รับแอปรับแอป

10 พิกัดมิลานที่ทั้งชิค ทั้งอร่อย ทั้งโลคอลในทริปเดียว

ปฏิภาณ รุ่งเรือง01-31

มิลานที่มากกว่ารันเวย์แฟชั่น

มิลาน (Milan) สำหรับหลายคนอาจเป็นภาพเมืองแฟชั่น ดีไซน์เนอร์ และรันเวย์สุดเนี้ยบ แต่พอได้มาเดินจริงๆ จะรู้เลยว่าเมืองนี้มีอะไรมากกว่านั้น ทั้งสถาปัตยกรรมเก่า–ใหม่ที่อยู่ด้วยกันอย่างลงตัว ระบบขนส่งสาธารณะที่ใช้งานง่าย และบรรยากาศที่เป็นระเบียบกว่าที่คิด

เรามาเจอทั้งรถรางสีคลาสสิก รถไฟใต้ดินที่แน่นจนได้ฝึกสกิลระวังของหายตั้งแต่นั่งจากสถานี Milano Centrale และได้สนุกกับการเทียบเสียงอ่านภาษาอิตาเลียนกับภาษาละตินสายอื่น แบบที่คนชอบภาษาแอบฟินเบาๆ

มิลานอาจขึ้นชื่อเรื่องช็อปแบรนด์เนม แต่เมืองนี้ยังเต็มไปด้วยวัฒนธรรม ศิลปะ คาเฟ่ดีไซน์สวย ร้านอาหารท้องถิ่น และสวนสาธารณะน่าแวะ ทุกมุมมีเรื่องเล่า และนี่คือ 10 จุดเช็คอินที่ควรปักหมุดไว้ก่อนบิน

10 สถานที่ต้องไปในมิลาน

1. มหาวิหารดูโอโมแห่งมิลาน (Duomo di Milano)

แลนด์มาร์กหินอ่อนสุดยิ่งใหญ่ที่ต้องเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง

ใจกลางเมืองมิลานคือมหาวิหารหินอ่อนสไตล์โกธิกสีขาวอมชมพูที่อลังการจนหยุดมองไม่ได้ ตั้งอยู่บน Piazza del Duomo ล้อมรอบด้วยชีวิตชีวาของเมือง เป็นจุดเริ่มต้นทริปมิลานที่ทั้งสวย ทั้งเล่าเรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในเวลาเดียวกัน

ดูโอโมแห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานกว่า 600 ปี ตั้งแต่ปี 1386 จนเสร็จช่วงต้นศตวรรษที่ 20 รายละเอียดทุกส่วนคือความบ้าพลังของศิลปะแบบโกธิก ทั้งยอดแหลมกว่า 135 ยอด และรูปปั้นกว่า 3,400 องค์รอบตัวโบสถ์ ภายในยังมีหน้าต่างกระจกสี (stained glass) ที่สวยจัดระดับยุโรป และออร์แกนเก่าแก่ที่ยังถูกใช้ในพิธีสำคัญอยู่จริง

อย่าพลาดขึ้นไปบน Rooftop Terrace จะเดินขึ้นหรือขึ้นลิฟต์ก็ได้ เพื่อชมวิวมิลานแบบพาโนรามา และได้เห็นประติมากรรมบนยอดวิหารแบบใกล้ชิด โดยเฉพาะรูปปั้น Madonnina พระแม่มารีทองคำบนยอดสูงสุดที่กลายเป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณของคนมิลาน

2. แกลเลอเรีย วิตโตรีโอ เอ็มมานูเอลที่ 2 (Galleria Vittorio Emanuele II)

ห้างใต้โดมกระจกสุดคลาสสิก จุดถ่ายรูปที่สายแฟต้องเลี้ยวเข้า

ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ที่สุดในอิตาลี และหนึ่งในห้างที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อยู่ติดกับ Duomo และเชื่อมไปยังโรงละคร La Scala เปิดมาตั้งแต่ปี 1877 และกลายเป็นอีกหนึ่งไอคอนของเมือง ชื่อถูกตั้งตามกษัตริย์องค์แรกของอิตาลีที่รวมชาติสำเร็จ Vittorio Emanuele II

