รับแอปรับแอป

7 เทรนด์ AI ปี 2569: จากผู้ช่วยบนจอ สู่เพื่อนร่วมทีมตัวจริงในที่ทำงาน

ปกรณ์ ศรีสุวรรณ01-29

จากแชตบอตตอบคำถาม สู่เพื่อนร่วมงานที่คิดเป็น

ถ้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI ยังเป็นแค่ ผู้ช่วย เอาไว้ถามคำถามเล็กๆ น้อยๆ ปี 2569 กำลังจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ AI ขยับสถานะขึ้นมาเป็น เพื่อนร่วมงานเต็มตัว

มันจะไม่ใช่แค่ช่วยค้นข้อมูล หรือเขียนตามคำสั่งอีกต่อไป แต่จะเริ่ม คิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ และลงมือทำงานร่วมกับมนุษย์ อย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน

บทบาทใหม่นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในออฟฟิศหรือโลกธุรกิจเท่านั้น แต่ยังลามไปถึง การแพทย์ วิทยาศาสตร์ และการจัดการปัญหาระดับโลก ตั้งแต่โลกร้อน ไปจนถึงภัยพิบัติ ที่ต้องใช้ข้อมูลแม่นยำ และการตอบสนองที่เร็วแบบเรียลไทม์

ด้านล่างนี้คือภาพรวมของ 7 เทรนด์ AI ที่จะกำหนดทิศทางการทำงาน และการใช้ชีวิตในอนาคตอันใกล้

1. AI Agent ทำให้ทีมเล็ก ทำงานได้ระดับองค์กรใหญ่

AI Agent รุ่นใหม่จะไม่ได้มาเพื่อ “แย่งงาน” แต่มาในฐานะ เพื่อนร่วมทีม ที่ทำงานเคียงข้างมนุษย์

  • ช่วยจัดระเบียบและจัดการข้อมูลมหาศาล

  • วิเคราะห์รายละเอียดเชิงลึกที่คนมองไม่ทัน

  • ร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์และไอเดียให้ตรงเป้าหมายมากขึ้น

ผลลัพธ์คือ ทีมเล็กๆ ก็สามารถผลิตงานได้ในระดับทีมใหญ่ ทั้งคุณภาพและปริมาณ ขณะที่มนุษย์ยังคงรับหน้าที่กำหนดทิศทาง คิดกลยุทธ์ และใส่ความคิดสร้างสรรค์เหมือนเดิม

AI จะกลายเป็น “แรงขยายศักยภาพ” ไม่ใช่ “ตัวแทนที่มาแทนคน”

2. เมื่อ AI เป็นคนในองค์กร ความปลอดภัยต้องจริงจังเท่าพนักงาน

เมื่อ AI เริ่มเข้าถึงข้อมูลสำคัญขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลลูกค้า ข้อมูลภายใน หรือระบบเบื้องหลังทั้งหมด กติกาเรื่องความปลอดภัยจึงต้องถูก ออกแบบใหม่ทั้งระบบ

  • AI ต้องมี “ตัวตน” ที่ชัดเจนในระบบ

  • จำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล ตามบทบาทเหมือนพนักงานจริง

  • ออกแบบระบบป้องกันการโจมตี และการใช้งานในทางที่ผิดตั้งแต่ต้น

แนวคิดคือ Security by Design หรือ “ฝังความปลอดภัยไว้ทุกขั้นตอน” ไม่ใช่ค่อยมาเพิ่มทีหลังเหมือนฟีเจอร์เสริม เพราะ AI รุ่นใหม่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมอย่างแท้จริง

3. AI ทำให้บริการสุขภาพ ฉลาดขึ้น ใกล้ตัวขึ้น และแม่นยำขึ้น

ในอนาคตอันใกล้ AI ในวงการแพทย์จะไม่ได้หยุดแค่การช่วยอ่านผลตรวจ หรือช่วยวินิจฉัยโรคเบื้องต้นอีกต่อไป แต่จะค่อยๆ กลายเป็น ผู้ช่วยแพทย์ระดับลึก

  • ช่วยคัดกรองอาการเบื้องต้นของคนไข้

  • เสนอแนวทางหรือแผนการรักษาที่เหมาะสม

  • ตรวจจับความผิดปกติในร่างกายได้เร็วกว่าที่เคย

ตัวอย่างการใช้งาน เช่น

  • คาดการณ์ความเสถียรของโปรตีน เพื่อพัฒนายาใหม่

  • วิเคราะห์ภาพเอกซเรย์อย่างละเอียดกว่าที่ตามนุษย์มองเห็น

  • ช่วยตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมได้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะในเคสที่เนื้อเยื่อเต้านมหนาแน่น

เป้าหมายไม่ใช่แทนแพทย์ แต่ทำให้แพทย์ดูแลคนได้มากขึ้นและแม่นยำขึ้น

4. AI กลายเป็นหัวใจของงานวิจัยและการค้นพบใหม่ๆ

นักวิจัยในอนาคตจะไม่ได้ใช้ AI แค่เป็นเครื่องมือช่วยคิดเลขหรือรวบรวมข้อมูลอีกต่อไป แต่จะใช้มันเป็น คู่หูในห้องแล็บ

  • ตั้งสมมติฐานร่วมกับมนุษย์

  • ออกแบบและควบคุมการทดลอง

  • ค้นหาวัสดุหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มนุษย์อาจใช้เวลาหลายสิบปี

