รับแอปรับแอป

Reroute ทริปให้ปัง! คู่มือกดสิทธิ ROP Gold แบบคุ้มทุกไมล์

สุพจน์ วัฒนชัย01-31

เปิดไมล์ให้สุด แล้วหยุดที่ ROP Gold

‘และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการเก็บไมล์กับการบินไทย ถึงโคตรคุ้มเวลาเราเอามาใช้จริง’

หลังจากยอมบินข้ามน้ำข้ามทะเล เลือกแต่สายการบินในเครือ Star Alliance เพื่อดันไมล์เข้า ROP ของการบินไทย จนทะลุ 50,000 ไมล์ใน 1 ปี สิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมาในสถานะ บัตรทอง (ROP Gold) นี่แหละของจริง

มาดูกันแบบจับต้องได้เลยว่า สถานะเดียว ทำให้ทริปญี่ปุ่น–ยุโรปของเราอัปเลเวลขึ้นแค่ไหน และจะต้องวางแผนยังไงให้ทุกไมล์ที่บินไป “คุ้มสุด” ไม่ใช่แค่ได้บัตรสวย ๆ ไว้โชว์

ได้ Gold วันแรก ต้องทำอะไรบ้าง?

พอวันนั้นมาถึง สถานะในระบบขึ้นเป็น Gold สิ่งที่ตามมาคือของแถมและสิทธิที่ห้ามปล่อยทิ้งเด็ดขาด

  • ได้โบนัสไมล์เปิดบ้านทันที 5,000 ไมล์

  • ส่งอีเมลขอ Tag ติดกระเป๋า Gold เอาไว้โชว์และใช้งานจริง

  • เริ่มวางแผนใช้สิทธิ อัปเกรดชั้นโดยสาร 1 ครั้ง

  • วางแผนใช้สิทธิ แลกไมล์ลด 50% ได้ 3 ครั้ง ในอายุสมาชิก 24 เดือน

  • ได้โควต้าเพิ่มชื่อ Nominee อีก 5 สิทธิ ไม่ต้องเสีย 15,000 ไมล์ต่อชื่อ

  • ได้สิทธิ Star Alliance Gold ใช้ได้ทั้งเครือ

ทั้งหมดนี้คือชุดสิทธิที่ต้องคิดล่วงหน้าก่อนกดใช้ทุกครั้ง ยิ่งแพลนดี ยิ่งคุ้มเป็นเท่าตัว

ขั้นตอนแรก: ขอ Tag Gold ให้เรียบร้อย

  1. ส่งอีเมลขอ Tag ติดกระเป๋า

เคยนั่งมอง Tag Gold ของคนอื่นแล้วคิดในใจว่าเท่มาก พอถึงคิวตัวเองก็ต้องจัดให้สุด

หลังจากสถานะขึ้นเป็น Gold ให้ส่งอีเมลไปที่

จากนั้นรอประมาณสามสัปดาห์ จะได้จดหมายซองสีทองจากการบินไทย ข้างในจะมี

  • บัตร ROP Gold 1 ใบ

  • Tag ติดกระเป๋า 2 อัน

ไม่ใช่แค่ไว้ถ่ายรูปสวย ๆ แต่คือสัญลักษณ์ของสิทธิหลายอย่างที่ตามมาด้วย

สิทธิที่ 1: Gold Upgrade หนึ่งครั้ง ใช้ยังไงให้โคตรคุ้ม

สิทธิอัปเกรด 1 ครั้ง ถ้าใช้แบบไม่คิดก็หมดไปง่าย ๆ แต่ถ้าใช้ดี ๆ คือมูลค่าหลายหมื่น

เลือกเส้นทาง–คลาสยังไงดี?

วิธีคิดคือ

  • ซื้อตั๋วชั้นประหยัด Class Q (คลาสประหยัดสุดที่ยังอัปได้)

  • เลือกเส้นทางที่บินไกลสุดในโซน ที่คุ้มค่าต่อไมล์และต่อราคา

ตัวอย่างที่คุ้มมาก:

  • เส้นทาง Bangkok – Munich (ยุโรป)

  • ซื้อตั๋วชั้นประหยัด Class Q + ค่าอัปเกรด รวมราว 66,740 บาท

  • ได้ไมล์เอกสิทธิ 10,918 ไมล์ จากทริปนี้

แต่ถ้าเป้าหมายคือ ต่ออายุ ROP Gold เราต้องเก็บไมล์เอกสิทธิให้ถึง 50,000 ไมล์ใน 1 ปี เลยต้องเล่นท่ายากกว่านั้น

ท่ายาก: ประกบทริปให้ได้สามทริปในคราวเดียว

แทนที่จะซื้อแค่ไฟลต์เดียวแล้วจบ เราสามารถใช้การจองแบบ “หัว–กลาง–ท้าย” ให้ทริปเดียวแตกออกเป็น 3 ทริปใหญ่ ๆ ได้ เช่น

