คู่มือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ใช้สิทธิให้คุ้ม
1. ภาพรวมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 และเหตุผลที่ต้องยืนยันสิทธิใหม่
โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้ได้รับสวัสดิการพื้นฐานของรัฐอย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย และทันต่อสถานการณ์ค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ราคาพลังงานปรับตัวสูง
ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ลงทะเบียนมาตั้งแต่ปี 2565 ทำให้มีผู้ที่ตกหล่น (Exclusion Error) และฐานข้อมูลหลายส่วนไม่ทันสภาพจริงในวันนี้ จึงมีการเปิดให้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิรอบใหม่ ระหว่างวันที่ 4–21 มิถุนายน 2569 เวลา 06.00–23.00 น.
ประเด็นสำคัญคือ ผู้มีสิทธิเดิมทุกคนต้องยืนยันสิทธิใหม่ หากไม่ดำเนินการ อาจไม่ได้เข้าร่วมโครงการปี 2569 และอาจกระทบสิทธิอื่นที่เชื่อมกับบัตร เช่น ไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ซึ่งหากผ่านเกณฑ์และยืนยันตัวตนแล้ว สิทธิจะถูกโอนไปเป็นสิทธิของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแทน
2. เงื่อนไขผู้มีสิทธิ และวิธีตรวจสอบว่าตนเองมีสิทธิลงทะเบียนหรือไม่
2.1 คุณสมบัติหลักของผู้ลงทะเบียนปี 2569
จากเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด ผู้ขอลงทะเบียนต้องมีคุณสมบัติสำคัญ เช่น
มีสัญชาติไทย
อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ปิดรับลงทะเบียน
มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี
มีรายจ่ายให้บุคคลอื่นไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี (ตามข้อมูลเกณฑ์หนึ่งในเอกสาร)
ไม่มีทรัพย์สินทางการเงิน (เงินฝาก สลาก ฯลฯ) รวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท
ไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท
ไม่ถือบัตรเครดิต
- ไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เกินเกณฑ์ เช่น
ห้องชุดรวมทุกแห่ง พื้นที่รวมไม่เกิน 35 ตร.ม.
บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว ตึกแถว รวมทุกแห่งไม่เกิน 25 ตารางวา
กรณีเป็นเกษตรกร ที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและทำกินรวมกันไม่เกิน 10 ไร่
กรณีไม่เป็นเกษตรกร ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมแล้วไม่เกิน 1 ไร่
- ไม่เป็นเจ้าของรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้น
รถจักรยานยนต์ ≤ 300 ซีซี ไม่เกิน 1 คัน
รถสามล้อ, รถสี่ล้อเล็กรับจ้าง, รถใช้งานเกษตรกรรม อย่างละไม่เกิน 1 คัน
2.2 กลุ่มที่ไม่มีสิทธิลงทะเบียน
มีการระบุชัดเจนว่าผู้ลงทะเบียนต้อง ไม่เป็น บุคคลกลุ่มต่อไปนี้ เช่น
ภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช
ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง
บุคคลในสถานสงเคราะห์ของรัฐ
นักเรียน นักศึกษา
ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีรายได้ต่อปีเกินเกณฑ์ที่กำหนด (ส่วนใหญ่ระบุ 100,000 บาทต่อปี)
ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ
ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หุ้นส่วนห้างหุ้นส่วนที่ตรวจสอบได้จากฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ หรือถือครองตราสารหนี้ ตามฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
ผู้เอาประกันชีวิตประเภทสามัญที่ชำระเบี้ยตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป
บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเงินได้ของผู้อื่น
2.3 ใครบ้างลงทะเบียนรอบนี้ได้ – และใครยังไม่ได้
โครงการปี 2569 แบ่งกลุ่มเป้าหมายไว้ 2 กลุ่มหลัก
กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเก่า
ต้องลงทะเบียนยืนยันสิทธิใหม่ทุกคน ผ่าน 5 ช่องทางที่กำหนดกลุ่มตกหล่น
คือผู้มีคุณสมบัติเข้าข่าย แต่เคยตกสำรวจ อยู่ในฐานข้อมูล จปฐ. หรือสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO – LOGBOOK) โดยเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทย กทม. และเมืองพัทยาจะลงพื้นที่สำรวจและนำข้อมูลเข้าสู่ระบบตรวจสอบสิทธิ
