เปิดตำนานทริปรถไฟลักซ์ชูรี่ สายชมมรดกโลก
ใครว่ารถไฟมีไว้แค่เดินทางจากจุด A ไปจุด B ต้องลองรู้จัก The Blue Jasmine x Jim Thompson เพราะขบวนนี้ยกระดับการนั่งรถไฟให้กลายเป็น ทริป Slow Travel สุดประณีต เชื่อมกรุงเทพฯ เข้ากับเมืองมรดกโลกและเมืองวัฒนธรรมทั่วไทยแบบมีสตอรี่ทุกกิโลเมตร
The Blue Jasmine คือรถไฟมรดกจากยุค 1960 ที่ถูกรีโนเวตใหม่ทั้งขบวนจนกลายเป็นโชว์เคสงานดีไซน์และหัตถศิลป์ไทยเคลื่อนที่ โดยร่วมมือกับ จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) และ DTH Travel เนรมิตประสบการณ์ตั้งแต่ก่อนขึ้นรถไฟ ไปจนถึงคืนสุดท้ายของทริป
ไฮไลต์ทริป: จากหัวลำโพงสู่เมืองมรดกโลก
ขบวน The Blue Jasmine ประกอบด้วย 10 ตู้โดยสาร รองรับผู้โดยสารได้สูงสุดเพียง 36 ท่าน เท่านั้น บรรยากาศจึงเป็นส่วนตัวและเอ็กซ์คลูซีฟสุด ๆ
เส้นทางเดินรถครั้งนี้พาออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่เมืองที่อัดแน่นด้วยเอกลักษณ์ไทยอย่าง
อยุธยา เมืองเก่ากลิ่นอายประวัติศาสตร์
อุทัยธานี เมืองเงียบสงบ วิถีชุมชนเรียบง่ายแต่ทรงเสน่ห์
สุโขทัย แหล่งมรดกโลกยูเนสโกที่สะท้อนรากเหง้าวัฒนธรรมไทย
เชียงใหม่ เมืองเหนือที่ผสานธรรมชาติ ศิลปะ และไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย
ทุกจุดแวะพักถูกคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ผู้เดินทางได้สัมผัส มรดกโลก แหล่งช่างฝีมือท้องถิ่น วิถีชีวิตชุมชน และอาหารพื้นถิ่นต้นตำรับ ในแบบที่ไม่เร่งรีบ สาย Slow Travel ตัวจริงต้องปลื้ม
เปิดฉากความประทับใจก่อนขึ้นรถไฟ
ทริปไม่ได้เริ่มที่ชานชาลา แต่เริ่มจาก จิม ทอมป์สัน เฮอริเทจ ควอเตอร์ ใจกลางกรุงเทพฯ
ก่อนออกเดินทาง เหล่านักเดินทางจะได้
ดินเนอร์สุดพิเศษที่ ร้านอาหารไทย จิม ทอมป์สัน
ลิ้มลอง 5 คอร์สเมนู ในธีม Blue Jasmine ที่หยิบรสชาติอาหารไทยจากทั่วประเทศมาร้อยเรียงใหม่
วัตถุดิบถูกคัดสรรตามฤดูกาลจากท้องถิ่น แล้วตีความเป็นเมนูร่วมสมัยที่ยังคงเคารทรากวัฒนธรรมอาหารไทย
จากนั้นต่อด้วยทัวร์แบบลึกซึ้งที่ พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน พื้นที่ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้ชัดที่สุด
ชมเรือนไทยไม้สัก 6 หลังที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501
ซึมซับความหลงใหลในสถาปัตยกรรมไทยของจิม ทอมป์สัน
เดินชมคอลเลกชันศิลปวัตถุและของโบราณล้ำค่าจากทั่วเอเชีย
ปิดท้ายด้วยช้อปปิ้งที่ Jim Thompson Iconic Store เป็นการอุ่นเครื่องก่อนขึ้นรถไฟจริง
เมื่อรถไฟกลายเป็นแกลเลอรีผ้าไหมเคลื่อนที่
เมื่อก้าวเท้าขึ้น The Blue Jasmine จะรู้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่รถไฟธรรมดา แต่คือพื้นที่จัดแสดงงานออกแบบระดับไอคอนิกบนรางเหล็ก
ภายในทั้ง 10 ตู้ถูกเนรมิตด้วยไอเทมจากจิม ทอมป์สันมากกว่า 2,000 ชิ้น ทุกมุมคือการโชว์ศิลปะผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ที่สอดรับกับบรรยากาศวินเทจของรถไฟมรดก
ขบวนรถแบ่งเป็นหลายโซน ได้แก่
โซนชมวิว สำหรับนั่งปล่อยใจไปกับทุ่งนา ภูเขา และเมืองเก่า
ห้องอาหาร ที่ทุกดีเทลบนโต๊ะช่วยเติมเต็มอรรถรสการกิน
ห้องพักส่วนตัว สำหรับพักผ่อนในบรรยากาศหรูแบบอบอุ่น
ทุกโซนประดับด้วยผ้าจาก Jim Thompson Home Furnishings แบรนด์ผ้าคุณภาพที่โรงแรมไฮเอนด์ทั่วโลกเลือกใช้
ดีเทลเล็ก ๆ ที่ทำให้ทริปนี้ไม่เหมือนใคร
บนขบวนนี้ ผ้าไม่ได้มีไว้แค่สวย แต่เล่าเรื่องความเป็นไทยผ่านดีไซน์ในทุกชิ้น
ผ้าม่าน และผ้าคาดเตียงที่ใช้ผ้าไหมไทยในโทนสีเข้ากับบรรยากาศขบวนรถ
