ZestBuy

คู่มือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ฉบับเข้าใจง่าย

โปรไฟล์ ZestBuy AIZestBuy AI06-04

ภาพรวมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 และเป้าหมายหลัก

ท่ามกลางค่าครองชีพที่ยังสูง โครงการ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 (ที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่าบัตรคนจน) ยังเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ โดยรัฐโอนวงเงินช่วยเหลือเข้าบัตรประจำตัวประชาชนแบบ Smart Card ทุกเดือน

เงินในบัตร ไม่สามารถกดเป็นเงินสด และใช้ได้เฉพาะร้านค้า/บริการที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น เป้าหมายของรอบปี 2569 คือ

  • อัปเดตฐานข้อมูลให้ “ตรงกลุ่มเป้าหมายจริง” มากขึ้น

  • คัดกรองคนที่ไม่ได้ลำบากจริงออกจากระบบ ด้วยการเชื่อมฐานข้อมูลดิจิทัลจากหน่วยงานรัฐกว่า 18 แห่ง

  • แก้ปัญหา “คนตกหล่น” ที่ควรได้สิทธิแต่ยังไม่มีบัตร

ในรอบใหม่นี้ ผู้มีสิทธิเดิมทุกคนต้องลงทะเบียนยืนยันสิทธิใหม่ เพื่อให้กระทรวงการคลังตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์ล่าสุด

ใครควรรีบลงทะเบียน

  • ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม (ปี 2565) ประมาณ 13–14 ล้านคน

  • กลุ่มตกหล่นที่ภาครัฐจะลงพื้นที่สำรวจและดึงเข้าสู่ระบบตรวจสอบคุณสมบัติใหม่

หากไม่ยืนยันสิทธิภายในกำหนด อาจกระทบต่อการได้รับสวัสดิการในรอบใหม่


กำหนดการลงทะเบียนใหม่ 2569 และช่องทางสมัคร

ช่วงเวลาสำคัญ

จากข้อมูลในหลายแหล่ง สามารถสรุปภาพรวมช่วงเวลาหลักได้ดังนี้

  • เปิดยืนยันตัวตน/ลงทะเบียนสำหรับรายเดิม: 4 – 21 มิถุนายน 2569

  • ประกาศผลตรวจสอบคุณสมบัติ: 17 กรกฎาคม 2569

  • ช่วงอุทธรณ์สำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์: 17 – 31 กรกฎาคม 2569

  • ประกาศผลอุทธรณ์: 14 กันยายน 2569

  • เริ่มใช้สิทธิรอบใหม่: ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป (รายที่ยืนยันตัวตนแล้ว)

หมายเหตุสำคัญ

  • รอบวันที่ 4–21 มิ.ย. 2569 นี้ เน้นผู้มีสิทธิเดิมและกลุ่มตกหล่น ยังไม่เปิดรับผู้สมัครรายใหม่ทั่วไป โดยรายใหม่ต้องรอประกาศจากกระทรวงการคลังอีกครั้ง

ช่องทางลงทะเบียน/ยืนยันสิทธิ (รายเดิมเลือกได้เพียง 1 ช่องทาง)

มีทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ รวม 5 ช่องทางหลัก

  1. แอปฯ เป๋าตัง

    • เข้าแอปฯ → เลือกแบนเนอร์ “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569”

    • อ่านและยอมรับเงื่อนไข → กด “ลงทะเบียน” ให้ครบขั้นตอน

  2. แอปฯ ทางรัฐ

    • Log in → เลือกบริการ “ระบบลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ”

    • ตรวจสอบข้อมูลตามบัตรประชาชน → กรอกเบอร์โทรศัพท์

    • อ่านเงื่อนไขและกด “ยืนยัน” ระบบจะแจ้ง “ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย”

  3. เว็บไซต์โครงการ:

    • https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th หรือ https://welfare.mof.go.th

    • กด “เริ่มลงทะเบียน”

    • พิสูจน์ตัวตน 2 วิธี:
      • ใช้แอปฯ ThaiD หรือ

      • กรอกเลขบัตร 13 หลัก, ชื่อ–นามสกุล, วันเกิด และรหัส Laser ID หลังบัตร

    • กรอกเบอร์โทรศัพท์ → ยอมรับเงื่อนไข → กด “ยืนยัน”

  4. ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย

    • แตะหน้าจอ → เลือก “ยืนยันตัวตน/สิทธิสวัสดิการ” → “ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569”

    • เสียบบัตรประชาชน → ตรวจสอบข้อมูล → กด “ยืนยัน/ตกลง”