ด้านในเต็มไปด้วยร้านแฟชั่นหรู เช่น Prada, Gucci, Louis Vuitton รวมถึงคาเฟ่และร้านอาหารเก่าแก่ที่คงกลิ่นอายมิลานยุคคลาสสิกอย่าง Caffè Biffi หรือ Pasticceria Marchesi

เสน่ห์ของแกลเลอเรียคือสถาปัตยกรรมแบบ Neo-Renaissance หลังคาโดมกระจกทรงแปดเหลี่ยม ทางเดินโค้งปูโมเสกหินสีละเอียด ถ่ายมุมไหนก็สวย โดยเฉพาะใต้โดมกลางที่มีตรารัฐต่างๆ ของอิตาลีฝังอยู่บนพื้น

ยังมีธรรมเนียมฮาๆ ที่คนชอบทำกัน คือหมุนส้นเท้าขวาบนรูปวัวกระเบื้องโมเสกบนพื้น เชื่อกันว่าเป็นการเรียกโชคและกันสิ่งไม่ดี (คนท้องถิ่นหลายคนก็แอบขำกับความเชื่อนี้เหมือนกัน)

3. Pasticceria Marchesi Milano (สาขา Galleria)

ขนมหวานระดับตำนาน 200 ปีในกล่องบรรจุความละมุนแบบอิตาเลียน

คาเฟ่และร้านขนมหวานที่อยู่คู่มิลานมาตั้งแต่ปี 1824 กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ความภูมิใจของชาวเมือง ทั้งคนรักกาแฟและสายขนมต้องแวะ เพราะทุกดีเทลตั้งแต่ขนมในตู้โชว์ไปจนถึงเก้าอี้ที่นั่ง คือศิลปะในชีวิตประจำวัน

สาขาที่ควรปักหมุดคือสาขาใน Galleria Vittorio Emanuele II เพราะมาพร้อมวิวโมเสกพื้นแกลเลอเรียจากมุมสูง ชั้นบนของร้านถูกออกแบบเป็นเหมือน salon ส่วนตัวของขุนนางอิตาเลียน มีแสงธรรมชาติจากหน้าต่างสูง โคมไฟระย้า และเฟอร์นิเจอร์ที่ผสมระหว่างวินเทจกับความแฟชั่นอย่างลงตัว ที่นั่งติดกระจกคือที่โปรดของคนชอบมองวิวเมือง

ในปี 2014 Marchesi กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Prada Group ภาพลักษณ์ร้านเลยยิ่งหรูแต่ยังคงความคลาสสิก วัสดุที่ใช้ตกแต่งมีทั้งไม้เนื้อเข้ม ผ้าม่านกำมะหยี่ หินอ่อน และกระจกบานใหญ่ เล่นโทนเขียวอ่อน–ทอง–น้ำตาล ให้ฟีลร้านขนมยุโรปเก่าแต่ถูกรีเฟรชให้โมเดิร์น

ด้านในจะมีตู้โชว์ยาวเรียงติดกำแพง ขนมทุกชิ้นถูกจัดวางเหมือนจิวเวลรี่ แนวคิดคือ “ขนมชั้นดีที่สวยเหมือนเครื่องประดับ” ตามคอนเซ็ปต์ “elegance in the everyday” ของ Prada เมนูมีตั้งแต่เค้กหน้าตาดี มาการง โครเกต์ ไปจนถึง Panettone ขนมปังคริสต์มาสชื่อดังของมิลาน กาแฟก็ทั้งเมนูคลาสสิกและเมนูพิเศษ รสสัมผัสละมุนทุกแก้ว

4. Castello Sforzesco

ปราสาทอิฐแดงที่พาเราย้อนเวลาเข้ามิลานยุคกลาง

แค่เดินผ่านประตูเข้าไปในพื้นที่ของ Castello Sforzesco ก็เหมือนถูกส่งย้อนกลับไปยุคกลางของอิตาลี ทั้งบรรยากาศขุนนาง สงคราม และศิลปะที่ถูกขังอยู่ในกำแพงปราสาทนี้สร้างครั้งแรกในศตวรรษที่ 15 โดยตระกูล Visconti และถูกสร้างใหม่ขนานใหญ่ในปี 1450 โดยตระกูล Sforza ผู้ทรงอิทธิพลในยุค Renaissance

