รับแอปรับแอป

5 เว็บ AI สร้างภาพฟรีปี 2025 ที่สายครีเอทีฟต้องลองก่อนใคร!

กัญญารัตน์ อินทร์01-31

ปลดล็อกจินตนาการด้วย AI สร้างภาพ ปี 2025

ยุคนี้อยากได้ภาพสวย ไม่จำเป็นต้องวาดเก่งหรือใช้โปรแกรมแต่งรูปเป็นแล้ว เพราะ AI สร้างภาพ (AI Image Generation) ช่วยเปลี่ยนข้อความสั้นๆ ให้กลายเป็นภาพคมชัด ภาพสไตล์โปร ได้ในไม่กี่วินาที

ไม่ว่าคุณจะเป็น

  • สายการตลาดที่อยากได้ภาพแคมเปญไม่ซ้ำใคร

  • Content Creator ที่ต้องการภาพดึงดูดสายตา

  • เจ้าของธุรกิจที่อยากได้ภาพสินค้าเท่ๆ

  • หรือคนทั่วไปที่แค่อยากสนุกกับการสร้างสรรค์

ปี 2025 มี เครื่องมือ AI สร้างภาพฟรี ให้เลือกเพียบ มาดู 5 ตัวท็อปที่ใช้ง่าย ปรับแต่งได้ ยืดหยุ่น เหมาะทั้งมือใหม่และสายจริงจังกัน

1. Microsoft Designer – ดีไซน์ระดับโปร แค่พิมพ์ Prompt

Microsoft Designer คือเว็บแอปออกแบบกราฟิกที่ให้คุณสร้างงานสวยระดับมืออาชีพได้ โดยไม่ต้องมีพื้นฐานดีไซน์เลย เพราะเบื้องหลังขับเคลื่อนด้วยโมเดล AI อย่าง DALL-E 3 เวอร์ชันใหม่ ช่วยให้การสร้างภาพจากข้อความทั้งง่ายและฉลาด

แค่พิมพ์ Prompt บอกว่าอยากได้ภาพแบบไหน AI ก็จะสร้างภาพที่สอดคล้องกับคำอธิบาย ทั้งโทน สี องค์ประกอบ และยังเข้าใจบริบทที่ซับซ้อนได้ดี สามารถนำไปใช้ต่อในงานต่างๆ ได้ทันที

นอกจากสร้างภาพแล้ว ยังมีเครื่องมือแก้ไขภาพด้วย AI เช่น

  • ลบพื้นหลังเนียนๆ แค่คลิกเดียว

  • ลบวัตถุที่เกะกะออกจากภาพ

  • ทำเอฟเฟกต์หน้าชัดหลังเบลอให้ภาพบุคคล

จุดเด่นและข้อสังเกต

  • ขับเคลื่อนด้วย AI ชั้นนำ: ใช้ DALL-E 3 ทำให้ภาพที่สร้างออกมาดูสวย ทันสมัย และมีความคิดสร้างสรรค์สูง

  • ใช้งานง่ายมาก: เหมาะกับคนที่ไม่ใช่นักออกแบบ แต่อยากได้งานดูมืออาชีพในไม่กี่นาที

  • ผูกกับ Microsoft 365: ส่งภาพเข้า PowerPoint, Word และแอปในตระกูล Microsoft ได้สะดวก

  • ใช้ฟรีได้: ฟีเจอร์หลักเปิดให้ใช้ฟรี แต่จะมีโควตาการสร้างภาพต่อวัน และตัวเลือกพรีเมียมสำหรับคนที่ใช้งานหนัก

2. Leonardo.Ai – สตูดิโอศิลปินสาย AI แบบครบเครื่อง

Leonardo.Ai ไม่ใช่แค่ AI แปลงข้อความเป็นภาพธรรมดา แต่เป็นแพลตฟอร์มสร้างคอนเทนต์ด้วย AI ที่ออกแบบมาเพื่อศิลปิน นักออกแบบ และคนที่อยากควบคุมงานสร้างสรรค์แบบละเอียดทุกจุด