    • กรอกเบอร์โทรศัพท์ → กด “ถัดไป/ตกลง” ระบบจะแจ้งว่าได้รับข้อมูลเรียบร้อย

  5. ยืนยันสิทธิที่ธนาคารรัฐ

    • ไปที่สาขาธนาคารที่ร่วมโครงการ เช่น ธ.ก.ส., ออมสิน, กรุงไทย, ธอส., ธอท. (บางบทความระบุ ธพว. เป็นจุดบริการด้วย)

    • ยื่นบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่เสียบเครื่องอ่าน Smart Card

    • ตรวจสอบชื่อ–นามสกุล–วันเกิด → กรอกเบอร์โทรศัพท์ → อ่านเงื่อนไขและกดยืนยัน


คุณสมบัติและเงื่อนไขผู้มีสิทธิ์ล่าสุด (รายได้–ทรัพย์สิน–ข้อจำกัด)

การคัดกรองปี 2569 เข้มงวดขึ้น โดยยังยึดหลักใหญ่คือช่วยผู้มีรายได้น้อยจริง และใช้ฐานข้อมูลดิจิทัลตรวจสอบหลายด้าน

เงื่อนไขพื้นฐาน

ผู้มีสิทธิจะต้อง:

  • มีสัญชาติไทย

  • อายุ ตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ปิดรับลงทะเบียน

กลุ่มต้องห้าม (ไม่มีสิทธิลงทะเบียน)

  • ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช

  • ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง

  • บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ

  • นักเรียน นักศึกษา

  • ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

  • พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี

  • ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ

  • ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน

  • ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ หรือถือครองตราสารหนี้

  • ผู้ที่มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญและชำระเบี้ยตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป

  • ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษีในฐานะ บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร

เกณฑ์รายได้–รายจ่าย

  • มีรายได้ ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีต่อคน

  • มี “การจ่ายเงินให้บุคคลอื่น” (รายจ่ายให้คนอื่น) ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

ทรัพย์สินทางการเงิน

  • ต้อง ไม่มีบัตรเครดิต

  • มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภท/ทุกบัญชี ไม่เกิน 100,000 บาท

  • มีเงินฝาก–สลาก–พันธบัตร รวมกันทุกประเภท ไม่เกิน 100,000 บาท

ประเภททรัพย์สินทางการเงินที่ถูกนับรวม เช่น

  • เงินฝากในธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (ออมสิน, ธกส., ธอส., ธอท.)

  • สลากของออมสิน, ธกส., ธอส.

อสังหาริมทรัพย์

ต้องไม่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เกินเกณฑ์ต่อไปนี้

  • ห้องชุด (คอนโด) รวมทุกแห่ง พื้นที่ไม่เกิน 35 ตร.ม.

  • ที่อยู่อาศัย (บ้านเดี่ยว, ทาวน์เฮาส์, ห้องแถว, ตึกแถว) รวมทุกแห่ง พื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา

  • กรณีเป็นเกษตรกร: ที่ดิน + ที่อยู่อาศัย รวมกันทุกแห่ง ไม่เกิน 10 ไร่

  • กรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร: ที่ดิน + ที่อยู่อาศัย รวมกันทุกแห่ง ไม่เกิน 1 ไร่

ยานพาหนะ

  • ห้ามมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น

  • ยกเว้น: สามารถมีได้ประเภทละไม่เกิน 1 คัน ได้แก่
    • รถจักรยานยนต์ (ขนาดไม่เกิน 300 ซีซี)

    • รถสามล้อ

    • รถสี่ล้อเล็กรับจ้าง

    • รถใช้งานเกษตรกรรม

ระบบตรวจสอบคุณสมบัติแบบใหม่

กระทรวงการคลังจะใช้ฐานข้อมูลดิจิทัลหลายส่วน เช่น

  • ข้อมูลภาษีและ e-Withholding Tax (ภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์)

  • การจด VAT หรือพอร์ตลงทุนหุ้น/ตราสารหนี้

  • ข้อมูลกรมธรรม์ประกันชีวิตมูลค่าสูง

  • ข้อมูลทรัพย์สิน พาหนะ และภาษีที่ดิน

เพื่อคัดกรองให้เหลือเฉพาะผู้มีฐานะยากจนและกลุ่มเปราะบางที่จำเป็นจริง


เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนลงทะเบียน (แยกตามกลุ่ม)

1. บุคคลทั่วไป (ผู้ถือบัตรเดิม / รายใหม่ในอนาคต)

  • ใช้เพียง บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง (Smart Card) 1 ใบ