สิ่งที่ทำให้ที่นี่น่าสนใจไม่ใช่แค่รูปทรงแบบป้อมปราการ แต่เพราะเคยเป็นหนึ่งในสถานที่ทำงานของ Leonardo da Vinci ที่มีส่วนร่วมในงานตกแต่งภายในหลายส่วนของปราสาท

ทุกวันนี้ Castello Sforzesco ถูกปรับเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ รวมทั้งแกลเลอรี่งานศิลปะและโบราณวัตถุ ไฮไลต์คือห้องที่จัดแสดงผลงานชิ้นสุดท้ายของ Michelangelo ประติมากรรมที่ยังไม่เสร็จชื่อ Rondanini Pietà ซึ่งเต็มไปด้วยอารมณ์และพลังดิบแบบไม่ต้องขัดเกลา

5. สวนสาธารณะเซมเปียเน (Parco Sempione)

สวนใหญ่กลางเมืองสำหรับเดินเล่น นั่งชิล หรือปิกนิกต่อจากปราสาท

สวนสีเขียวขนาดใหญ่ด้านหลัง Castello Sforzesco กลายเป็นเหมือน “สวนหลังบ้านของปราสาท” และเป็นที่ที่คนมิลานใช้รีเซ็ตตัวเอง หลังจากวันทำงานหนักหรือทริปเดินเมืองยาวๆ

สวนแห่งนี้ถูกออกแบบในสไตล์อังกฤษตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 เน้นความเขียวแบบธรรมชาติผสมโครงสร้างศิลปะและสถาปัตยกรรม มีบึงเล็ก สนามหญ้ากว้าง ลำธาร และทางเดินที่มีต้นไม้ใหญ่เป็นหลังคาเดินสบายทั้งวัน

ในสวนยังแทรกด้วยแลนด์มาร์กน่าสนใจหลายจุด เช่น

  • Arco della Pace – ซุ้มประตูแห่งสันติภาพสีหินอ่อนสุดอลังการ ปลายสวนด้านหนึ่ง สวยทั้งกลางวันและโรแมนติกมากตอนเปิดไฟค่ำคืน

  • Torre Branca – หอเหล็กสูงให้ขึ้นชมวิวมิลาน 360 องศาในวันที่อากาศดี

  • Triennale Milano – พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยและดีไซน์อิตาเลียน เหมาะกับสายออกแบบโดยเฉพาะ

บรรยากาศจะเปลี่ยนไปตามเวลา ตอนเช้าจะมีคนมา jogging หรือพาสุนัขเดินเล่น ช่วงบ่ายเป็นที่พักเหนื่อยของนักท่องเที่ยว ส่วนช่วงเย็นจะเต็มไปด้วยคู่รักและกลุ่มเพื่อนมานั่งเล่น กินเจลาโต้ หรือรอดูพระอาทิตย์ตกหลัง Arco della Pace

6. Porta Nuova

มิลานโซนฟิวเจอร์ริสติก กับตึกต้นไม้ Bosco Verticale

ใครคิดว่ามิลานมีแต่ตึกเก่า วิหารหินอ่อน และถนนประวัติศาสตร์ ลองแวะ Porta Nuova ย่านธุรกิจและที่อยู่อาศัยยุคใหม่ ที่ถูกรีโนเวตจากพื้นที่รกร้างให้กลายเป็น “เมืองสีเขียว” เต็มไปด้วยอาคารดีไซน์จัด แนวคิดยั่งยืน และงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย

โปรเจกต์นี้เป็นตัวอย่างของการพัฒนาเมืองแบบ urban regeneration ที่ทำจริง ไม่ใช่แค่คำสวยๆ บนกระดาษ

