GPT-5 มาแล้ว: AI ที่รู้สึกเหมือนคุยกับด็อกเตอร์ตัวจริง
OpenAI ปล่อย GPT-5 โมเดลเรือธงรุ่นใหม่ที่ถูกเคลมว่าเป็น โมเดลที่ฉลาดที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยสร้างมา พร้อมอัปเกรดครั้งใหญ่ด้านอินเทอร์เฟซการใช้งานของ ChatGPT ทำให้ทั้งคนทั่วไปและสายเทคนิคเข้าถึงความฉลาดระดับผู้เชี่ยวชาญได้ง่ายขึ้นแบบแทบไม่ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่ม
GPT-5 ถูกออกแบบมาเพื่อดันขีดความสามารถของ AI ให้ขึ้นไปแตะระดับผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง แถมยังเหนือกว่าเจนก่อนหน้าแบบเห็นภาพทั้งด้านการคิด การวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
อินเทอร์เฟซใหม่ ใช้ง่าย แต่ซ่อนความโหดไว้ข้างใน
ผู้ใช้ ChatGPT จะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนในหน้าอินเทอร์เฟซ เพราะ OpenAI เลิกทำให้คนต้องปวดหัวกับชื่อโมเดลยาวๆ แนว “o4-mini-high” แล้ว หันมาออกแบบประสบการณ์แบบตรงไปตรงมาให้เลือกแค่ไม่กี่ตัว แต่คมทุกตัว ได้แก่:
GPT-5 – โมเดลเรือธงสำหรับงานทั่วไปที่ต้องการความฉลาดในระดับสูง
GPT-5 Thinking – เน้นคำตอบเชิงลึก ใช้เวลาคิดเพิ่มเพื่อแลกกับคุณภาพการวิเคราะห์
GPT-5 Pro – โหมดโหดระดับงานวิจัย เหมาะกับเคสที่ต้องการเหตุผลหนักๆ และความแม่นระดับผู้เชี่ยวชาญ
ข้างหลังอินเทอร์เฟซที่ดูเรียบง่ายนี้ มี เราเตอร์อัจฉริยะ คอยเลือกและสลับโมเดลให้โดยอัตโนมัติตามความซับซ้อนของงานที่สั่ง ผู้ใช้ไม่ต้องมานั่งเดาเองว่า “งานแบบนี้ต้องใช้โมเดลไหน” อีกต่อไป แค่บอกโจทย์ให้ชัด ที่เหลือปล่อยให้ระบบจัดการ
ตัวเลขไม่โกหก: GPT-5 เก่งขึ้นแค่ไหน
OpenAI เคลมว่า GPT-5 จะเป็นเครื่องมือที่คนหลายพันล้านคนใช้ประโยชน์ได้จริง โดยตอนนี้ ChatGPT มีผู้ใช้งานแตะระดับสัปดาห์ละหลายร้อยล้านคน และผลเทสต์ของ GPT-5 ก็ออกมาแรงไม่แพ้กัน:
ทำคะแนนได้ 94.6% ในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ AIME 2025 โดย ไม่ใช้เครื่องมือช่วย
ทำได้ 74.9% ในงานเขียนโค้ดชุดทดสอบ SWE-bench Verified
เก็บคะแนน 46.2% ในการทดสอบ HealthBench Hard ซึ่งเน้นโจทย์สายสุขภาพที่ซับซ้อน
ด้าน GPT-5 Pro ก็ไม่ธรรมดา ทำคะแนนได้ถึง 88.4% ในการทดสอบ GPQA ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสนามสอบโหดระดับสูง
Sam Altman เปรียบเทียบความรู้สึกเวลาใช้แต่ละเจนของโมเดลเอาไว้ได้น่าสนใจ:
GPT-3 เหมือนกำลังคุยกับ นักเรียนมัธยมปลาย
GPT-4 ให้ฟีลเหมือนคุยกับ นักศึกษามหาวิทยาลัย
ส่วน GPT-5 คือครั้งแรกที่รู้สึกเหมือนคุยกับ ผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอกตัวจริง
แปลว่าเวลาเราโยนงานวิเคราะห์หนักๆ หรือดีบักโค้ดลึกๆ ให้ GPT-5 มันจะตอบแบบ “คนเข้าใจโจทย์จริงๆ” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ท่องตำราแล้วสรุปสั้นๆ ให้จบๆ
ฉลาดแต่ยังไม่สมบูรณ์: ประเด็นเสี่ยงโดยเฉพาะด้านสุขภาพ
แม้ GPT-5 จะถูกยกให้เป็นโมเดลระดับท็อป โดยเฉพาะในงานเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพ แต่ก็มีเสียงกังวลจากผู้เชี่ยวชาญบางส่วน ว่าความฉลาดระดับนี้อาจกลายเป็นดาบสองคมได้