จุดที่ทำให้ Leonardo.Ai โดดเด่นคือ โมเดลเฉพาะทาง หลายสไตล์ให้เลือก เช่น

  • Leonardo Diffusion XL

  • PhotoReal สำหรับภาพถ่ายสมจริง

  • 3D Animation Style

  • Sketchbook

  • RPG Portraits และอีกมากมาย

ที่เด็ดกว่านั้นคือ คุณสามารถ เทรนโมเดลของตัวเอง ได้ โดยการอัปโหลดภาพสไตล์ที่ชอบ ตัวละครที่ออกแบบเอง หรือวัตถุหลายๆ ภาพเพื่อสอน AI ให้เข้าใจและสร้างภาพในสไตล์เฉพาะตัวของคุณ

ยังรองรับการทำงานแบบเรียลไทม์ เช่น สเก็ตช์ภาพง่ายๆ แล้วใช้ Prompt ให้ AI เรนเดอร์ให้สมบูรณ์ พร้อมมี Element และสไตล์พิเศษให้ผสมกับโมเดลหลักเพื่อสร้างภาพที่ไม่เหมือนใคร

จุดเด่นและข้อสังเกต

  • ระบบเครดิต (Tokens): ผู้ใช้ฟรีจะได้เครดิตจำนวนหนึ่งต่อวัน รีเซ็ตทุก 24 ชั่วโมง เพียงพอสำหรับการลองเล่น แต่ถ้าจะใช้เยอะ ใช้ฟีเจอร์ระดับสูงอย่าง Alchemy แนะนำสมัครแพ็กเกจแบบจ่ายเงิน

  • ฟีเจอร์เยอะจนมือใหม่มึน: ตัวเลือกและเครื่องมือมีหลากหลายมาก ช่วงแรกอาจงงบ้าง แต่ถ้าลองเล่นสักพักจะเริ่มจับทางได้

  • ต้องลอง Generate หลายรอบ: เช่นเดียวกับ AI สร้างภาพตัวอื่นๆ กว่าจะได้ภาพที่ถูกใจจริงๆ มักต้อง generate หลายครั้งแล้วเลือกภาพที่ดีที่สุด

3. SeaArt.ai – สวรรค์สายอนิเมะและคนรักของฟรี

ถ้าคุณชอบภาพแนว อนิเมะ การ์ตูน หรือภาพตัวละครเท่ๆ ชื่อที่ไม่ควรมองข้ามคือ SeaArt.ai แพลตฟอร์ม AI สร้างภาพที่ใช้โมเดล Stable Diffusion เวอร์ชันปรับแต่งให้ใช้งานง่าย และเน้นสายอนิเมะแบบจัดเต็ม

SeaArt.ai โดดเด่นเรื่อง:

  • การสร้างภาพอนิเมะ การ์ตูน และภาพบุคคลเป็นหลัก

  • มีโมเดลคุณภาพสูงสำหรับสไตล์อื่นให้เลือกเพิ่มด้วย

สำหรับสายฟรี นี่คือสวรรค์ชัดๆ เพราะใช้ระบบ Stamina คล้ายเครดิตในการสร้างภาพ และมีหลายวิธีให้ได้ Stamina ฟรี นอกจากโควตารายวัน เช่น

  • ล็อกอินทุกวัน

  • กดไลก์

  • แชร์ผลงานของตัวเอง

อีกหนึ่งไฮไลต์คือระบบ LoRA (Low-Rank Adaptation) หรือโมเดลขนาดเล็กที่ใช้ปรับสไตล์ภาพให้เป็นเฉพาะทาง ซึ่ง SeaArt.ai มีคลัง LoRA จากผู้ใช้ที่แชร์กันไว้จำนวนมหาศาล

ยังมีฟีเจอร์อย่าง:

