เปิดไมล์ให้สุด แล้วหยุดที่ ROP Gold
‘และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการเก็บไมล์กับการบินไทย ถึงโคตรคุ้มเวลาเราเอามาใช้จริง’
หลังจากยอมบินข้ามน้ำข้ามทะเล เลือกแต่สายการบินในเครือ Star Alliance เพื่อดันไมล์เข้า ROP ของการบินไทย จนทะลุ 50,000 ไมล์ใน 1 ปี สิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมาในสถานะ บัตรทอง (ROP Gold) นี่แหละของจริง
มาดูกันแบบจับต้องได้เลยว่า สถานะเดียว ทำให้ทริปญี่ปุ่น–ยุโรปของเราอัปเลเวลขึ้นแค่ไหน และจะต้องวางแผนยังไงให้ทุกไมล์ที่บินไป “คุ้มสุด” ไม่ใช่แค่ได้บัตรสวย ๆ ไว้โชว์
ได้ Gold วันแรก ต้องทำอะไรบ้าง?
พอวันนั้นมาถึง สถานะในระบบขึ้นเป็น Gold สิ่งที่ตามมาคือของแถมและสิทธิที่ห้ามปล่อยทิ้งเด็ดขาด
ได้โบนัสไมล์เปิดบ้านทันที 5,000 ไมล์
ส่งอีเมลขอ Tag ติดกระเป๋า Gold เอาไว้โชว์และใช้งานจริง
เริ่มวางแผนใช้สิทธิ อัปเกรดชั้นโดยสาร 1 ครั้ง
วางแผนใช้สิทธิ แลกไมล์ลด 50% ได้ 3 ครั้ง ในอายุสมาชิก 24 เดือน
ได้โควต้าเพิ่มชื่อ Nominee อีก 5 สิทธิ ไม่ต้องเสีย 15,000 ไมล์ต่อชื่อ
ได้สิทธิ Star Alliance Gold ใช้ได้ทั้งเครือ
ทั้งหมดนี้คือชุดสิทธิที่ต้องคิดล่วงหน้าก่อนกดใช้ทุกครั้ง ยิ่งแพลนดี ยิ่งคุ้มเป็นเท่าตัว
ขั้นตอนแรก: ขอ Tag Gold ให้เรียบร้อย
ส่งอีเมลขอ Tag ติดกระเป๋า
เคยนั่งมอง Tag Gold ของคนอื่นแล้วคิดในใจว่าเท่มาก พอถึงคิวตัวเองก็ต้องจัดให้สุด
หลังจากสถานะขึ้นเป็น Gold ให้ส่งอีเมลไปที่
จากนั้นรอประมาณสามสัปดาห์ จะได้จดหมายซองสีทองจากการบินไทย ข้างในจะมี
บัตร ROP Gold 1 ใบ
Tag ติดกระเป๋า 2 อัน
ไม่ใช่แค่ไว้ถ่ายรูปสวย ๆ แต่คือสัญลักษณ์ของสิทธิหลายอย่างที่ตามมาด้วย
สิทธิที่ 1: Gold Upgrade หนึ่งครั้ง ใช้ยังไงให้โคตรคุ้ม
สิทธิอัปเกรด 1 ครั้ง ถ้าใช้แบบไม่คิดก็หมดไปง่าย ๆ แต่ถ้าใช้ดี ๆ คือมูลค่าหลายหมื่น
เลือกเส้นทาง–คลาสยังไงดี?
วิธีคิดคือ
ซื้อตั๋วชั้นประหยัด Class Q (คลาสประหยัดสุดที่ยังอัปได้)
เลือกเส้นทางที่บินไกลสุดในโซน ที่คุ้มค่าต่อไมล์และต่อราคา
ตัวอย่างที่คุ้มมาก:
เส้นทาง Bangkok – Munich (ยุโรป)
ซื้อตั๋วชั้นประหยัด Class Q + ค่าอัปเกรด รวมราว 66,740 บาท
ได้ไมล์เอกสิทธิ 10,918 ไมล์ จากทริปนี้
แต่ถ้าเป้าหมายคือ ต่ออายุ ROP Gold เราต้องเก็บไมล์เอกสิทธิให้ถึง 50,000 ไมล์ใน 1 ปี เลยต้องเล่นท่ายากกว่านั้น
ท่ายาก: ประกบทริปให้ได้สามทริปในคราวเดียว
แทนที่จะซื้อแค่ไฟลต์เดียวแล้วจบ เราสามารถใช้การจองแบบ “หัว–กลาง–ท้าย” ให้ทริปเดียวแตกออกเป็น 3 ทริปใหญ่ ๆ ได้ เช่น
เดือน มิ.ย. Osaka – Bangkok
เดือน ส.ค. Bangkok – Munich – Bangkok
เดือน ธ.ค. Bangkok – Osaka
ผลลัพธ์คือ
เพิ่มเงินรวมแค่ประมาณ 7,500 บาท
แต่ได้ไปเที่ยวถึง 3 ทริปใหญ่ ในปีเดียว
แถมได้ไมล์เอกสิทธิจากการประกบหัว–ท้าย รวมเป็น 16,102 ไมล์
ทิปสำคัญ:
โทรคุยกับ Call Center ให้ช่วยเช็ค Class Q ว่างไหม และที่นั่งสำหรับ Upgrade ยังมีหรือเปล่า
วางจุดเริ่ม–จบของทริปให้ดี เช่น เริ่มจากต่างประเทศแล้วจบที่เดิม
แล้วจะไปเริ่มทริปที่จุดแรกได้ยังไง?