ปลอกหมอนและผ้าปูโต๊ะที่เล่นกับแพตเทิร์นและเท็กซ์เจอร์อย่างประณีต
ไอเทมบนโต๊ะอาหารอย่างแผ่นรองจาน ผ้าเช็ดปาก และที่รองแก้วถูกดีไซน์ให้เข้ากันทั้งเซ็ต
Amenity Kit ที่ยกระดับของใช้ส่วนตัวให้กลายเป็นของสะสม ได้แก่ กระเป๋าเครื่องสำอางและผ้าปิดตาลายสวย
หลายชิ้นใช้ลายพิมพ์ที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ และยังคง เทคนิคทอผ้าแบบดั้งเดิม เพื่อบอกเล่าความประณีตของงานหัตถศิลป์ไทยในแบบร่วมสมัย
โชว์รูมผ้าไหมบนราง: ช้อปได้ตลอดทาง
อีกหนึ่งมุมที่ห้ามพลาดคือ โชว์รูม จิม ทอมป์สัน บนขบวนรถไฟ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของแบรนด์
ที่นี่คัดสรร
ผ้าไหมสุดไอคอนิกของจิม ทอมป์สัน
คอลเลกชันแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่จัดมาเฉพาะทริปนี้
ลูกเล่นที่ทำให้สายช้อปยิ้มออกคือ การเลือกสินค้าแล้ว สแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อสั่งซื้อออนไลน์ จากนั้นสินค้าจะจัดส่งตรงถึงบ้านหลังจบทริป ไม่ต้องหิ้วให้หนักตลอดการเดินทาง
วิสัยทัศน์เบื้องหลังทริป The Blue Jasmine x Jim Thompson
โปรเจกต์นี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ความสวย แต่เป็นการจับมือกันระหว่างสองแบรนด์ใหญ่เพื่อสร้าง ประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมมรดกวัฒนธรรมไทยกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย
ฝั่งจิม ทอมป์สัน มองการร่วมงานครั้งนี้เป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการพาแบรนด์ก้าวสู่การเป็น แบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกจากเอเชีย ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่ต่างออกไปจากเดิม แต่ยังตั้งอยู่บนเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทย
ขณะเดียวกัน DTH Travel ก็ใช้โปรเจกต์นี้เป็นตัวแทนของความมุ่งมั่นในการสร้าง ทริปรถไฟที่มีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใคร ทำงานร่วมกับพันธมิตรที่ให้ความสำคัญกับ
ประสบการณ์ที่มีคุณค่า
ความยั่งยืน
การเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น
การให้จิม ทอมป์สันดูแลด้านการตกแต่ง ทำให้การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การนั่งรถไฟเที่ยว แต่คือการได้สัมผัส มรดกวัฒนธรรมไทยตลอดทาง อย่างแท้จริง
ทริปที่ใส่ใจชุมชนและสิ่งแวดล้อม
เบื้องหลังความหรูหรา โปรเจกต์นี้ยังเน้นการท่องเที่ยวที่ รับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
ทริป The Blue Jasmine x Jim Thompson ถูกออกแบบให้ผู้เดินทางได้
สัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่อย่างเคารพชุมชน
เรียนรู้เรื่องงานหัตถศิลป์และภูมิปัญญาท้องถิ่นจากช่างฝีมือจริง
ช่วยกระจายรายได้ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงชุมชน
วางแพลนขึ้นรถไฟสายในฝัน
หลังจากทริปปฐมฤกษ์ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ขบวน The Blue Jasmine x Jim Thompson เตรียมกลับมาอีกในปี 2569 โดยวางแผนออกเดินทางในช่วง
มกราคม
กุมภาพันธ์
กรกฎาคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม
ส่วนกำหนดการในปี พ.ศ. 2570 จะมีการประกาศเพิ่มเติมในภายหลัง ใครที่ฝันอยากนั่งรถไฟสายหรู ชมวิวเมืองมรดกโลกไปพร้อมกับซึมซับงานดีไซน์และผ้าไหมไทยแบบจัดเต็ม ควรเริ่มจดไว้ในลิสต์ทริปรถไฟที่ต้องไปสักครั้งในชีวิตได้เลย
สำหรับสายทริปรถไฟ The Blue Jasmine x Jim Thompson คืออีกหนึ่งเส้นทางที่พิสูจน์ว่า การเดินทางช้า ๆ ก็หรูและมีความหมายได้ไม่แพ้เส้นทางไหนในโลก