กรณีลงทะเบียนออนไลน์ ต้องเตรียมข้อมูลบนบัตรให้ครบ เช่น เลขบัตร 13 หลัก และรหัส Laser ID หลังบัตร

2. กลุ่มเปราะบางที่ไปลงทะเบียนเองไม่ได้

เช่น ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้อยู่ห่างไกล เดินทางเองลำบาก สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นลงทะเบียนแทนได้ โดยต้องเตรียมเอกสาร:

  1. หนังสือมอบอำนาจ (ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์โครงการ)

  2. สำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจ (ผู้ลงทะเบียน) พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง

  3. สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง

  4. สำเนาบัตรคนพิการ หรือ ใบรับรองแพทย์ (ถ้ามี)

กรณีมอบอำนาจจะต้องไปทำที่ หน่วยรับลงทะเบียนธนาคารรัฐ/หน่วยงานที่กำหนด เท่านั้น ไม่สามารถทำผ่านแอปหรือ ATM

จากข้อมูลที่มี ยังไม่มีการแยกเอกสารตามอาชีพ เช่น ลูกจ้าง ฟรีแลนซ์ เกษตรกร อย่างชัดเจน เอกสารหลักที่ยืนยันคือ “บัตรประชาชน” และกรณีมอบอำนาจตามรายการด้านบน


การเตรียมตัวด้านการเงิน: เงินฝาก หนี้สิน เครดิตบูโรมีผลอย่างไร

จากเกณฑ์ปี 2569 การเงินส่วนบุคคลมีผลต่อสิทธิอย่างชัดเจน ดังนี้

  • เงินฝาก + สลาก + พันธบัตร รวมกันทุกบัญชีต้อง ไม่เกิน 100,000 บาท

  • วงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภท (ตามข้อมูลเครดิตบูโร) ต้อง ไม่เกิน 100,000 บาท

  • ต้องไม่มีบัตรเครดิต เด็ดขาด

นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบ

  • ภาระสินเชื่อบ้านและรถ ตามเกณฑ์เดิม (ข้อมูลบางส่วนระบุบ้านไม่เกิน 1.5 ล้าน รถไม่เกิน 1 ล้าน ในรอบก่อนหน้า)

  • ข้อมูลประกันชีวิต ถ้ามีกรมธรรม์สามัญที่จ่ายเบี้ยตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป จะ ไม่ผ่านเกณฑ์

สิ่งที่ควรระวัง

  • การเป็นผู้ถือหุ้น/กรรมการบริษัท หรือมีบัญชีหุ้นและตราสารหนี้ จะถูกตัดสิทธิทันทีตามเกณฑ์ใหม่

  • การถูกผู้อื่นนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษีในฐานะ พ่อแม่ คู่สมรส หรือบุตร จะถูกนับเป็นเงื่อนไขตัดสิทธิด้วย


สิทธิประโยชน์บนบัตรปี 2569 และการเปลี่ยนแปลงวงเงิน

โครงสร้างสิทธิหลักยังคล้ายรอบก่อน แต่มีมาตรการเสริมช่วงกลางปี 2569

วงเงินใช้จ่ายประจำ (ตามรายละเอียดปัจจุบัน)

  • วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน

    • ปกติ: 300 บาท/คน/เดือน

    • ช่วงพิเศษโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ระหว่าง 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 2569

      • เติมเพิ่ม 700 บาท/เดือน

      • รวมเป็น 1,000 บาท/คน/เดือน ใช้ได้เฉพาะร้านค้าธงฟ้าที่ร่วมโครงการ ช่วงเวลา 05.00–23.00 น.

  • ค่าเดินทางสาธารณะ: 750 บาท/คน/เดือน
    ใช้กับรถเมล์ ขสมก., รถไฟฟ้า (BTS, MRT, ARL), รถไฟ, รถ บขส. และรถโดยสารเอกชนที่เข้าร่วม

  • ส่วนลดก๊าซหุงต้ม: 80 บาท/คน ทุก 3 เดือน

  • ช่วยค่าไฟฟ้า: ไม่เกิน 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน (ใช้เกินต้องจ่ายส่วนเกินเอง)

  • ช่วยค่าน้ำประปา: ไม่เกิน 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน

  • เงินเพิ่มพิเศษผู้พิการ: 200 บาท/เดือน สำหรับผู้พิการที่ถือบัตรสวัสดิการด้วย

  • เงินช่วยผู้สูงอายุรายได้น้อย: สูงสุด 800 บาท (100 บาท/เดือน นาน 8 เดือน)

ข้อจำกัดของวงเงิน

  • เงินในบัตร ไม่สามารถถอนเป็นเงินสด

  • สิทธิแต่ละเดือน ไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้ ถ้าไม่ใช้ จะหมดอายุไปในเดือนนั้น