บุคคลทั่วไปที่ไม่เคยมีบัตร และไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลตกหล่นดังกล่าว จะยังไม่สามารถลงทะเบียนรอบปี 2569 ได้ แต่สามารถขอรับการช่วยเหลือผ่านกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ (พม.) เพื่อเตรียมข้อมูลไว้สำหรับรอบเปิดลงทะเบียนถัดไป ซึ่งคณะรัฐมนตรีกำหนดให้กระทรวงการคลังต้องเปิดรอบใหม่อีกครั้งภายใน 2 ปีนับจากวันที่เริ่มใช้สิทธิปี 2569
2.4 วิธีตรวจสอบว่าตนเองอยู่ในรายชื่อผู้มีสิทธิลงทะเบียน
สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิลงทะเบียนได้ผ่านเว็บไซต์โครงการ
- เข้าเว็บไซต์
กดปุ่ม “ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิลงทะเบียน”
กรอกเลขประจำตัวประชาชน แล้วกด “ตรวจสอบ”
หากมีชื่อ แสดงว่ามีสิทธิยืนยันการลงทะเบียนในรอบนี้
3. วิธีลงทะเบียน-ยืนยันสิทธิ และเช็กผล ผ่านแต่ละช่องทาง
โครงการปี 2569 เน้นให้ผู้ถือบัตรรายเดิมกว่า 13–14 ล้านคนเข้ามายืนยันสิทธิ เพื่ออัปเดตข้อมูลและตรวจสอบคุณสมบัติใหม่ โดยเปิด 5 ช่องทางให้เลือกทำได้ เพียง 1 ช่องทางต่อคน
3.1 ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์โครงการ welfare.mof.go.th
เหมาะสำหรับคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตได้สะดวก มีขั้นตอนหลักดังนี้
- เข้าเว็บไซต์หลักของโครงการ
กดปุ่ม “เริ่มลงทะเบียน”
- พิสูจน์ตัวตน 2 วิธีใดวิธีหนึ่ง
ใช้แอป ThaID
หรือ กรอกเลขบัตรประชาชน ชื่อ–นามสกุล วันเดือนปีเกิด และรหัส Laser ID หลังบัตรประชาชน
กรอกหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้
อ่านและยอมรับเงื่อนไขโครงการ
กด “ยืนยัน” ระบบจะขึ้นข้อความ “ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย”
3.2 ลงทะเบียนผ่านแอป “เป๋าตัง”
ใช้ได้ทั้งระบบ iOS (15.0 ขึ้นไป) และ Android (10.0 ขึ้นไป) หลังติดตั้งแอปแล้ว
เปิดแอป “เป๋าตัง”
เลือกแบนเนอร์ “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569”
อ่านและยอมรับเงื่อนไขการลงทะเบียน
กดปุ่ม “ลงทะเบียน”
ระบบจะยืนยันการลงทะเบียนโดยอัตโนมัติ ทั้งกรณีที่มี G-Wallet อยู่แล้วหรือยังไม่มี (ซึ่งระบบจะดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดในแอป)
หมายเหตุ: กรณีมอบอำนาจให้ผู้อื่นลงทะเบียนแทน ต้องไปทำที่หน่วยรับลงทะเบียนเท่านั้น ไม่สามารถทำผ่านแอปได้
3.3 ลงทะเบียนผ่านแอป “ทางรัฐ”
เหมาะสำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับการใช้บริการดิจิทัลของรัฐ
ดาวน์โหลดและติดตั้งแอป “ทางรัฐ” (รองรับ iOS, Android, Huawei AppGallery)
Log in เข้าใช้งานให้เรียบร้อย
เลือกบริการหรือค้นหา “ระบบลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ”
ระบบจะแสดงข้อมูลตามบัตรประชาชน ให้ตรวจสอบและกรอกเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้
กดขั้นตอนถัดไป และบันทึกข้อมูล
อ่านเงื่อนไขและข้อตกลง และคลิก “ยืนยัน”
ระบบจะแสดงข้อความ “ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย”
3.4 ลงทะเบียนผ่านตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย
ใช้ได้กับผู้ที่สะดวกไปหน้าตู้ ATM และมีบัตรประชาชนแบบสมาร์ตการ์ด
ไปที่ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย
เลือกเมนู “ยืนยันตัวตน/สิทธิสวัสดิการ” และเลือก “ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569”
เสียบ บัตรประชาชน ที่ช่องรับบัตรของตู้ ATM
หน้าจอจะแสดงข้อความข้อตกลง ให้ยืนยัน
ตรวจสอบข้อมูลผู้ลงทะเบียนบนหน้าจอ แล้วกด “ยืนยัน” หรือ “ตกลง”
กรอกหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้
กด “ถัดไป” หรือ “ตกลง” ระบบจะแสดงข้อความ “ธนาคารได้รับข้อมูลของผู้ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว”
3.5 ลงทะเบียนที่หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคารของรัฐ
เหมาะกับผู้ที่ไม่ถนัดใช้แอปหรืออินเทอร์เน็ต
หน่วยรับลงทะเบียนประกอบด้วย
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
ธนาคารออมสิน
ธนาคารกรุงไทย
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.)