จุดเด่นที่ควรแวะมาดูด้วยตา

  • Skyline มิลานเวอร์ชันศตวรรษที่ 21 – แทนหลังคากระเบื้องสีส้มแบบอิตาเลียน จะเห็นตึกกระจกสูงเรียงราย ฟุตปาธเดินสบาย และสวนเล็กๆ ที่แทรกอยู่ระหว่างอาคาร ให้ฟีลหนังไซไฟแต่ใช้ชีวิตได้จริง

  • Bosco Verticale (Vertical Forest) – ตึกต้นไม้สุดไอคอนิกของเมือง อาคารแฝดสูง 80 และ 112 เมตร ที่ปลูกต้นไม้ พุ่มไม้ และพรรณไม้กว่า 900 ต้นบนระเบียงทุกชั้น ช่วยดูดซับมลภาวะ เติมอากาศดีให้เมือง และเป็นตัวอย่างของ สถาปัตยกรรมยั่งยืน ที่ถูกอ้างอิงทั่วโลก

  • Piazza Gae Aulenti – จัตุรัสล้ำยุค รายล้อมด้วยตึกระฟ้าอย่างสำนักงานใหญ่ของ UniCredit ที่มีดีไซน์โค้งสะท้อนแสงแบบสะดุดตา มีทั้งน้ำพุ ทางเดินลอยฟ้า และคาเฟ่ให้นั่งดูผู้คนไปมา

  • Corso Como และร้าน 10 Corso Como – แค่เดินไม่กี่นาทีจากโซนตึกกระจกก็จะถึงถนนแฟชั่นที่เต็มไปด้วยร้านมัลติแบรนด์สุดชิค คาเฟ่ และแกลเลอรี่ งานนี้แฟชั่นนิสต้าจะอินเป็นพิเศษ

7. Porta Magenta

ย่านคลาสสิกของมิลานดั้งเดิม คาเฟ่โลคอล และร้านน่ารักเต็มถนน

Porta Magenta คืออีกมุมที่ทำให้เห็นมิลานในโหมดอบอุ่นและเรียบง่าย ถนนเล็กๆ ที่เรียงรายด้วยอาคารสีโทนอุ่น สถาปัตยกรรมอิตาเลียนแบบดั้งเดิม ร้านค้าเก่าแก่ที่เหมือนหยุดเวลา คาเฟ่ที่เจ้าของยังจำหน้าลูกค้าประจำได้ และโบสถ์เล็กๆ ที่มีต้นไม้รายล้อมหน้าทางเข้า

ที่นี่เป็นย่านอยู่อาศัยของชนชั้นกลางและกลุ่มผู้ดีมิลานรุ่นเก่า คาเฟ่ ร้านหนังสือ และบูติกดีไซน์ในละแวกนี้จะให้ฟีล “สงบแต่มีระดับ” แบบอิตาเลียนแท้ๆ อารมณ์มากกว่าแหล่งท่องเที่ยวหลัก และยังเป็นที่ตั้งของ Pasticceria Marchesi สาขาต้นตำรับด้วย

8. De Santis

Panini ร้อนๆ จากร้านแซนด์วิชในตำนานของคนมิลาน

พูดถึงอาหารอิตาเลียน คนมักนึกถึงพาสต้า พิซซ่า หรือเจลาโต แต่ถ้ามาเดินเล่นในมิลานแล้วไม่ลอง Panini ถือว่าพลาด แซนด์วิชอิตาเลียนดีๆ มักเสิร์ฟแบบร้อน กรอบนอกนุ่มใน ไส้แน่น และใช้วัตถุดิบคุณภาพสุดๆ

หัวใจของ Panini ชั้นดีไม่ใช่ความซับซ้อน แต่คือวัตถุดิบ: แฮม prosciutto crudo, ชีสอย่าง fontina หรือ taleggio และขนมปัง ciabatta หรือ focaccia อบใหม่ พอมารวมกันแล้วมื้อเล็กๆ นี้จะกลายเป็นมื้อที่จำได้ยาว

ในบรรดาร้านแซนด์วิชทั้งเมือง ชื่อที่ถูกพูดถึงบ่อยมากคือ De Santis ร้านเล็กๆ ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1964 บนถนน Corso Magenta ตัวร้านตกแต่งโทนวินเทจ กำแพงไม้และตู้ไวน์ให้บรรยากาศเหมือน local deli แบบอิตาเลียนแท้ๆ