  • ใช้ได้เฉพาะกับร้านค้าธงฟ้าและร้าน/บริการที่เข้าร่วมเท่านั้น


กลยุทธ์ใช้บัตรสวัสดิการให้คุ้ม: จัดสรรวงเงิน–ทริกลดค่าใช้จ่าย–ข้อควรเลี่ยง

จากเงื่อนไขสิทธิและข้อจำกัด สามารถสรุปหลักการใช้ให้คุ้มและปลอดภัยได้ดังนี้

1. ใช้สิทธิให้ครบในแต่ละเดือน

เพราะวงเงิน ไม่สะสมข้ามเดือน ผู้ถือบัตรควรวางแผนใช้

  • วงเงิน 300–1,000 บาท สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นก่อน (เช่น ข้าวสาร ของใช้ประจำวัน) กับร้านค้าที่เข้าร่วม

  • สิทธิการเดินทาง 750 บาท/เดือน เฉพาะก่อนไปใช้ยานพาหนะอื่นที่ไม่ได้ร่วมโครงการ

2. ตรวจสอบยอดเงินก่อนใช้

สามารถเช็กยอดได้หลายช่องทาง เช่น

  • ตรวจสอบผ่านเครื่องรูดบัตร (EDC) ที่ร้านค้า โดยให้ร้านกดเมนู “ตรวจสอบยอดเงินคงเหลือ”

  • เข้าเว็บไซต์ www.govwelfare.cgd.go.th หรือ www.welfare.mof.go.th เพื่อตรวจสอบสิทธิ

  • โทรสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 02-109-2345 หรือสายด่วนหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

3. ข้อควรเลี่ยง

  • อย่าให้ผู้อื่นยืมบัตรไปใช้ เพราะอาจมีการใช้สิทธิผิดเงื่อนไขหรือโกงข้อมูลได้

  • อย่าซื้อขายสิทธิ หรือแลกวงเงินเป็นเงินสด เนื่องจากขัดกับหลักเกณฑ์โครงการ

  • อย่าหลงเชื่อคนที่เสนอ “ช่วยลงทะเบียน/ช่วยดึงสิทธิ” โดยขอข้อมูลบัตรหรือรหัสส่วนตัว


สรุปเช็กลิสต์ก่อนวันลงทะเบียน และคำเตือนเรื่องมิจฉาชีพ–ข้อมูลผิด

ก่อนถึงวันลงทะเบียน/ยืนยันสิทธิ ควรตรวจเช็กให้พร้อมทั้งด้านเอกสารและข้อมูลส่วนตัว

เช็กลิสต์เตรียมตัว

  • [ ] ตรวจสอบว่า ตนเองเป็นผู้มีสิทธิเดิมหรือไม่ (ผ่านเว็บไซต์/แอป/หน่วยงานรัฐ)

  • [ ] ทบทวนคุณสมบัติตัวเองตามเกณฑ์รายได้–ทรัพย์สิน–ยานพาหนะ

  • [ ] เตรียม บัตรประชาชนตัวจริง ให้พร้อม

  • [ ] กรณีมอบอำนาจ: เตรียมหนังสือมอบอำนาจ + สำเนาบัตรต่าง ๆ + เอกสารผู้พิการ/แพทย์ (ถ้ามี)

  • [ ] ตรวจสอบและจดจำเบอร์มือถือที่ใช้ลงทะเบียน (ต้องเป็นเบอร์ที่ติดต่อได้จริง)

ช่องทางทางการที่ควรใช้

คำเตือนสำคัญ

  • อย่าเชื่อข่าวจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือเพจที่ไม่ใช่ของหน่วยงานรัฐ

  • ห้ามส่งรูปบัตรประชาชน–รหัสหลังบัตร–เลข OTP ให้ผู้อื่น

  • หากสงสัยข้อมูลหรือขั้นตอน ควรติดต่อสอบถามโดยตรงกับหน่วยงาน เช่น
    • ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: 02-109-2345

    • สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สอบถามคุณสมบัติ): 08-5842-7102 ถึง 7109

    • สายด่วน พม. 1300 (กรณีต้องการความช่วยเหลือ)

การเตรียมตัวที่ดี เอกสารครบ ข้อมูลตรงตามความจริง และลงทะเบียนผ่านช่องทางที่ถูกต้อง จะช่วยให้ผู้มีสิทธิไม่พลาดโอกาสรับสวัสดิการพื้นฐานจากรัฐ และช่วยลดภาระค่าครองชีพได้ต่อเนื่องในปี 2569 อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น