งต้นที่เลือกใช้ไม่ได้เก่งภาษาไทยมากนัก เนื่องจากเป็นโมเดลราคาถูกกว่าทางเลือกอื่น เขาย้ำว่าหากใช้โมเดลอื่นเช่น Nano banana หรือบริการเชิงพาณิชย์บางราย ผลลัพธ์ภาษาไทยจะดีกว่าเมื่อใช้คำสั่งเดียวกัน

คำอธิบายนี้สะท้อนปรัชญาออกแบบแพลตฟอร์มที่พยายามประหยัดต้นทุนด้วยการเอาของถูกมาเป็นตัวเลือกแรก เพื่อไม่ให้ระบบใช้ทรัพยากรมากเกินไป แต่ผลลัพธ์คือคุณภาพ AI ไทย บนแพลตฟอร์มนี้ถูกนำไปเทียบกับบริการฟรีที่ผู้ใช้เคยใช้ และหลายคนสรุปว่าของฟรีเดิมยังทำได้มากกว่า อีกด้าน นักวิชาการด้านเทคโนโลยีที่ทดลองใช้พบว่าโมเดลแชตแบบไม่จำกัดถูกระบุว่าเป็น Gemini 3.1 Flash Lite และการอัปโหลดไฟล์ยังจำกัดประมาณ 30 MB รวมถึงยังไม่มี Connector สำหรับเชื่อมต่อบริการอื่น ภาพรวมเช่นนี้ทำให้การวิจารณ์ระบบ AI Passport ไม่ได้โฟกัสแค่บั๊ก แต่ตั้งคำถามถึงการเลือกเทคโนโลยีตั้งแต่ต้น

เครดิต 10,000 ต่อวัน เพียงพอหรือแค่ตัวเลขสวย

อีกประเด็นร้อนคือโควตาเครดิตที่ใช้เป็นกลไกควบคุมการใช้งาน โดยผู้ใช้งานระดับครีเอเตอร์หรือผู้สร้างสรรค์ได้รับประมาณ 10,000 เครดิตต่อวัน ซึ่งแปลเป็นการแชต เขียนโค้ด หรือคิดวิเคราะห์ได้ราว 20 ถึง 50 ครั้งต่อวัน สร้างภาพได้สูงสุด 20 ภาพต่อวัน สร้างวิดีโอ 10 คลิปต่อเดือน สร้างเพลง 10 เพลงต่อเดือน และใช้ Deep Research ได้ 10 ครั้งต่อเดือน ตัวเลขนี้ถูกนำเสนอราวกับเพียงพอสำหรับการใช้ทั่วๆ ไป แต่ผู้ใช้มืออาชีพหลายคนมองว่าหากต้องทำคอนเทนต์หรือวิเคราะห์ข้อมูลต่อเนื่อง เครดิตอาจหมดเร็วกว่าที่คิด

ปัญหายิ่งชัดเมื่อเข้าใจว่า 10,000 เครดิตไม่ได้เท่ากับ 10,000 คำสั่ง แต่แต่ละโมเดลและแต่ละงานใช้เครดิตไม่เท่ากัน งานซับซ้อนหรือโมเดลขนาดใหญ่หักเครดิตเร็วกว่า เสียงสะท้อนจึงตั้งข้อสงสัยว่าการออกแบบเครดิตแบบเดียวครอบคลุมทั้งมือใหม่และผู้ใช้ระดับครีเอเตอร์ได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อตัวระบบยังมีข้อจำกัดด้านคุณภาพ เช่น ข้อความภาษาไทยในภาพเพี้ยน สัดส่วนภาพไม่ตรงกับที่เลือก และความแม่นยำในการทำตามคำสั่งไม่สม่ำเสมอ เมื่อคุณภาพยังไม่นิ่งแต่เครดิตกลับจำกัด ความคุ้มค่าโครงการยิ่งถูกตั้งคำถามแรงขึ้น