ประเด็นสำคัญคือ GPT-5 สามารถให้คำแนะนำด้านการแพทย์แบบมั่นใจมากๆ ตามสไตล์ผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอก แต่ ยังไม่ได้เข้าใจบริบทยุ่งเหยิงซับซ้อนแบบที่หมอในโลกจริงต้องเจอทุกวัน ตรงนี้เองที่หลายฝ่ายมองว่า อาจนำไปสู่อันตรายได้ถ้า “ผู้ใช้เชื่อมากเกินไป” โดยไม่ผ่านการกลั่นกรองจากมนุษย์จริง
ในอีกมุมหนึ่ง นักวิจัยอย่าง Gary Marcus ก็ชี้ว่า ความก้าวหน้าของ GPT-5 แม้จะใช้เวลาพัฒนากว่า 3 ปีและทุนมหาศาล แต่ก็เป็นเหมือนการอัปเกรดต่อเนื่องตามโร้ดแมปมากกว่าจะเป็น “จุดพลิกเกมแบบข้ามยุค” และคู่แข่งอย่าง Claude รวมถึงผู้เล่นรายอื่นก็ยังไล่พัฒนาไม่หยุด ทำให้การแข่งขันในสนาม AI ยังคงดุเดือดต่อไป
สำหรับสายเขียนโค้ด: GPT-5 เปิดโหมดให้เลือกจูนตามงาน
ฝั่งนักพัฒนา OpenAI ก็จัดตัวเลือกให้แบบยืดหยุ่นตามงานและงบประมาณ เพราะ API ของ GPT-5 แบ่งออกเป็น 3 ระดับ:
GPT-5 – ตัวมาตรฐานสำหรับงานที่ต้องการคุณภาพสูงและการคิดเชิงลึก
GPT-5 mini – เวอร์ชันเบาลง เหมาะกับงานที่ต้องคุ้มค่าเรื่องต้นทุน แต่ยังอยากใช้สมองของ GPT-5
GPT-5 nano – ตัวจิ๋วสำหรับงานที่เน้นความเร็วและการใช้งานในสเกลใหญ่ เช่น ระบบที่เรียก API ปริมาณมาก
นอกจากด้านสมองแล้ว OpenAI ยังเพิ่ม ธีมบุคลิกภาพ (personality themes) ให้ปรับโทนการตอบของโมเดลได้ง่ายขึ้น เช่น
Cynic – โหมดสายประชดประชัน มองโลกแบบไม่ฟรุ้งฟริ้ง
Robot – เท่าที่จำเป็น เน้นตรง ประหยัดคำ อารมณ์เหมือนบอตโปรเฟสชันนัล
Listener – โหมดใส่ใจความรู้สึก ฟังเก่ง ตอบนิ่ม
Nerd – สายเนิร์ดชอบลงดีเทล ฟีลติวเตอร์วิชาการตัวจริง
ข้อดีคือไม่ต้องจูนเองให้วุ่น แค่วนเลือกบุคลิกให้ตรงกับสไตล์งานหรือสไตล์โปรดักต์ของเรา ตัวโมเดลจะปรับท่าทีการตอบให้เข้าบริบทได้ทันที
ก้าวที่เข้าใกล้ AGI มากขึ้น แต่ยังไม่ใช่เส้นชัย
การมาของ GPT-5 เป็นเหมือนการประกาศชัดๆ ว่า OpenAI ยังเดินหน้าเป็นตัวตั้งตัวตีในสงคราม AI แบบไม่ผ่อนคันเร่ง แต่ Sam Altman ก็ยอมรับตรงๆ ว่า GPT-5 ยังขาดอยู่หนึ่งสิ่งสำคัญมาก
นั่นคือ ความสามารถในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจากการใช้งานจริง (continual learning) หรือพูดง่ายๆ คือมันยังไม่ใช่ AI ที่ “ใช้ไปแล้วฉลาดขึ้นเรื่อยๆ แบบคนทำงานจริงในสนาม” ทุกอย่างยังผูกกับการฝึกจากข้อมูลชุดใหญ่ที่ผ่านการเตรียมมาแล้วมากกว่าจะเป็นการเรียนจากประสบการณ์สดๆ
ถึงอย่างนั้น GPT-5 ก็ยังถือเป็นหมุดหมายใหญ่บนเส้นทางสู่ AGI เพราะ:
มอบประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับการมี ผู้ช่วยส่วนตัวระดับผู้เชี่ยวชาญ อยู่ข้างตัว
ใช้งานได้ผ่านอินเทอร์เฟซที่เรียบง่าย ไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ก็เข้าถึงพลังของมันได้
เปิดโอกาสให้ทั้งสายธุรกิจ นักวิจัย และนักพัฒนาโค้ด ยกเลเวลเวิร์กโฟลว์ของตัวเองแบบก้าวกระโดด
ในภาพใหญ่แล้ว GPT-5 ยังไม่ใช่จุดจบของการแข่งขันสู่ AGI แต่มันคืออีกหนึ่งก้าวที่ทำให้ความฝันเรื่อง AI ระดับผู้ช่วยป.เอกกลายเป็นของจับต้องได้ สำหรับคนธรรมดาและคนเขียนโค้ดทั่วโลก