  • AI Filters / Image-to-Image แปลงภาพถ่ายให้เป็นสไตล์ต่างๆ

  • ใช้ภาพต้นแบบเป็นแนวทางสร้างภาพใหม่

  • เพิ่มความคมชัดและความละเอียดให้ภาพ

จุดเด่นและข้อสังเกต

  • เน้นอนิเมะเป็นหลัก: ถึงจะมีโมเดลแนวอื่น แต่จุดแข็งคือสายอนิเมะ ถ้าต้องการแนวอื่นเฉพาะทาง อาจต้องค้นหาโมเดลที่เหมาะกับตัวเองสักพัก

  • UI ดูแน่นสำหรับมือใหม่: ฟีเจอร์เยอะ ตัวเลือกแยะ ช่วงแรกอาจรู้สึกว่าหน้าจอลายตา

  • คุณภาพ LoRA ไม่เท่ากันทุกตัว: เพราะมาจากผู้ใช้ทั่วโลก บางโมเดลดีมาก บางตัวเฉยๆ ต้องใช้เวลาไล่ลองเพื่อหาแนวที่ถูกใจ

4. Stable Diffusion (เวอร์ชันออนไลน์ฟรี) – อิสระสูงสำหรับสายปรับแต่ง

Stable Diffusion คือโมเดล AI สร้างภาพจากข้อความแบบ โอเพนซอร์ส ที่ถูกพัฒนาโดย Stability AI ร่วมกับพันธมิตรหลายเจ้า จุดสำคัญคือ ทั้งโค้ดและโมเดลเปิดให้ใช้และต่อยอดได้ฟรี ทำให้เกิด Ecosystem ใหญ่ระดับโลก

ผลที่ตามมาคือ มีทั้ง:

  • นักพัฒนาจำนวนมากช่วยกันสร้างเครื่องมือและ UI

  • ศิลปินสร้างโมเดลใหม่ๆ ปลั๊กอิน และส่วนเสริมต่างๆ

สำหรับคนที่อยากใช้งานฟรีแบบออนไลน์ ก็มี Web UI ให้เล่น เช่น Mage.space, Playground AI หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่ใช้ Stable Diffusion เป็นฐาน

จุดขายหลักคือ ความยืดหยุ่นขั้นสุด เพราะรองรับการใช้ Custom Models และ LoRA ที่เราดาวน์โหลดจากแหล่งรวมโมเดลต่างๆ เพื่อเปลี่ยนสไตล์งานได้ตามใจ จะเอาแนวภาพถ่ายจริง อนิเมะ แฟนตาซี 3D สีน้ำ หรือสไตล์ศิลปะแปลกๆ ก็ทำได้

ยังมี Extension หลากหลาย เช่น ใช้ Depth Map เป็น “พิมพ์เขียว” ให้ AI สร้างภาพตามโครงสร้างของภาพต้นแบบได้อย่างแม่นยำขึ้น

จุดเด่นและข้อสังเกต

  • ต้องการสเปกแรงถ้ารันเอง: ถ้าติดตั้งในเครื่อง แนะนำใช้การ์ดจออย่างน้อย VRAM 6–8GB (12GB ขึ้นไปจะลื่นมาก) เพื่อให้สร้างภาพได้เร็วและเสถียร

  • การติดตั้งค่อนข้างยุ่งยาก: สำหรับผู้ใช้ทั่วไป การลงโปรแกรมและตั้งค่า UI ครั้งแรกอาจรู้สึกว่าซับซ้อน

  • มีเส้นโค้งการเรียนรู้: ถ้าอยากใช้ให้คุ้ม ต้องศึกษาเรื่องการเขียน Prompt, การใช้ Negative Prompt, การเลือก Sampler และการใช้ Extensions ต่างๆ

5. Canva Text to Image – ออกแบบครบจบในแท็บเดียว

Canva Text to Image คือฟีเจอร์ AI สร้างภาพที่ฝังอยู่ใน Canva โดยตรง ทำให้คุณสร้างภาพใหม่จากศูนย์ด้วยการพิมพ์ Prompt แล้วลากใส่ดีไซน์ของตัวเองได้ทันที ไม่ต้องสลับเว็บไปมาให้เสียเวลา