ขั้นตอนหลัก
นำบัตรประชาชนตัวจริงไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ธนาคาร
เจ้าหน้าที่อ่านข้อมูลผ่านเครื่อง Smart Card Reader
ตรวจสอบชื่อ–นามสกุล วันเดือนปีเกิดบนหน้าจอ
แจ้งและให้เจ้าหน้าที่กรอกหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้
อ่านเงื่อนไขและข้อตกลง แล้วกด/คลิก “ยืนยัน”
ระบบจะแสดงข้อความ “ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย”
4. ปฏิทินสำคัญ: ลงทะเบียน รู้ผล อุทธรณ์ และเริ่มใช้สิทธิ
โครงการปี 2569 มีไทม์ไลน์หลัก ๆ ดังนี้
4–21 มิถุนายน 2569
เปิดให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมลงทะเบียนยืนยันสิทธิ (06.00–23.00 น.)17 กรกฎาคม 2569
ประกาศผลตรวจสอบคุณสมบัติ ผ่านเว็บไซต์โครงการ
แอป “เป๋าตัง” และ “ทางรัฐ”
หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร
17 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
ผู้ที่ผ่านเกณฑ์แต่ไม่เคยมีบัตรมาก่อน สามารถยืนยันตัวตน (e-KYC) ผ่านแอปเป๋าตัง หรือหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง1 สิงหาคม 2569
เริ่มใช้สิทธิสวัสดิการสำหรับผู้ที่ผ่านเกณฑ์และยืนยันตัวตนแล้ว17–31 กรกฎาคม 2569
ช่วงเวลาอุทธรณ์สำหรับผู้ที่ “ไม่ผ่าน” การตรวจสอบคุณสมบัติภายใน 16 สิงหาคม 2569
ผู้ยื่นอุทธรณ์ต้องไปแก้ไขข้อมูลที่ไม่ผ่านให้ครบถ้วนตามที่หน่วยงานกำหนด14 กันยายน 2569
กระทรวงการคลังประกาศผลการอุทธรณ์1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
ผู้ที่ผ่านคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์ เริ่มยืนยันตัวตนและใช้สิทธิได้ (หากยังไม่เคยได้รับสิทธิมาก่อน)
ในกรณีผู้ได้รับสิทธิไทยช่วยไทยพลัส (60/40) หากผ่านเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการฯ และยืนยันตัวตนภายในกำหนด สิทธิจะถูกปรับเป็นสิทธิของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 และหากไม่ยืนยันสิทธิภายในกำหนด จะถูกตัดสิทธิไทยช่วยไทยพลัสเช่นกัน
5. สิทธิและวงเงินที่ได้รับ – ใช้ทำอะไรได้บ้าง
ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและยืนยันตัวตนแล้ว จะได้รับสวัสดิการหลัก ๆ ดังนี้
วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค
ปกติ 300 บาทต่อคนต่อเดือน
ใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม
ใช้ได้ที่ร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด
วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม
80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน
ใช้ได้กับร้านค้าตามที่กระทรวงพลังงานกำหนด
วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ
750 บาทต่อคนต่อเดือน
- ใช้กับระบบขนส่ง 8 ประเภท เช่น
รถ ขสมก.
รถ บขส.
รถไฟฟ้า BTS, MRT และรถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน
รถไฟ
รถเอกชนร่วม ขสมก. และรถเอกชนบางประเภท
รถเอกชนร่วม บขส.