  • เดือน มิ.ย. Osaka – Bangkok

  • เดือน ส.ค. Bangkok – Munich – Bangkok

  • เดือน ธ.ค. Bangkok – Osaka

ผลลัพธ์คือ

  • เพิ่มเงินรวมแค่ประมาณ 7,500 บาท

  • แต่ได้ไปเที่ยวถึง 3 ทริปใหญ่ ในปีเดียว

  • แถมได้ไมล์เอกสิทธิจากการประกบหัว–ท้าย รวมเป็น 16,102 ไมล์

ทิปสำคัญ:

  • โทรคุยกับ Call Center ให้ช่วยเช็ค Class Q ว่างไหม และที่นั่งสำหรับ Upgrade ยังมีหรือเปล่า

  • วางจุดเริ่ม–จบของทริปให้ดี เช่น เริ่มจากต่างประเทศแล้วจบที่เดิม

แล้วจะไปเริ่มทริปที่จุดแรกได้ยังไง?

ขาไปเพื่อไปเริ่มต้นทริป สามารถใช้วิธีอื่นที่ต้นทุนต่ำกว่าได้ เช่น

  • ซื้อตั๋ว Low cost 1 ขา ไปจุดเริ่มต้น

  • หรือใช้ไมล์โปรแกรมอื่น เช่น Asia Miles, British Avios หรือบินกับสายการบินอื่นสักหนึ่งขา

ใครอยากเล่นท่ายากแบบเต็มแม็กซ์ ลองดีไซน์ให้ทริปแต่ละปีต่อกันเรื่อย ๆ เราจะได้ทั้งทริปถี่ขึ้นและไมล์วิ่งขึ้นแบบไหลลื่น

สิทธิที่ 2: แลกไมล์ลด 50% (ได้ถึง 3 ครั้ง)

นี่คือไฮไลต์ที่คนเล่นไมล์ต้องร้องว้าว เพราะส่วนลด 50% ของ ROP Gold ถ้าวางแผนดี ๆ ประหยัดไปได้หลายแสนไมล์

สิทธิ 50% ใช้ได้กี่ครั้ง?

สถานะ ROP Gold มีอายุ 2 ปี นับจากวันที่เก็บไมล์ครบ และจะมีสิทธิแลกไมล์ลด 50% รวม 3 ครั้ง โดยนับตามปีปฏิทิน เช่น

  • ได้ Gold เดือน ก.พ. 2568

สิทธิจะใช้ได้แบบนี้

  • ครั้งที่ 1: ก.พ. 68 – ธ.ค. 68

  • ครั้งที่ 2: ม.ค. 69 – ธ.ค. 69

  • ครั้งที่ 3: ม.ค. 70 (จองล่วงหน้าได้ถึง 340 วัน ยาวไปถึงปลายปี 2570)

แปลว่า: ถ้าแพลนดี ๆ เราสามารถล็อกตั๋วแลกไมล์ราคาครึ่งเดียวไว้ล่วงหน้าได้ยาวมาก

ตัวอย่างเส้นทางที่คุ้มสุดกับสิทธิ 50%

โดยทั่วไป เส้นทางที่คุ้มในการใช้สิทธิลด 50% คือการแลกตั๋ว

  • ชั้นธุรกิจไปโซน ญี่ปุ่น / เกาหลี ขึ้นไปจนถึง ออสเตรเลีย / ยุโรป

  • หรือจะขยับไปเล่นชั้นหนึ่งในเส้นทางไกลก็ยิ่งคุ้ม

ตัวอย่างแบบไป–กลับ พร้อมลด 50%

  • Bangkok – Tokyo/Osaka ชั้นธุรกิจ
    ใช้ไมล์หลังลดแล้ว: 47,500 ไมล์

  • Bangkok – Tokyo/Osaka ชั้นหนึ่ง
    ใช้ไมล์หลังลดแล้ว: 67,500 ไมล์

  • Bangkok – Munich/Oslo ชั้นธุรกิจ
    ใช้ไมล์หลังลดแล้ว: 90,000 ไมล์

  • Bangkok – London ชั้นหนึ่ง
    ใช้ไมล์หลังลดแล้ว: 125,000 ไมล์

ท่ายาก: ผูกทริปหัว–ท้ายให้คุ้มสุด

ท่ายากคือ เราจะเอาสิทธิ 50% นี้ไปเล่นแบบ “ทริปต่อทริป” ให้เริ่มและจบที่เมืองเดียวกัน แล้วแทรกกรุงเทพเป็นจุดพักนาน ๆ ได้ยังไง

ตัวอย่าง:

  • Osaka – Bangkok – Munich – Bangkok – Osaka ชั้นธุรกิจ
    ใช้ไมล์หลังลดแล้ว: 137,500 ไมล์

