รับแอปรับแอป

3 เทรนด์ AI ปี 2026 ที่จะเปลี่ยนโลกโค้ด งาน และเกม ไปตลอดกาล

กรกนก พันธุ์ดี01-29

ปี 2026: จุดเปลี่ยนที่ AI ไม่ได้อยู่แค่บนหน้าจอ

ปี 2026 กำลังถูกมองว่าเป็น “ปีหัวเลี้ยวหัวต่อ” (pivotal year) ที่กราฟนวัตกรรมไม่ได้แค่ชันขึ้น แต่กำลัง ทะลุเพดานทุกสถิติ ตามการวิเคราะห์เทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ 10 ข้อจาก Gartner

เราไม่ได้พูดถึงแค่อัปเดตซอฟต์แวร์เล็กๆ น้อยๆ อีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ยุค เปลี่ยนโครงสร้างโลกการทำงานและชีวิตประจำวันใหม่ทั้งชุด โดยมี AI เป็นตัวละครหลักที่ก้าวออกมาจากหน้าจอ มายืนอยู่ในโลกจริงข้างๆ เรา

ใน 10 เทรนด์นั้น มีอยู่ 3 เทรนด์ที่ภาพชัดที่สุด เห็นเป็นรูปเป็นร่าง และมีศักยภาพจะเปลี่ยนทั้งวิธีใช้ชีวิต, วิธีทำงาน และแม้กระทั่งวิธีที่เรา “เล่นเกม” ไปแบบย้อนกลับไม่ได้

เทรนด์ที่ 1: Physical AI — เมื่อ AI มี “ร่างกาย” จริงๆ

ลืมภาพ AI ที่เป็นแค่ Chatbot หรือกล่องแชทในจอไปได้เลย

Physical AI คือการเอาปัญญาประดิษฐ์ไปอยู่ในโลกกายภาพ ให้มัน เคลื่อนไหว จับต้อง และทำงานในโลกจริง เหมือนมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่ และที่น่าจับตาคือ นี่ไม่ใช่หนังไซไฟ แต่มันกำลังจะกลายเป็น ของจริงในช่วงปี 2026

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์: จากโชว์ในงาน Tech สู่ของใช้ในโรงงานและบ้าน

  • หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robots) จากบริษัทอย่าง Tesla (Optimus) และ Figure AI กำลังเดินหน้าเข้าสู่สถานะ พร้อมขายเชิงพาณิชย์จริง

  • Goldman Sachs คาดว่าจะมีการส่งมอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หลักหมื่นถึงหลักแสนตัว (50,000–100,000 ตัว) ภายในปี 2026

  • นี่คือจุดเริ่มต้นที่หุ่นยนต์จะไม่ได้เป็นแค่ของโชว์ แต่จะเข้าไปอยู่ใน
    • โรงงาน

    • คลังสินค้า

    • และท้ายที่สุด อาจเดินเล่นอยู่ในบ้านเราเอง

รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ Level 4: จาก “ช่วยขับ” สู่ “ขับแทนเรา”

  • ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ Level 4 คือการกระโดดข้ามจากแค่ Driver Assistance มาสู่รถที่ ขับเองได้เต็มรูปแบบ (hands-free) ในพื้นที่ที่กำหนด

  • ความต่างที่สำคัญคือ มันไม่ได้อยู่แค่ในโหมดทดลองหรือ Robotaxi อีกต่อไป แต่กำลังเดินหน้าไปสู่จุดที่คุณ สามารถซื้อมาเป็น “รถส่วนตัว” ได้จริง

Physical AI คือร่างกายของ AI ที่เริ่มเดิน เคลื่อนที่ และทำงานแทนมนุษย์ในโลกจริง ไม่ใช่แค่นั่งอยู่ในเซิร์ฟเวอร์รอเราพิมพ์ถามอย่างเดียวอีกต่อไป

เทรนด์ที่ 2: Multiagent Systems — เมื่อ AI มี “ทีมเวิร์ค” และคิดเป็นฝูง

ถ้า Physical AI คือ “ร่างกาย” ของ AI

Multiagent Systems (MAS) ก็คือ “สมองแบบฝูง” (hive mind) ที่ฉลาดเกินกว่าจะเป็นแค่ AI ตัวเดียวเก่งๆ

เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่

  • ไม่ใช่แค่ AI ตัวเดียว ที่ตอบคำถาม

  • แต่เป็น “ทีม AI Agent หลายตัว” ที่สามารถ

    • สื่อสารกัน (interact)

    • ร่วมมือกัน (collaborate)

    • แบ่งงานกันทำ

เพื่อไล่แก้ งานใหญ่ที่ซับซ้อนเกินกว่าที่มนุษย์คนเดียว หรือ AI ตัวเดียว จะรับไหว

สำหรับสายเกมมิ่ง: NPC จะเลิกโง่ และเริ่ม “มีชีวิต” จริง

สำหรับคนเล่นเกม นี่คืออัปเกรดครั้งใหญ่ระดับเปลี่ยนยุค

  • ลองจินตนาการถึง NPC ที่ไม่เดินตามสคริปต์เดิมๆ อีกต่อไป

  • ในอนาคต NPC จะใช้ MAS เพื่อ
    • คิดเองเป็นทีม

    • วางแผนร่วมกัน

    • ปรับตัว (adapt) ตามวิธีเล่นของคุณแบบเรียลไทม์

ผลลัพธ์คือประสบการณ์เกมที่ โคตรสมจริง และไม่มีรอบไหนเหมือนรอบไหน เพราะ AI ฝั่งตรงข้ามกำลัง “เล่นกับคุณ” ไม่ใช่แค่ “แสดงบทที่ถูกเขียนไว้ล่วงหน้า”