ตัวอย่างเช่น

  • ค้นหาวัสดุที่ใช้ดักจับคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ

  • ค้นหาวัสดุสำหรับแบตเตอรี่พลังงานสะอาดรุ่นใหม่

  • สร้างโมเดลคาดการณ์สภาพอากาศและเหตุการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียด

สิ่งเหล่านี้ช่วยให้โลก เตรียมรับมือภัยพิบัติ ลดการปล่อยคาร์บอน และเร่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

5. โครงสร้างพื้นฐาน AI ฉลาดขึ้น เร็วขึ้น และประหยัดพลังงานกว่าเดิม

การแข่งขันด้าน AI ในอนาคตจะไม่ได้ตัดสินกันที่ “ใครมีดาต้าเซ็นเตอร์เยอะกว่า” แต่จะวัดกันที่ ใครใช้พลังประมวลผลได้คุ้มค่ากว่า

แนวคิดอย่าง superfactories หรือ “โรงงานผลิต AI อัจฉริยะ” จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดต้นทุน และเพิ่มความเร็วในการประมวลผล

ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีที่ใช้แสงในการประมวลผล ก็เริ่มแสดงให้เห็นศักยภาพที่น่าสนใจ

  • ประมวลผลงานวิเคราะห์ซับซ้อนได้เร็วมาก

  • ใช้พลังงานต่ำกว่า GPU อย่างเห็นได้ชัด

ยุคต่อไปจึงไม่ใช่แค่ AI ที่ฉลาดขึ้น แต่โครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังก็ต้องฉลาดและยั่งยืนขึ้นตามไปด้วย

6. AI เข้าใจโค้ดเหมือนเข้าใจภาษา พร้อมบริบทครบชุด

ปี 2569 จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ AI ไม่ได้แค่ “อ่านโค้ดออก” แต่เริ่ม เข้าใจโค้ดในเชิงบริบทจริงๆ

มันจะมองเห็นสิ่งที่นักพัฒนาต้องนั่งไล่เองทีละไฟล์ เช่น

  • ประวัติการแก้ไขโค้ดย้อนหลัง

  • ความสัมพันธ์ระหว่างไฟล์และโมดูลต่างๆ

  • โครงสร้างภาพรวมของทั้งโปรเจกต์

เมื่อเข้าใจภาพใหญ่ได้แบบนี้ AI จะสามารถ

  • แนะนำวิธีแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับระบบจริง

  • ตรวจหาบั๊กหรือช่องโหว่ที่มักเกิดซ้ำๆ ได้อัตโนมัติ

  • ช่วยลดงานแก้โค้ดจุกจิก เพื่อให้ทีมโฟกัสกับฟีเจอร์ใหม่ ๆ มากขึ้น

นักพัฒนาไม่ได้แค่ “ใช้ AI เขียนโค้ด” แต่กำลังจะได้เพื่อนร่วมงานสาย Dev ตัวจริง

7. ควอนตัมคอมพิวติง เร่งทุกอย่างจากหลายสิบปีให้เหลือไม่กี่ปี

ควอนตัมคอมพิวเตอร์กำลังเข้าใกล้การใช้งานจริงแบบเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อจับมือกับ ควอนตัม + AI + ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เข้าด้วยกัน

การผสานกันของสามพลังนี้ จะช่วยแก้ปัญหาที่คอมพิวเตอร์ปกติใช้เวลานานมาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้

มุมมองสำคัญคือ ควอนตัมคอมพิวเตอร์มีแนวโน้มที่จะทำ บางงานได้ดีกว่าเครื่องแบบเดิมอย่างจริงจัง และเริ่มขยับเข้าใกล้การใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคตอันไม่ไกล

เมื่อเทคโนโลยีนี้เข้าที่ AI ก็จะยิ่งมีพลังในการคิดคำนวณระดับที่เรายังจินตนาการไม่ออกในวันนี้

AI กำลังเข้าใกล้ชีวิตเรา แบบที่เราไม่ทันรู้ตัว

จากการวิเคราะห์บทสนทนากว่า 37.5 ล้านครั้งบน Copilot พบรูปแบบที่น่าสนใจว่า ผู้คนเริ่มใช้ AI ในเรื่อง “ส่วนตัว” มากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ใช่แค่เรื่องงานหรือเอกสารอีกต่อไป แต่รวมถึง

  • การดูแลสุขภาพ

  • ขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์

  • พูดคุยประเด็นลึกๆ อย่างปรัชญาในช่วงดึกๆ

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพงาน แต่กำลังพัฒนาไปสู่การเป็น “คู่คิดดิจิทัล” ที่ช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นในชีวิตประจำวัน

ในมุมขององค์กร AI ในฐานะ คู่คิด จะกลายเป็นพลังสำคัญในการ

  • เร่งการสร้างนวัตกรรม

  • รับมือปัญหาซับซ้อนได้แม่นยำกว่าเดิม

  • สร้างการเติบโตที่ยั่งยืนมากขึ้น

ทั้งหมดนี้ยิ่งสำคัญเป็นพิเศษในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน และความท้าทายใหม่ๆ โผล่มาให้ต้องรับมือแทบทุกวัน

สรุปคือ AI ในปี 2569 จะไม่ใช่แค่ “เครื่องมือ” อีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็นเพื่อนร่วมทีม คู่คิด และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของทั้งชีวิตและการทำงาน