รถสองแถวรับจ้าง
เรือโดยสารสาธารณะ
ไม่จำกัดวงเงินแยกตามประเภทรถ แต่ต้องไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน และ ไม่สามารถถอนเป็นเงินสด หรือสะสมข้ามเดือนได้
มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า
สนับสนุนค่าไฟฟ้า 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน
หากใช้เกินวงเงิน ผู้ได้รับสิทธิเป็นผู้จ่ายส่วนที่เกินทั้งหมด
มาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปา
สนับสนุนค่าน้ำประปา 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน
หากใช้น้ำประปาเกิน 100 บาทแต่ไม่เกิน 315 บาท
รัฐยังสนับสนุน 100 บาท และผู้ใช้ชำระส่วนเกินเองหากเกิน 315 บาท ผู้ได้รับสิทธิเป็นผู้รับภาระทั้งหมด
สิทธิเงินเพิ่มกรณีเฉพาะช่วงเวลา (ตัวอย่างปี 2569)
จากข้อมูลในเดือนมิถุนายน 2569 มีการจ่ายวงเงินซื้อสินค้าเพิ่มเติมชั่วคราวและสิทธิอื่น เช่นวงเงินซื้อสินค้า 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน (ช่วง มิ.ย.–ก.ย. 2569)
เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 บาท/เดือน สำหรับผู้มีสิทธิที่เป็นคนพิการและได้รับเบี้ยความพิการ 800 บาท (โอนเข้าบัญชีธนาคารที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน)
6. ร้านค้าและบริการที่ใช้บัตรได้ – ข้อควรรู้สำคัญ
จากข้อมูลโครงการ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐใช้ได้กับ
ร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น
ร้านค้าอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด
ร้านก๊าซหุงต้มที่เข้าร่วมโครงการของกระทรวงพลังงาน
ระบบขนส่งสาธารณะที่ร่วมโครงการ (เช่น ขสมก. บขส. รถไฟฟ้า รถไฟ เรือ ฯลฯ ตามที่ระบุ)
ข้อควรรู้สำคัญ
วงเงินบัตร ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้
วงเงินหลายประเภท ไม่สะสม ข้ามเดือน เช่น วงเงินค่าเดินทาง
ต้องใช้จ่ายเฉพาะกับร้านค้า/ผู้ให้บริการที่ร่วมโครงการเท่านั้น
(ข้อมูลเรื่องแผนที่ร้านค้าและรายละเอียดร้านที่ร่วมโครงการ ในเอกสารอ้างอิงให้ติดตามเพิ่มเติมผ่านเว็บไซต์โครงการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง)
7. วิธีใช้บัตรและสิทธิให้ถูกต้อง เพื่อไม่เสี่ยงถูกระงับสิทธิ
แม้เอกสารจะไม่ได้ระบุรายละเอียดเชิงลึกเรื่องการผิดประเภทการใช้สิทธิ แต่จากเกณฑ์และรูปแบบโครงการ สามารถสรุปหลักการเบื้องต้นได้ชัดเจนจากข้อมูลที่ให้ไว้ว่า
เงินในบัตรถูกกำหนด วัตถุประสงค์การใช้ชัดเจน เช่น ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าเดินทาง สาธารณูปโภค
- ไม่อนุญาตให้
กดเป็นเงินสด
ใช้จ่ายนอกเหนือประเภทสิทธิที่กำหนด
ใช้กับร้านค้าที่ไม่ร่วมโครงการ
การยืนยันสิทธิและข้อมูลต้องเป็นความจริง หากตรวจสอบพบว่าให้ข้อมูลเท็จหรือไม่ตรงเกณฑ์ อาจถูกตัดสิทธิหรือไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ
ผู้ถือบัตรจึงควรอ่านเงื่อนไขที่ปรากฏในแต่ละช่องทางลงทะเบียน และในหน้าเว็บไซต์โครงการให้ครบถ้วนก่อนใช้งาน เพื่อป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์
8. การบริหารวงเงินให้คุ้มค่าที่สุด
จากโครงสร้างสิทธิของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 สามารถมองภาพรวมการใช้จ่ายให้คุ้มได้จากข้อมูลที่มีดังนี้
หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค
ใช้วงเงินซื้อของจำเป็นพื้นฐาน เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง ของใช้จำเป็น จากร้านธงฟ้าและร้านที่ร่วมโครงการ เพื่อให้ครอบคลุมการดำรงชีพในแต่ละเดือนหมวดค่าเดินทางสาธารณะ