สำหรับโลกธุรกิจ: จาก “ผู้ช่วย AI” สู่ “ทีมงาน AI ที่ทำงานแทนคุณ”

ในฝั่งธุรกิจ MAS คือการปิดฉากยุคของ AI ที่เป็นแค่ผู้ช่วย แล้วเปิดยุคของ AI ที่เป็นทีมงานเต็มตัว

  • เรากำลังพูดถึง Agent อัตโนมัติ ที่ไม่ใช่แค่ช่วยคิดหรือช่วยร่าง แต่สามารถ รับงานไปทำทั้งกระบวนการ

  • ตัวอย่างเช่น การสั่ง
    • ให้ “ทีม AI Agent” ช่วยกัน คิดแคมเปญ, วางโครง, เขียนคอนเทนต์, ทดสอบเวอร์ชัน, และยิงแคมเปญการตลาด ให้เสร็จภายในคืนเดียว

    • ขณะที่คุณ ไปนอน และตื่นมาดูผลลัพธ์ในตอนเช้า

Multiagent Systems คือการให้ AI ทำงานกันเป็นทีม เหมือนทีมโปรดักต์ ทีมมาร์เก็ตติ้ง หรือทีมเดฟของเรา แต่เป็นเวอร์ชันที่ทำงาน 24/7 ไม่บ่น ไม่งอแง และสเกลได้แบบไม่จำกัด

เทรนด์ที่ 3: AI-Native Development — เมื่อ AI กลายเป็น “คนเขียนโปรแกรม” ตัวจริง

คำถามต่อมาคือ: แล้วใครจะเป็นคนสร้างระบบ AI ที่ทั้งมีร่างกายและมีทีมเวิร์คซับซ้อนขนาดนั้น?

คำตอบที่ฟังแล้วขนลุกเล็กๆ คือ: AI เองนี่แหละ

จาก AI ช่วยเขียนโค้ด ไปสู่ AI ที่เป็น “ผู้พัฒนา” เต็มตัว

AI-Native Development Platforms คือการปฏิวัติวิธีการสร้างซอฟต์แวร์ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี

  • เรากำลังก้าวข้ามยุค “AI ช่วยเขียนโค้ด” (AI-assisted) แบบ GitHub Copilot

  • แล้วเข้าสู่ยุคที่ AI จะกลายเป็น
    • ผู้ลงมือสร้าง (executor)

    • หรือแม้กระทั่ง “ผู้พัฒนาหลัก” ของซอฟต์แวร์ทั้งระบบ

มนุษย์จะขยับบทบาทขึ้นไปอยู่ในเลเยอร์ที่สูงกว่า คือ ออกแบบ, วางโจทย์ และควบคุมคุณภาพ แทนที่จะมานั่งพิมพ์ทุกบรรทัดเอง

ทีมวิศวกรซอฟต์แวร์จะเล็กลง แต่งานจะใหญ่ขึ้น

Gartner มองภาพอนาคตไว้แบบคมชัดว่า ภายในปี 2030:

  • 80% ขององค์กร จะเริ่ม ยุบทีมวิศวกรซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่

  • แล้วแทนที่ด้วย “ทีมจิ๋ว (tiny teams)” ที่มีมนุษย์แค่ไม่กี่คน

  • โดยคนกลุ่มนี้จะทำหน้าที่เป็น
    • “AI Orchestrator” หรือวาทยากรของวงออเคสตร้า AI

    • คอยออกคำสั่งและกำกับให้เหล่า AI Agent เป็นคนสร้างแอปและระบบส่วนใหญ่แทน

พูดง่ายๆ คือ จากเดิมเราเป็นคนเขียนโค้ดให้คอมพิวเตอร์ ต่อไปเราอาจจะกลายเป็น คนสั่งงานและออกแบบให้ AI เขียนโค้ดแทนเราเกือบทั้งหมด

ภาพรวมใหญ่: AI จะมี “ร่าง” “ทีม” และ “สมองผู้สร้าง” พร้อมกันในยุคเดียว

ถ้ารวมทั้งสามเทรนด์เข้าด้วยกัน จะเห็นภาพใหญ่ของปี 2026 ชัดเจนขึ้นว่า นี่คือจุดเริ่มต้นที่ AI จะมีครบทั้ง

  • “ร่างกาย” (Physical AI) — อยู่ในหุ่นยนต์ รถยนต์ และอุปกรณ์กายภาพรอบตัวเรา

  • “ทีมเวิร์ค” (Multiagent Systems) — ทำงานเป็นกลุ่ม คิดเป็นฝูง แบ่งหน้าที่กันทำงานเหมือนทีมมนุษย์

  • “ความสามารถในการสร้าง” (AI-Native Development) — เขียนโค้ด สร้างระบบ และต่อยอดตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง

นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนเวอร์ชันซอฟต์แวร์ แต่มันคือการเปลี่ยน “รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี” แบบถอนรากถอนโคน

สำหรับสายเทค สายโค้ด และคนที่อยากใช้ AI ให้เก่งกว่าคนทั่วไป จุดนี้คือสัญญาณชัดมากว่าเราควรเริ่ม

  • อัปสกิลด้าน การใช้ AI เป็นคู่หูทำงาน

  • ทำความเข้าใจ Agent, ระบบหลายเอเจนต์ และเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ

  • ฝึกบทบาทใหม่ในฐานะ AI Orchestrator ที่สั่งงาน AI ให้ทำของแทนเรา

เพราะเมื่อ AI มีทั้ง “ร่าง” “ทีม” และ “สมองผู้สร้าง” ครบแบบนี้ โลกใหม่ของการทำงาน การโค้ด และการเล่น จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปอย่างแท้จริง