วิธีใช้ก็เรียบง่าย:

  • เปิดโปรเจกต์บน Canva

  • ไปที่แท็บ “Magic Media”

  • พิมพ์ Prompt เลือกสไตล์

  • ลากภาพที่สร้างเสร็จลงงานออกแบบแบบเรียลไทม์

เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการความเร็วและ เวิร์กโฟลว์ที่ไหลลื่น ทำทุกอย่างจบในที่เดียว ทั้งสร้างภาพ แต่งเลย์เอาต์ ใส่ตัวอักษร ไปจนถึง Export งาน

Canva ยังออกแบบมาให้เป็นมิตรกับมือใหม่ โดยมีสไตล์ภาพสำเร็จรูปให้เลือก ไม่จำเป็นต้องเขียน Prompt ยาวหรือซับซ้อน และยังมีฟีเจอร์สร้างวิดีโอจากข้อความสำหรับทำคลิปสั้นๆ อีกด้วย โดยใช้ระบบเครดิตที่ผู้ใช้ฟรีได้รับติดตัวมาแบบจำกัดตลอดอายุการใช้งาน เหมาะกับการทดลองและโปรเจกต์ขนาดเล็ก

จุดเด่นและข้อสังเกต

  • ความยืดหยุ่นด้านรายละเอียด: ใช้งานง่าย แต่ในด้านความลึกของการตีความ Prompt ที่ซับซ้อน ยังไม่เท่าบางแพลตฟอร์มที่เน้น AI สร้างภาพเต็มรูปแบบ

  • เครดิตมีจำกัด: เมื่อใช้เครดิตฟรีหมด ต้องรอหรืออัปเกรดแผน Pro / Teams / Education เพื่อได้โควต้าเครดิตเพิ่มต่อเดือน

  • ผลลัพธ์อาจต้องเจนหลายรอบ: บางครั้งรายละเอียดเล็กๆ เช่น นิ้วมือหรือตัวอักษรอาจเพี้ยนบ้าง ต้องลอง Generate ซ้ำจนกว่าจะพอใจ

FAQ: รวมคำถามยอดฮิตสาย AI สร้างภาพ

1. ภาพที่สร้างจาก AI เอาไปใช้เชิงพาณิชย์ได้ไหม?

คำตอบ: ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละแพลตฟอร์ม แต่ส่วนใหญ่แล้ว อนุญาตให้นำไปใช้เชิงพาณิชย์ได้ และมักให้สิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพกับผู้สร้าง (คือผู้ใช้เอง) คุณจึงสามารถนำภาพไปใช้ทำปกหนังสือ แบนเนอร์โฆษณา ภาพสินค้า หรือภาพประกอบคอนเทนต์ได้

อย่างไรก็ตาม ควรอ่าน Terms of Service หรือข้อกำหนดการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์มให้ละเอียดก่อนใช้งานจริง โดยเฉพาะถ้าเกี่ยวข้องกับแบรนด์หรือโปรเจกต์ใหญ่

2. ทำไม AI ยังสร้างภาพได้ไม่เป๊ะ 100%?

คำตอบ: เพราะ AI เรียนรู้จาก “รูปแบบ” (Pattern) ของภาพจำนวนมหาศาล ซึ่งหลายภาพอาจมีส่วนที่ไม่ชัด หรือมีสิ่งถูกบัง ทำให้โมเดลไม่เข้าใจโครงสร้างบางอย่างแบบสมบูรณ์ ส่งผลให้บางครั้งภาพที่ได้ยังเพี้ยนหรือแปลกไปบ้าง

แต่ด้วยการพัฒนาโมเดลรุ่นใหม่ๆ ที่เทรนจากข้อมูลคุณภาพสูงขึ้น ปัญหาเหล่านี้ก็ค่อยๆ ลดลง และทำให้ผลลัพธ์สมบูรณ์กว่าเดิมเรื่อยๆ

3. “Prompt” คืออะไร? เขียนยังไงให้ได้ภาพตรงใจ?