ใช้ค่าเดินทางสำหรับการไปทำงาน ทำธุระ หรือเดินทางจำเป็น ด้วยระบบขนส่งที่เข้าร่วม เพื่อลดค่าใช้จ่ายส่วนตัวในชีวิตประจำวัน โดยจำไว้ว่าไม่สะสมข้ามเดือน จึงควรใช้ให้สอดคล้องความจำเป็นในเดือนนั้นหมวดก๊าซหุงต้ม
ใช้วงเงินส่วนลด 80 บาทต่อ 3 เดือนผ่านร้านก๊าซที่ร่วมโครงการ เพื่อลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนหมวดค่าน้ำ–ค่าไฟ
จัดการการใช้น้ำและไฟให้ไม่เกินเพดานที่รัฐสนับสนุน (ไฟฟ้า 315 บาท/เดือน, น้ำ 100 บาท/เดือน) หากควบคุมการใช้ได้ในระดับนี้จะช่วยลดภาระค่าสาธารณูปโภคได้ชัดเจน
สำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยหรือเงินเพิ่มเป็นรายเดือนจากโครงการอื่น ข้อมูลในเอกสารระบุว่าสามารถตรวจสอบสิทธิรวมได้ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งช่วยให้วางแผนใช้จ่ายภาพรวมของสวัสดิการทุกประเภทได้ดีขึ้น
9. วิธีเช็กสิทธิ เช็กยอดเงิน และวันที่เงินเข้า
9.1 เช็กสิทธิและสถานะการลงทะเบียน
สามารถเช็กได้หลายช่องทางตามข้อมูลที่ให้ไว้
ผ่านเว็บไซต์โครงการ
เข้า https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th
เลือกเมนู “ตรวจสอบสถานะ” หรือเมนูที่เกี่ยวข้อง (ตามหน้าเว็บไซต์)
กรอกเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
ผ่านระบบบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคม
เลือกเมนู “ตรวจสอบสิทธิสวัสดิการสังคม”
กรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลัก แล้วกดตรวจสอบ
หากไม่มีสิทธิใด ๆ ระบบจะแสดงข้อความ “ไม่พบสิทธิ” หรือหากมีสิทธิอื่น เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จะระบุประเภทสิทธิให้เห็น
9.2 เช็กยอดเงินในบัตร
จากข้อมูลที่ให้มา การเช็กยอดสามารถทำได้ดังนี้
ผ่านเครื่องรูดบัตร (EDC) ที่ร้านค้าธงฟ้าหรือร้านที่ร่วมโครงการ โดยให้ร้านกดเมนูตรวจสอบยอดเงินคงเหลือก่อนซื้อของ
- ผ่านเว็บไซต์
ผ่านสายด่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือสายด่วนกรมบัญชีกลาง/ธนาคารที่เกี่ยวข้อง (ตามเบอร์ที่ระบุในข้อมูล)
9.3 ตัวอย่างตารางเงินเข้าบัตร – เดือนมิถุนายน 2569
จากข้อมูลที่ปรากฏ มีรายละเอียดการโอนเงินเดือนมิถุนายน 2569 ดังนี้
วันที่ 1 มิถุนายน 2569
วงเงินซื้อสินค้า 1,000 บาท/คน/เดือน (พิเศษ ช่วง มิ.ย.–ก.ย. 2569)
วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาท/คน/3 เดือน (ช่วง เม.ย.–มิ.ย. 2569)
วงเงินค่าเดินทางสาธารณะ 750 บาท/คน/เดือน
(ใช้กับ บขส., รถไฟ, ขสมก., รถไฟฟ้า และรถโดยสารเอกชนที่ร่วมโครงการ, ไม่ถอนเป็นเงินสดและไม่สะสมเดือนถัดไป)
วันที่ 19 มิถุนายน 2569
เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 บาท/เดือน
สำหรับผู้มีสิทธิที่เป็นคนพิการและมีบัตรคนพิการ โดยโอนเข้าบัญชีเงินฝากที่ผูกกับเลขบัตรประชาชนหรือบัญชีรับเบี้ยความพิการ
10. ถ้าลงทะเบียนไม่ผ่าน หรือมีปัญหา ต้องทำอย่างไร
10.1 กรณีลงทะเบียนไม่ผ่าน
เมื่อประกาศผลแล้ว หากผลการตรวจสอบคุณสมบัติขึ้นว่า “ไม่ผ่าน” และต้องการให้ตรวจสอบใหม่ สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 15 วันนับจากวันที่ประกาศผล ผ่าน 4 ช่องทาง คือ
เว็บไซต์โครงการ
https://welfare.mof.go.th
(กดปุ่ม “ยื่นขออุทธรณ์ผล” ได้จากระบบ)
แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และ “เป๋าตัง”
(มีปุ่ม “ยื่นขออุทธรณ์ผล” บนหน้าจอ)หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร
ธนาคารกรุงไทย
ธ.ก.ส.