ความพิเศษคือการรักษารสชาติแบบเดิมมากว่า 60 ปี ใช้วัตถุดิบดีจริงทั้งแฮม ชีส และขนมปังที่อบสดทุกวัน เมนูมีให้เลือกหลายสิบแบบ แต่ยังสามารถปรับไส้ตามใจได้ ไส้ยอดนิยมมีทั้ง cured meats อย่าง prosciutto, speck, mortadella ชีสอิตาเลียนรสจัด ซอสโฮมเมด และผักสด ทุกชิ้นคือ made-to-order อบขนมปังทีละชิ้น เสิร์ฟร้อนๆ จากเตา

9. Navigli

ย่านคลองสุดชิลของมิลานสำหรับดูพระอาทิตย์ตกและจิบไวน์เบาๆ

ย่านคลองเก่าที่ถูกชุบชีวิตให้กลายเป็นโซนอาร์ตและไลฟ์สไตล์สุดชิค สองฝั่งคลองเต็มไปด้วยแกลเลอรี่ ร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์ เดินเล่นได้ทั้งวัน แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือเย็นใกล้พระอาทิตย์ตก

คนมักมานั่งจิบ Aperol Spritz หรือไวน์สักแก้ว ร้านหลายแห่งมีบุฟเฟต์อาหารเล็กๆ ให้ตักฟรีเมื่อสั่งเครื่องดื่ม เป็น aperitivo แบบฉบับมิลาน แสงเย็นกระทบผิวน้ำ บรรยากาศโรแมนติกมากโดยไม่ต้องพยายาม

เดิมที Navigli เป็นระบบคลองที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 เพื่อการค้าและขนส่งสินค้า หนึ่งในคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกแบบระบบประตูน้ำคือ Leonardo da Vinci ภายหลังในยุคอุตสาหกรรม บทบาทคลองลดลง หลายส่วนถูกถม แต่คลองหลักสองสาย Naviglio Grande และ Naviglio Pavese ยังอยู่ และกลายมาเป็นย่านศิลปะและไนท์ไลฟ์ยอดฮิตในปัจจุบัน

ถ้าโชคดีได้มาในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน จะมีตลาด Mercatone dell’Antiquariato ตลาดของเก่าขนาดใหญ่รวมทุกอย่างตั้งแต่นาฬิกาวินเทจไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้าน

10. Officina 12

ร้านอาหารอบอุ่น + Gin Bar สุดจริงกลาง Navigli

ในย่าน Navigli ที่เต็มไปด้วยร้านให้เลือก Officina 12 คือหนึ่งในตัวเลือกที่น่าเลี้ยวเข้า ทั้งเรื่องวัตถุดิบและเมนูตามฤดูกาลที่คิดมาแล้ว พาสต้าทำมือ ซีฟู้ดสด และเนื้อย่างเตาถ่านคือเมนูที่ควรลอง

สายดริงก์ต้องไม่พลาด Gino12 Gin Bar แรกๆ ของมิลานที่ซ่อนอยู่ด้านในร้าน เสิร์ฟจินมากกว่า 100 แบรนด์ พร้อมค็อกเทลสูตรเฉพาะที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในห้องลับของคนรักจิน

Local Tips & ข้อควรระวังเวลาเที่ยวมิลาน

เดินทางแบบโลคอล

  • ใช้ Metro หรือ Tram แทนแท็กซี่ ระบบขนส่งมิลานครอบคลุม ใช้งานง่าย และรองรับบัตรเครดิตจากไทย แตะเข้า–ออกได้เลย ถ้าใช้จนถึงเพดานราคาตั๋ววัน ระบบจะไม่คิดเงินเพิ่มอีก เทียบเท่าซื้อ day pass อัตโนมัติ

วัฒนธรรมกาแฟที่จริงจังมาก

  • หลัง 11:00 น. ชาวอิตาเลียนแทบไม่สั่ง cappuccino หรือ latte เพราะถือว่าเป็นเครื่องดื่มตอนเช้า ถ้าอยากกลมกลืนกับคนท้องถิ่นให้สั่ง “un caffè” (เอสเปรสโซหนึ่งช็อต) และดื่มทันที ไม่ปล่อยให้เย็นบนโต๊ะ

  • ถ้าอยากประหยัดและไม่รีบแชะรูปกาแฟบนโต๊ะ ลองสั่งแบบ al banco (ยืนดื่มที่เคาน์เตอร์) ราคาจะถูกกว่านั่งโต๊ะเกินครึ่ง!