คำตอบ: “Prompt” คือ ชุดคำสั่งหรือคำอธิบาย ที่เราพิมพ์บอก AI ว่าอยากให้สร้างภาพแบบไหน ถือเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมผลลัพธ์

หลักการคือ อธิบายให้เคลียร์และเห็นภาพที่สุด โดยมักประกอบด้วย:

  • Subject: ตัวละครหรือสิ่งหลักในภาพ เช่น `a beautiful woman`, `a robot cat`

  • Action / Pose: กำลังทำอะไร เช่น `sitting on a rooftop`, `drinking coffee`

  • Setting: อยู่ที่ไหน / บรรยากาศแบบไหน เช่น `in a futuristic city at night`, `in a magical forest`

  • Style: สไตล์ภาพ เช่น `photorealistic`, `anime style`, `watercolor painting`, `cinematic shot`

  • Details & Mood: รายละเอียดเสริมและอารมณ์ของภาพ เช่น `wearing a red dress`, `with dramatic lighting`, `warm and cozy atmosphere`

ยิ่งอธิบายครบมิติมากเท่าไร AI ก็ยิ่งตีความได้ใกล้เคียงภาพในหัวเรามากขึ้นเท่านั้น

4. “Negative Prompt” คืออะไร ใช้ทำไม?

คำตอบ: “Negative Prompt” คือ คำอธิบายที่บอก AI ว่าเราไม่ต้องการให้มีอะไรอยู่ในภาพ เช่น `no text`, `no extra fingers`, `no watermark`

มันเป็นเครื่องมือสำคัญมาก เพราะช่วยตัดสิ่งที่ไม่ต้องการออกจากผลลัพธ์ ทำให้ภาพออกมาสมบูรณ์ขึ้น แม้จะไม่จำเป็นต้องใช้ทุกครั้ง แต่ถ้าเจอปัญหาเดิมๆ ซ้ำๆ เช่น นิ้วเพี้ยน แสงแปลก วัตถุเกิน ก็ใช้ Negative Prompt เพื่อช่วยลดปัญหาได้ดี

สรุป: ไม่มี AI ที่ดีที่สุด มีแต่ AI ที่ “ใช่ที่สุด” สำหรับคุณ

การมาของ AI สร้างภาพ ทำให้ใครๆ ก็เข้าถึงพลังการสร้างสรรค์ได้ ไม่ว่าคุณจะวาดรูปไม่เป็น หรือไม่เคยจับโปรแกรมกราฟิกมาก่อนก็ตาม

สำหรับมือใหม่ หลายคนอาจลังเลว่าจะเริ่มจากตัวไหนดี คำตอบคือ ไม่มีเครื่องมือไหนดีที่สุดแบบตายตัว แต่จะมีตัวที่เหมาะที่สุดกับสไตล์และการใช้งานของคุณมากกว่า

แนวทางง่ายๆ คือ:

  • ลองใช้หลายแพลตฟอร์มแล้วดูว่าเราคลิกกับตัวไหน

  • อย่าพึ่งถอดใจหากภาพชุดแรกยังไม่ตรงใจ

  • ฝึกเขียน Prompt ให้ละเอียดขึ้นทีละนิด

  • ทดลองใช้ Negative Prompt เพื่อตัดสิ่งที่ไม่ต้องการ

  • ดูตัวอย่าง Prompt และผลงานจาก Community เพื่อเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ

เมื่อคุณเริ่มคุยกับ AI ได้เก่งขึ้นผ่าน Prompt และการลองผิดลองถูก คุณจะพบว่า การเปลี่ยนจินตนาการให้กลายเป็นภาพสวยๆ นั้น ทั้งสนุก ทั้งง่ายกว่าที่คิด และเป็นอีกสกิลสำคัญของคนทำงานยุค AI ที่ไม่ควรพลาดเลย