ธนาคารออมสิน
ธอส.
ธอท.
โดยแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าต้องการอุทธรณ์ เพื่อให้ธนาคารกดปุ่ม “ยื่นขออุทธรณ์ผล” ให้
จากนั้น ผู้ยื่นอุทธรณ์ต้องไปแก้ไขข้อมูลที่ไม่ผ่านตามที่หน่วยตรวจสอบแจ้ง ให้ครบทุกเกณฑ์ ภายในวันที่ที่กำหนด (ในรอบนี้คือ 16 สิงหาคม 2569) ก่อนที่กระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ในวันที่กำหนด (14 กันยายน 2569 ในรอบปี 2569)
10.2 หลังผ่านการอุทธรณ์แล้วต้องทำอย่างไร
หากเคยได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน
ไม่ต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) ใหม่ เพราะโครงการมีข้อมูลเดิมอยู่แล้วหากไม่เคยได้รับสิทธิมาก่อน
ต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) ผ่านหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร หรือผ่านแอป “เป๋าตัง”
หลังยืนยันตัวตนแล้ว จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่กำหนดในประกาศ (เช่น 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไปสำหรับผู้ผ่านรอบอุทธรณ์)
10.3 ช่องทางติดต่อขอความช่วยเหลือ
หากประสบปัญหาในการลงทะเบียน ใช้แอป หรือสงสัยเรื่องสิทธิและยอดเงิน สามารถติดต่อหน่วยงานตามข้อมูลที่ปรากฏ เช่น
ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
โทร. 02-109-2345 (วันและเวลาทำการ)Helpdesk ระบบยืนยันการลงทะเบียนของผู้มีบัตรฯ
โทร. 02-640-3701สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (ตามเบอร์ที่ระบุในเอกสาร)
สำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย สำหรับระบบผู้ตกสำรวจ
โทร. 02-791-7517 (วันและเวลาราชการ)
11. สรุปย้ำ: คนมีสิทธิ ต้องรีบใช้สิทธิ ไม่อย่างนั้นอาจพลาด
จากข้อมูลทั้งหมด สิ่งที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบันต้องให้ความสำคัญคือ
ต้องลงทะเบียนยืนยันสิทธิปี 2569 ภายในวันที่ 4–21 มิถุนายน 2569 ผ่าน 1 ใน 5 ช่องทางเท่านั้น
ตรวจสอบผลในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 และถ้าไม่ผ่าน ต้องรีบอุทธรณ์ภายในกำหนด พร้อมแก้ไขข้อมูลให้ครบ
ผู้ที่ผ่านเกณฑ์และยืนยันตัวตนแล้ว จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 (หรือ 1 ตุลาคม 2569 สำหรับกลุ่มผ่านรอบอุทธรณ์)
การใช้สิทธิทุกประเภทต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการ ได้แก่ ใช้กับร้านค้า/ขนส่งที่ร่วมโครงการ ห้ามกดเงินสด และต้องไม่ใช้ผิดประเภท
การติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการ เช่น เว็บไซต์กระทรวงการคลัง เว็บไซต์โครงการ และแอปของรัฐ จะช่วยให้ผู้มีสิทธิไม่พลาดกำหนดเวลา ไม่ใช้สิทธิผิดเงื่อนไข และได้รับประโยชน์จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ได้เต็มที่ที่สุดตามที่โครงการกำหนด


ความคิดเห็น