Aperitivo คือไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่แค่โปรถูก

  • ช่วงเวลาทองคือราว 18:00–20:00 ร้านจะเสิร์ฟเครื่องดื่ม 1 แก้ว คู่กับบุฟเฟต์ของกินเล่นคุณภาพดี เช่น antipasti ชีส โคลด์คัท หรือพาสต้าเล็กๆ ในราคาเดียว

  • อย่าเข้าใจว่าเป็น happy hour ราคาถูกอย่างเดียว เพราะสำหรับคนมิลาน การเลือกที่ไป aperitivo สำคัญพอๆ กับการเลือกร้านอาหารเย็น เลยทีเดียว

เรื่องความปลอดภัยและมิจฉาชีพ

  • แถว Duomo มีชื่อเรื่องคนแอบเข้ามาผูกริสต์แบนด์หรือยื่นของให้แล้วขอเงิน ระวังเวลามีคนเข้าหาแบบแนบเนียน และอย่าปล่อยของมีค่าไว้ห่างตัวในที่คนเยอะอย่างสถานีรถไฟหรือแกลเลอรี่

  • บน Metro หรือ Tram คนมิลานจะถือกระเป๋าไว้ด้านหน้า หรือแนบตัวเสมอ ถ้าสะพายเป้ด้านหลังจะดูเป็นนักท่องเที่ยวชัดมาก แถมเป็นเป้าหมายง่ายๆ ของมิจฉาชีพ

  • มีคนเล่าว่าโจรบางกลุ่มฝึกมาเพื่อเปิดซิปกระเป๋าคาดเอวหรือกระเป๋าทรงแข็งที่เปิดง่าย ทางที่ดีคือสะพายยังไงก็ได้ แต่ให้มีเสื้อแจ็คเก็ตคลุมทับอีกชั้นช่วยเซฟได้เยอะ

มารยาทและสไตล์ของคนมิลาน

  • ตรงเวลาและเดินเร็ว มิลานคือเมืองทำงาน ไม่ใช่เมืองรีแล็กซ์แบบอิตาลีเมืองอื่น นัดแล้วไม่ควรเลทเกิน 5 นาที และจะเห็นเลยว่าคนที่นี่เดินคล่องแคล่ว ใส่รองเท้าดี แต่งตัวเนี้ยบ ถ้าอยาก blend in เตรียมชุดที่ดูเรียบร้อยและพกแว่นกันแดดไว้เสมอ

กติกาในร้านอาหารที่ควรรู้

  • ไม่มีน้ำเปล่าฟรี ร้านจะเสิร์ฟเฉพาะน้ำขวดแบบ still หรือ sparkling เท่านั้น

  • พนักงานจะไม่เร่งให้เช็คบิล ถ้าคุณไม่ขอเองคุณอาจนั่งยาวแบบไม่มีใครมารบกวน เพราะวัฒนธรรมที่นี่คือ ไม่ไล่ลูกค้าออกจากโต๊ะ

  • เวลาอยากคิดเงิน แค่สบตาพนักงานแล้วพูดว่า “Il conto, per favore.” ก็เป็นอันเรียบร้อย

มิลานอาจเริ่มต้นจากคำว่าแฟชั่น แต่ถ้าได้ลองเดินเล่น ชิมขนม แวะคาเฟ่ นั่งริมคลอง และปิดวันด้วย aperitivo ดีๆ คุณจะค้นพบอีกมุมของเมืองที่มีทั้งเสน่ห์ ความเป๊ะ และความอร่อยรวมอยู่ในทริปเดียว