ขาไปเพื่อไปเริ่มต้นทริป สามารถใช้วิธีอื่นที่ต้นทุนต่ำกว่าได้ เช่น
ซื้อตั๋ว Low cost 1 ขา ไปจุดเริ่มต้น
หรือใช้ไมล์โปรแกรมอื่น เช่น Asia Miles, British Avios หรือบินกับสายการบินอื่นสักหนึ่งขา
ใครอยากเล่นท่ายากแบบเต็มแม็กซ์ ลองดีไซน์ให้ทริปแต่ละปีต่อกันเรื่อย ๆ เราจะได้ทั้งทริปถี่ขึ้นและไมล์วิ่งขึ้นแบบไหลลื่น
สิทธิที่ 2: แลกไมล์ลด 50% (ได้ถึง 3 ครั้ง)
นี่คือไฮไลต์ที่คนเล่นไมล์ต้องร้องว้าว เพราะส่วนลด 50% ของ ROP Gold ถ้าวางแผนดี ๆ ประหยัดไปได้หลายแสนไมล์
สิทธิ 50% ใช้ได้กี่ครั้ง?
สถานะ ROP Gold มีอายุ 2 ปี นับจากวันที่เก็บไมล์ครบ และจะมีสิทธิแลกไมล์ลด 50% รวม 3 ครั้ง โดยนับตามปีปฏิทิน เช่น
ได้ Gold เดือน ก.พ. 2568
สิทธิจะใช้ได้แบบนี้
ครั้งที่ 1: ก.พ. 68 – ธ.ค. 68
ครั้งที่ 2: ม.ค. 69 – ธ.ค. 69
ครั้งที่ 3: ม.ค. 70 (จองล่วงหน้าได้ถึง 340 วัน ยาวไปถึงปลายปี 2570)
แปลว่า: ถ้าแพลนดี ๆ เราสามารถล็อกตั๋วแลกไมล์ราคาครึ่งเดียวไว้ล่วงหน้าได้ยาวมาก
ตัวอย่างเส้นทางที่คุ้มสุดกับสิทธิ 50%
โดยทั่วไป เส้นทางที่คุ้มในการใช้สิทธิลด 50% คือการแลกตั๋ว
ชั้นธุรกิจไปโซน ญี่ปุ่น / เกาหลี ขึ้นไปจนถึง ออสเตรเลีย / ยุโรป
หรือจะขยับไปเล่นชั้นหนึ่งในเส้นทางไกลก็ยิ่งคุ้ม
ตัวอย่างแบบไป–กลับ พร้อมลด 50%
Bangkok – Tokyo/Osaka ชั้นธุรกิจ
ใช้ไมล์หลังลดแล้ว: 47,500 ไมล์Bangkok – Tokyo/Osaka ชั้นหนึ่ง
ใช้ไมล์หลังลดแล้ว: 67,500 ไมล์Bangkok – Munich/Oslo ชั้นธุรกิจ
ใช้ไมล์หลังลดแล้ว: 90,000 ไมล์Bangkok – London ชั้นหนึ่ง
ใช้ไมล์หลังลดแล้ว: 125,000 ไมล์
ท่ายาก: ผูกทริปหัว–ท้ายให้คุ้มสุด
ท่ายากคือ เราจะเอาสิทธิ 50% นี้ไปเล่นแบบ “ทริปต่อทริป” ให้เริ่มและจบที่เมืองเดียวกัน แล้วแทรกกรุงเทพเป็นจุดพักนาน ๆ ได้ยังไง
ตัวอย่าง:
Osaka – Bangkok – Munich – Bangkok – Osaka ชั้นธุรกิจ
ใช้ไมล์หลังลดแล้ว: 137,500 ไมล์Tokyo – Bangkok – London – Bangkok – Tokyo ชั้นหนึ่ง
ใช้ไมล์หลังลดแล้ว: 192,500 ไมล์
จากตรงนี้จะเห็นว่า ถ้าเราแพลนไปเที่ยวปีละ 2 ทริป เช่น
ปีหนึ่ง: ญี่ปุ่น 1 ทริป + ยุโรป 1 ทริป
เราสามารถ
เอาทริปญี่ปุ่นมาทำเป็น “หัว” ของเส้นทาง
เอาทริปยุโรปจากปีถัดไปมาทำเป็น “ท้าย” ต่อกันไปเรื่อย ๆ
หรือจะดีไซน์ให้ไปประเทศอื่นก็ยังได้ เช่น