  • Tokyo – Bangkok – London – Bangkok – Tokyo ชั้นหนึ่ง
    ใช้ไมล์หลังลดแล้ว: 192,500 ไมล์

จากตรงนี้จะเห็นว่า ถ้าเราแพลนไปเที่ยวปีละ 2 ทริป เช่น

  • ปีหนึ่ง: ญี่ปุ่น 1 ทริป + ยุโรป 1 ทริป

เราสามารถ

  • เอาทริปญี่ปุ่นมาทำเป็น “หัว” ของเส้นทาง

  • เอาทริปยุโรปจากปีถัดไปมาทำเป็น “ท้าย” ต่อกันไปเรื่อย ๆ

หรือจะดีไซน์ให้ไปประเทศอื่นก็ยังได้ เช่น

  • Singapore – Bangkok – Shanghai – Bangkok – Singapore

  • Hongkong – Bangkok – Sydney – Bangkok – Hongkong

หลักการคือ:

  • เริ่มและจบที่เมืองเดียวกัน

  • ให้ Bangkok เป็นเหมือน “Hub” ที่เราแวะพักหลายเดือน ระหว่างรอทริปถัดไป

สิทธิที่ 3: เพิ่มชื่อ Nominee ฟรีอีก 5 คน

ใครที่เล่นไมล์เพื่อจองให้คนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทจะรู้ดีว่า การแก้ชื่อ Nominee ทีนึง เจ็บมาก เพราะต้องเสียไมล์

  • ปกติการเพิ่ม/เปลี่ยนชื่อคนที่ 6 เป็นต้นไป ต้องเสีย 15,000 ไมล์ต่อชื่อ

แต่พอได้เป็น Gold ปุ๊บ

  • ระบบจะให้โควต้าเพิ่มชื่อ Nominee อีก 5 สิทธิแบบฟรี ๆ

ใครเคยเสียไมล์ไปกับการเปลี่ยนชื่อจะรู้เลยว่า สิทธินี้เล็กแต่โคตรคุ้ม

สิทธิที่ 4: Star Alliance Gold – ทริปไหน ๆ ก็เหมือนบิน Business มากขึ้น

อีกอย่างที่ทำให้ ROP Gold มีมูลค่าไม่แพ้ไมล์ก็คือการได้ สถานะ Star Alliance Gold ตามมาด้วย ซึ่งใช้ได้กับสายการบินพันธมิตรทั้งเครือ

สิทธิหลัก ๆ คือ

  • เข้าเลาจน์ได้ฟรี + ผู้ติดตามอีก 1 คน เมื่อบินสายการบินในเครือ

  • โหลดกระเป๋าเพิ่มได้ฟรีตามเงื่อนไขของแต่ละสายการบิน

  • กระเป๋าจะได้ติด Tag Gold ทำให้โอกาสออกมาบนสายพานไวขึ้น

  • ได้สิทธิขึ้นเครื่องก่อนคนอื่น

  • และสิทธิพิเศษอื่น ๆ ตามกติกาของแต่ละสายการบินในเครือ

รวม ๆ แล้ว ต่อให้เราไม่ได้ใช้ไมล์เล่นท่ายากอะไรเลย แค่ใช้สิทธิพื้นฐานของ Star Alliance Gold ให้ครบ ก็รู้สึกเหมือนอัปเกรดประสบการณ์เดินทางทุกทริปแล้ว

สรุป: Gold ไม่ใช่แค่สีบัตร แต่คือแผนการเดินทางทั้ง 2 ปี

ทุกอย่างที่เล่ามา คือเหตุผลที่ทำให้การเก็บไมล์เข้าการบินไทยเพื่อขึ้น ROP Gold ดูไม่ใช่แค่ความฟินส่วนตัว แต่เป็นการลงทุนด้านการเดินทางที่คุ้มค่าในระยะยาว

ถ้า

  • ใช้สิทธิอัปเกรด 1 ครั้งแบบมีแผน

  • กดใช้ส่วนลด 50% ครบทั้ง 3 ครั้ง

  • เติมชื่อ Nominee ฟรีให้เต็มโควต้า

  • และใช้สิทธิ Star Alliance Gold ทุกครั้งที่บิน

แค่ท่ายืนพื้น ยังประหยัดไมล์ไปหลายแสน แถมได้ประสบการณ์บินระดับพรีเมียม โดยจ่ายเงินจริงน้อยกว่าที่ควรเป็นเยอะมาก

ใครที่ชอบเที่ยวปีละหลายทริป โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น–ยุโรป ลองเอาไอเดีย “ประกบทริปหัว–ท้าย” พวกนี้ไปต่อยอดดู แล้วจะรู้ว่าคำว่า Gold มันไม่ได้มีแค่บนบัตร แต่มันอยู่ในทุกทริปที่เราออกเดินทางด้วยไมล์ของตัวเองจริง ๆ