ตัวเลขผู้ใช้ โปร่งใสแค่ไหน และทำไมรัฐบาลต้องถูกตรวจการบ้าน

การสื่อสารตัวเลขผู้ใช้และชั่วโมงการเรียนรู้ก็เป็นอีกจุดที่ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถาม ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่าผู้ลงทะเบียน ณ วันที่ 31 สิงหาคม เวลา 19.40 น ประมาณ 1,390,871 คน และ Active User ประมาณ 101,764 คน ขณะเดียวกัน เพจโครงการระบุว่าคนใช้เวลาเรียน AI รวม 39,435 ชั่วโมงภายในเวลาไม่ถึง 3 วัน ตัวเลขเหล่านี้ถูกนำมาวิเคราะห์ต่อว่า หากหารเฉลี่ยแล้วผู้ใช้แต่ละคนใช้เวลาไม่กี่สิบนาที ซึ่งทำให้หลายคนมองว่าการสื่อสารด้วยยอดรวมชั่วโมงทำให้ตัวเลขดูใหญ่แต่ไม่สะท้อนการใช้งานจริง

ทั้งนักการเมืองและผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอให้เปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใสมากขึ้น เช่น แยกผู้ลงทะเบียน ผู้ใช้งานจริง ระยะเวลาใช้งานเฉลี่ย และนิยาม Active User ว่าหมายถึงอะไร นายภาวุธถึงขั้นเสนอให้มีแดชบอร์ดเปิดเผยจำนวนผู้ใช้แบบเรียลไทม์ และให้มีคณะกรรมการตรวจรับที่มีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกร่วมตรวจสอบ เพื่อให้ตัวเลขและการรับงานเป็นธรรม การวิจารณ์ระบบ AI ในมิตินี้จึงไม่ใช่การต่อต้านเทคโนโลยี แต่คือการเรียกร้องให้โครงการใช้งบสาธารณะต้องตรวจสอบได้ และตัวเลขสวยบนสไลด์ต้องแปลเป็นประโยชน์จริงบนพื้นดิน

คุณค่าแท้ของโครงการอยู่ที่การใช้งานจริง ไม่ใช่แค่ได้ลองเล่น

แม้แพลตฟอร์มจะถูกยกว่ามีจุดเด่นตรงที่รวมโมเดลหลายประเภท โดยเฉพาะโมเดลสร้างภาพและเขียนโค้ด ทำให้เหมาะกับผู้เริ่มต้นที่อยากทดลอง AI หลายโมเดล หรือผู้พัฒนาที่ต้องการสำรวจโมเดลระดับสูง แต่ข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับคือยังไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้มืออาชีพที่ต้องการเชื่อม AI เข้ากับงานเอกสารและระบบประจำวัน เช่น การสร้างไฟล์ Excel Word หรือสไลด์นำเสนอ ซึ่งยังทำไม่ได้แบบที่ผู้ใช้คาดหวัง เมื่อประกอบกับข้อจำกัดด้านเครดิต หลายคนจึงยังต้องสมัครใช้บริการ AI แบบเสียเงินเพื่อทำงานจริงต่อไป

ในมิติการคลัง นายภาวุธระบุว่าเดิมสัญญากำหนดให้รัฐต้องจ่ายทีเดียว 1,600 ล้านบาท แต่ภายหลังมีการแก้สัญญาให้จ่ายตามการใช้งานจริง โดยคำนวณคร่าวๆ แล้วตกต่อคนประมาณ 24 บาทกว่า เขาเห็นว่านี่คือความคืบหน้าในเชิงความคุ้มค่า เพราะหากคนใช้ไม่มาก รัฐก็ไม่ต้องจ่ายมาก อย่างไรก็ตาม ประเด็นใหญ่ยังคงอยู่ที่ว่า AI ที่เปิดให้ใช้ฟรีนี้ใช้งานจริงได้มากเพียงใด และคุ้มกับต้นทุนของรัฐหรือไม่ คำตอบที่ควรเกิดขึ้นต่อจากนี้คือการปรับปรุงคุณภาพ AI ให้ใช้งานงานจริงได้ดีขึ้น ใส่ใจกับความโปร่งใสของข้อมูล และยอมให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกตรวจการบ้านอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ความคุ้มค่าโครงการไม่ใช่แค่คำสัญญาในเอกสาร

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!