Singapore – Bangkok – Shanghai – Bangkok – Singapore
Hongkong – Bangkok – Sydney – Bangkok – Hongkong
หลักการคือ:
เริ่มและจบที่เมืองเดียวกัน
ให้ Bangkok เป็นเหมือน “Hub” ที่เราแวะพักหลายเดือน ระหว่างรอทริปถัดไป
สิทธิที่ 3: เพิ่มชื่อ Nominee ฟรีอีก 5 คน
ใครที่เล่นไมล์เพื่อจองให้คนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทจะรู้ดีว่า การแก้ชื่อ Nominee ทีนึง เจ็บมาก เพราะต้องเสียไมล์
ปกติการเพิ่ม/เปลี่ยนชื่อคนที่ 6 เป็นต้นไป ต้องเสีย 15,000 ไมล์ต่อชื่อ
แต่พอได้เป็น Gold ปุ๊บ
ระบบจะให้โควต้าเพิ่มชื่อ Nominee อีก 5 สิทธิแบบฟรี ๆ
ใครเคยเสียไมล์ไปกับการเปลี่ยนชื่อจะรู้เลยว่า สิทธินี้เล็กแต่โคตรคุ้ม
สิทธิที่ 4: Star Alliance Gold – ทริปไหน ๆ ก็เหมือนบิน Business มากขึ้น
อีกอย่างที่ทำให้ ROP Gold มีมูลค่าไม่แพ้ไมล์ก็คือการได้ สถานะ Star Alliance Gold ตามมาด้วย ซึ่งใช้ได้กับสายการบินพันธมิตรทั้งเครือ
สิทธิหลัก ๆ คือ
เข้าเลาจน์ได้ฟรี + ผู้ติดตามอีก 1 คน เมื่อบินสายการบินในเครือ
โหลดกระเป๋าเพิ่มได้ฟรีตามเงื่อนไขของแต่ละสายการบิน
กระเป๋าจะได้ติด Tag Gold ทำให้โอกาสออกมาบนสายพานไวขึ้น
ได้สิทธิขึ้นเครื่องก่อนคนอื่น
และสิทธิพิเศษอื่น ๆ ตามกติกาของแต่ละสายการบินในเครือ
รวม ๆ แล้ว ต่อให้เราไม่ได้ใช้ไมล์เล่นท่ายากอะไรเลย แค่ใช้สิทธิพื้นฐานของ Star Alliance Gold ให้ครบ ก็รู้สึกเหมือนอัปเกรดประสบการณ์เดินทางทุกทริปแล้ว
สรุป: Gold ไม่ใช่แค่สีบัตร แต่คือแผนการเดินทางทั้ง 2 ปี
ทุกอย่างที่เล่ามา คือเหตุผลที่ทำให้การเก็บไมล์เข้าการบินไทยเพื่อขึ้น ROP Gold ดูไม่ใช่แค่ความฟินส่วนตัว แต่เป็นการลงทุนด้านการเดินทางที่คุ้มค่าในระยะยาว
ถ้า
ใช้สิทธิอัปเกรด 1 ครั้งแบบมีแผน
กดใช้ส่วนลด 50% ครบทั้ง 3 ครั้ง
เติมชื่อ Nominee ฟรีให้เต็มโควต้า
และใช้สิทธิ Star Alliance Gold ทุกครั้งที่บิน
แค่ท่ายืนพื้น ยังประหยัดไมล์ไปหลายแสน แถมได้ประสบการณ์บินระดับพรีเมียม โดยจ่ายเงินจริงน้อยกว่าที่ควรเป็นเยอะมาก
ใครที่ชอบเที่ยวปีละหลายทริป โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น–ยุโรป ลองเอาไอเดีย “ประกบทริปหัว–ท้าย” พวกนี้ไปต่อยอดดู แล้วจะรู้ว่าคำว่า Gold มันไม่ได้มีแค่บนบัตร แต่มันอยู่ในทุกทริปที่เราออกเดินทางด้วยไมล์ของตัวเองจริง ๆ

